เสียงพูดคุยจากชั้นล่างดังชัดขึ้นเมื่อกู้หมัวเดินลงบันไดไม้ ราวบันไดเก่าที่ผ่านมือคนมานับไม่ถ้วนเป็มันวาวเป็ทางยาว บันไดแต่ละขั้นส่งเสียงลั่นเบา ๆ ตามจังหวะฝีเท้า เสียงที่เขาได้ยินจนคุ้นชินทุกเช้าจนแทบไม่ต้องสังเกตอะไรอีกแล้ว
โรงน้ำชาถิงเฟิงยามเช้ายังไม่พลุกพล่านนัก มีเพียงลูกค้าประจำสองสามโต๊ะนั่งจิบชาเงียบ ๆ อ่านข่าวสารที่ได้ยินมาจากใครต่อใคร เสียงพูดคุยแ่เบาปนกับเสียงถ้วยชากระทบจานรองเป็จังหวะ แดดเช้ายังอ่อนอยู่ ลอดผ่านบานประตูไม้ที่เปิดกว้างทาบเป็ทางยาวลงบนพื้นขัดมัน
ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง หันหลังให้แสงเช้าที่ลอดผ่านบานไม้ระแนง เงาของเขาทาบยาวลงบนพื้น
เขาวัยราวสี่สิบ ท่าทางสงบนิ่ง หลังตรง ชุดคลุมสีเหลืองหม่นตัดด้วยน้ำตาลเข้ม เนื้อผ้าดีเรียบเนียน ตัดเย็บประณีตจนไม่มีชายเสื้อส่วนไหนพลิ้วเกินความจำเป็ หนวดเคราสั้นเรียบร้อยปิดกรอบปากและคางไว้บางส่วน ทำให้ยากจะอ่านสีหน้าของเขาได้ง่ายเหมือนคนทั่วไป มือทั้งสองข้างวางประสานกันบนโต๊ะอย่างสำรวม แหวนทองเก่าสองวงสวมอยู่ที่นิ้ว สีทองไม่จัดจ้านแบบของใหม่ แต่มีความหมองแบบของที่ผ่านมือมานาน จี้หยกเล็ก ๆ ห้อยอยู่ที่คอ นิ่งอยู่กับที่ไม่ไหวติงตามจังหวะลมหายใจ ทุกอย่างบนตัวเขาดูสะสมมานาน ไม่ใช่สิ่งที่หามาเพื่อโอ้อวด
เขาลุกขึ้นทันทีที่เห็นกู้หมัวเดินลงมา ค้อมศีรษะเล็กน้อยอย่างสุภาพ
"ท่านเยี่ยหมัวใช่หรือไม่ขอรับ" น้ำเสียงเรียบ มีจังหวะ ฟังแล้วรู้สึกวางใจได้ทันที "ข้าชื่อเฉินกุ้ย เป็คนของท่านเซี่ยเหิง มารบกวนเื่การว่าจ้างวาดภาพเหมือน"
กู้หมัวค้อมศีรษะตอบ นั่งลงที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม "ท่านเฉินกุ้ยนั่งก่อนเถิด"
หญิงสาวร่างท้วมในชุดสีแดงเข้มแซมชมพูบานเย็นเดินเข้ามาพร้อมถาดชาโดยไม่ต้องมีใครเรียก ดอกไม้ประดับผมสีชมพูขับให้ผมที่เกล้าสูงดูสง่างามยิ่งขึ้น มือข้างหนึ่งถือพัดคลี่ลายนกนางแอ่นบินอยู่กลางอากาศ เธอวางถ้วยชาลงตรงหน้าเฉินกุ้ยก่อน ยิ้มให้เล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าหมายถึงอะไรแล้วแต่ผู้เห็นจะตีความ
"ท่านเฉินกุ้ย มาแต่เช้าเชียวนะเ้าคะ" เธอเอ่ยทักทาย พัดในมือคลี่กว้างขึ้นอีกนิดราวกับกำลังต้อนรับแขกคนสำคัญ
"เจ้หลิวยังสวยเหมือนเดิม" เฉินกุ้ยตอบอย่างมีมารยาท
เจ้หลิวหัวเราะเบา ๆ ปิดพัดแปะลงที่ฝ่ามืออีกข้าง ก่อนหันมาวางถ้วยที่เหลือไว้ตรงหน้ากู้หมัว "กู้หมัว วันนี้มาช้ากว่าปกตินิดหน่อยนะ"
"เมื่อคืนนอนหลับไม่สนิท" กู้หมัวตอบเรียบ ๆ ไม่ได้อธิบายเพิ่ม
เจ้หลิวมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่งเหมือนจะถามต่อ แต่สุดท้ายก็แค่ยิ้มแล้วถอยไปดูแลโต๊ะอื่น เธอรู้ดีว่าเื่บางเื่ไม่จำเป็ต้องถามซ้ำ
กู้หมัวหยิบพู่กันประจำตัวออกมาวางบนโต๊ะเตรียมจดรายละเอียด ด้ามไม้เรียบเก่าจนมือคุ้นชิน ไม่ใช่ของหรูหราอะไร เป็เพียงพู่กันที่เขาใช้มานานจนรู้จักน้ำหนักของมันดีกว่าสิ่งใด เฉินกุ้ยมองพู่กันในมือเขาครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น
"นี่คือพู่กันที่ท่านใช้ประจำหรือ ดูเก่ามาก"
"เก่าแต่ยังใช้ดีขอรับ" กู้หมัวหมุนด้ามพู่กันในมือ "ของบางอย่างยิ่งใช้ยิ่งรู้มือ ไม่จำเป็ต้องเปลี่ยนเพียงเพราะมีของใหม่"
เฉินกุ้ยยิ้มเล็กน้อยอย่างพอใจ "ฟังดูเหมือนท่านจะให้ค่ากับของที่คุ้นเคยมาก"
กู้หมัวชะงักไปชั่วครู่ก่อนตอบ "ข้าให้ค่ากับสิ่งที่ทำงานได้ดี"
"ท่านเซี่ยยุ่งอยู่กับธุระอื่น" เฉินกุ้ยกลับเข้าเื่เดิม ยิ้มบาง ๆ "ข้าจึงมาแทนในเื่การนัดหมายและรายละเอียดงานก่อน ส่วนวันวาดจริงท่านเซี่ยจะมาเองแน่นอน เพราะเป็เื่ที่ท่านให้ความสำคัญมาก" เขาเปิดกระดาษจดบันทึกเล็ก ๆ ที่พกติดตัวมาด้วย
"ภาพเหมือนสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือขอรับ" กู้หมัวถามด้วยความอยากรู้
"สำหรับท่านเซี่ย เื่ที่คนอื่นมองว่าเล็กน้อย บางครั้งก็สำคัญกว่าที่คิด"
"เช่นนั้นข้ายิ่งต้องถามให้ละเอียด" กู้หมัววางพู่กันลงบนกระดาษ "ท่านเซี่ยชอบภาพแบบไหนเป็พิเศษหรือไม่ขอรับ บางท่านชอบท่านั่ง บางท่านชอบท่ายืน หรือมีฉากหลังที่อยากให้ปรากฏอยู่ในภาพหรือไม่"
เฉินกุ้ยนิ่งคิดครู่หนึ่ง นิ้วเคาะขอบโต๊ะ สองสามครั้งราวกับกำลังทบทวน "ท่านเซี่ยไม่ได้กำเนิดมาเป็คนพิถีพิถันเื่ภาพวาด รายละเอียดคงต้องให้ท่านเซี่ยเป็คนบอกเองวันที่มาถึง แต่ข้าเดาว่าท่านคงอยากให้ดูสมกับตำแหน่ง เป็ภาพที่คนเห็นแล้วรู้ทันทีว่าใครคือเ้าของบ้าน"
กู้หมัวพยักหน้า จดคำสองสามคำลงกระดาษ "ถ้าเป็ภาพแขวนในห้องรับรอง ข้าคงไม่แนะนำให้ใส่ฉากหลังมากเกินไป เสื้อผ้าและท่าทางสำคัญกว่า"
"เหตุใดหรือ"
"คนมองภาพเหมือนต้องมองคนก่อนสิ่งอื่น" กู้หมัวตอบอย่างเป็ธรรมชาติ "ฉากหลังมีไว้ช่วยบอกว่าเขาเป็ใคร อยู่ที่ไหน หรือมีฐานะเช่นไร แต่ถ้าฉากเด่นกว่าคน ภาพนั้นก็จะกลายเป็ภาพห้อง ไม่ใช่ภาพเหมือน"
เฉินกุ้ยฟังเงียบ ๆ ก่อนพยักหน้า "ท่านเยี่ยหมัวดูจริงจังกับงานไม่น้อย"
"งานของข้าคือทำให้คนที่อยู่บนกระดาษดูเหมือนยังมีชีวิตอยู่" กู้หมัวกล่าว ใช้นิ้วแตะปลายพู่กัน "ถ้าข้าวาดคนผิด ต่อให้สีสวยเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์"
เฉินกุ้ยเหลือบมองเขาอีกครั้ง คราวนี้แววตาเหมือนพิจารณาอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ เพียงเอ่ยว่า "เช่นนั้นท่านคงไม่ชอบวาดคนที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน"
"ข้าอาจวาดจากคำบอกเล่าได้ แต่ไม่รับรองว่าจะเหมือน เช่นนั้นข้าจะเริ่มร่างหลังจากได้เห็นตัวจริง" เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนถามต่อ "ท่านเซี่ยมีลักษณะอย่างไรหรือขอรับ"
เฉินกุ้ยเลิกคิ้วเล็กน้อย "หมายถึง?"
"ข้าควรเตรียมตัว" กู้หมัวตอบหน้าตาย "ถ้าท่านเซี่ยตัวสูงมาก ข้าคงต้องเผื่อพื้นที่้าไว้มากหน่อย"
เฉินกุ้ยหลุดหัวเราะออกมาเป็ครั้งแรก "เื่นั้นท่านไม่ต้องกังวล ท่านเซี่ยสูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้น"
"สีหน้าล่ะขอรับ"
"เย็น" เฉินกุ้ยตอบสั้น ๆ
"เย็นเพียงใด"
"หากท่านวาดคนที่ยิ้มอยู่ ท่านเซี่ยคงไม่ใช่แบบนั้น"
กู้หมัวหัวเราะ "เช่นนั้นข้าคงต้องระวังอย่าวาดให้เขาดูใจดีเกินจริง"
"ท่านวาดคนตามจริงมิใช่หรือ"
"ตามจริง แต่ข้าต้องเลือกว่าจะให้คนมองเห็นด้านไหน " กู้หมัวยกถ้วยชาขึ้นจิบ
เฉินกุ้ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง "ท่านพูดเหมือนคนที่รู้ว่าคนอื่นอยากเห็นอะไร"
"คนจ้างข้าก็ย่อมอยากเห็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด ข้าเพียงทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นขอรับ"
บทสนทนานั้นทำให้เฉินกุ้ยยิ้มอีกครั้ง คราวนี้ดูผ่อนคลายกว่าเดิม "เช่นนั้นข้าคิดว่าท่านเซี่ยคงเลือกคนไม่ผิด"
กู้หมัวไม่ได้ตอบ เพียงก้มลงเขียนรายละเอียดต่อ ชื่อผู้ว่าจ้างถูกเขียนลงบนกระดาษอย่างเป็ระเบียบ
เซี่ยเหิง
ปลายพู่กันหยุดอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่มีเหตุผล เพียงชั่วขณะเดียว กู้หมัวรู้สึกเหมือนเคยเห็นตัวอักษรสองคำนี้ที่ไหนมาก่อน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ความรู้สึกนั้นหายไปเร็วพอ ๆ กับที่เกิดขึ้น
"ท่านเยี่ยหมัว" เฉินกุ้ยเอ่ยถาม สังเกตเห็นความเงียบที่นานผิดปกติ
กู้หมัวเงยหน้าขึ้น "ไม่มีอะไรขอรับ" เขาผ่อนลมหายใจออก แล้วถามต่อเพื่อกลบความรู้สึกแปลก ๆ นั้น "ท่านเฉินกุ้ยดูแลงานให้ท่านเซี่ยมานานแล้วหรือขอรับ"
"นานพอสมควร" เฉินกุ้ยตอบสั้น ๆ น้ำเสียงไม่ได้ปิดบังอะไร แต่ก็ไม่ได้ขยายความ "ั้แ่ท่านเซี่ยยังไม่มีอะไรเลย"
กู้หมัวพยักหน้ารับ "เช่นนั้นท่านคงรู้จักท่านเซี่ยดี"
"พอสมควร" เฉินกุ้ยยิ้ม "ท่านเซี่ยไม่ใช่คนพูดมาก แต่เป็คนจำเื่ต่าง ๆ ได้ดี บางครั้งเื่ที่คนอื่นลืมไปแล้ว เขายังจำได้"
"ฟังดูเป็คนละเอียด"
"ละเอียดกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด"
กู้หมัวพยักหน้าอีกครั้ง "เช่นนั้นถ้าข้าวาดคิ้วเขาผิดไปสักเส้น ท่านคงมาบอกข้าทีหลังใช่หรือไม่"
เฉินกุ้ยหัวเราะ "ข้าคิดว่าท่านเซี่ยจะบอกท่านเอง"
กู้หมัวถอนหายใจ "ข้าหวังว่าเขาจะไม่เข้มงวดเกินไป"
"ถ้าเป็เื่งาน เขาไม่เคยผ่อนปรน"
คำตอบนั้นทำให้กู้หมัวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเผยรอยยิ้ม "เช่นนั้นข้าจะตั้งใจให้มากขึ้น"
เฉินกุ้ยเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชา แขนเสื้อขยับเผยให้เห็นบางส่วนของสิ่งที่ห้อยอยู่ที่เอวเขา ตราโลหะเล็ก ๆ สีเข้ม ลวดลายแกะสลักซับซ้อนกว่าตราที่คนทั่วไปมักพกติดตัว กู้หมัวเหลือบตามองไปเพียงครู่หนึ่งด้วยความเคยชิน เป็เพียงรายละเอียดบางอย่าง ที่สายตาคนมีอาชีพวาดภาพมักจับได้โดยไม่รู้ตัว เขาจำเส้นสายของลวดลายนั้นได้โดยไม่ตั้งใจ
"เื่รายละเอียดงาน" เฉินกุ้ยเปิดเื่ต่อ วางกระดาษสัญญาจ้างงานที่พับเรียบร้อยลงบนโต๊ะ "ท่านเซี่ยอยากได้ภาพเหมือนเต็มตัว ขนาดใหญ่พอจะแขวนในห้องรับรองได้ ระยะเวลาให้ท่านกำหนดเองตามที่สะดวก แต่ขอให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนหน้า"
พูดจบ เขาก็หยิบถุงเล็ก ๆ ขึ้นมาวางบนโต๊ะเป็ค่ามัดจำ เสียงเหรียญกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งจากภายใน กู้หมัวเปิดปากถุงดูเล็กน้อยตามมารยาท เห็นเหรียญทองแดงร้อยเรียงกันเป็พวงด้วยเชือกเส้นเล็ก จำนวนพอสมควรสำหรับค่ามัดจำงานชิ้นใหญ่ พร้อมกระดาษสัญญาจ้างงานอีกแผ่นวางกำกับอยู่ข้างกัน ลายมือเขียนรายละเอียดไว้ชัดเจนเป็ระบบ ไม่มีจุดใดคลุมเครือ กู้หมัวอ่านั้แ่ต้นจนจบอย่างใจเย็น ชื่อผู้ว่าจ้าง ขนาดภาพ กำหนดส่ง ค่าจ้าง ค่ามัดจำ ทุกอย่างเรียบร้อยจนแทบไม่มีอะไรให้แก้
"ทุกอย่างดูเรียบร้อยดี" เขาพับกระดาษสัญญาเก็บไว้ "ข้าจะเริ่มร่างภาพหลังจากได้เห็นตัวจริงท่านเซี่ยเหิงก่อน"
"เช่นนั้นข้าจะแจ้งท่านเซี่ยให้มาในไม่กี่วันนี้"
ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงลูกค้าจากโต๊ะข้าง ๆ ดังแว่วเข้ามา บางคนกำลังพูดถึงสินค้าจากเมืองทางเหนือ บางคนถกกันเื่ราคาผ้าไหม กู้หมัวไม่ได้สนใจฟัง จนเฉินกุ้ยเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"ท่านเยี่ยหมัว ท่านอยู่ในเมืองนี้ั้แ่เด็กหรือ"
"ไม่เชิง" กู้หมัวตอบ "ข้าเดินทางไปหลายที่ก่อนจะมาปักหลักที่นี่"
"เช่นนั้นคงเห็นผู้คนมามาก"
"มากพอให้รู้ว่าไม่มีใครเหมือนกัน" กู้หมัวมองเขา "แล้วท่านล่ะขอรับ มาจากที่ใด"
"ข้าก็เดินทางไปกับท่านเซี่ยหลายแห่ง" เฉินกุ้ยตอบ "่ที่ท่านเซี่ยยังเริ่มสร้างกิจการใหม่ ๆ ข้าช่วยจัดการเื่บัญชีและคนให้เขา"
"ฟังดูไม่ใช่งานง่าย"
"ไม่ง่ายหรอก" เขายิ้ม "แต่ทำมานานจนชิน"
กู้หมัวมองชายตรงหน้าอีกครั้ง คนแบบนี้มักเป็คนที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกวางใจโดยไม่ต้องพยายาม พูดจาไม่มากเกินไป ไม่แสดงตัวว่ารู้มากเกินไป ตอบคำถามตรง ๆ และรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดพูด ศิลปินหนุ่มคิดว่าหากต้องทำงานกับคนของสมาคมม่อเซียว คนตรงหน้าคงเป็คนที่พูดคุยด้วยง่ายที่สุด
หลังจากคุยรายละเอียดจนครบถ้วน เฉินกุ้ยลุกขึ้นจากโต๊ะ ปรับชายเสื้อคลุมให้เรียบร้อย
"ท่านเยี่ยหมัว" เขาเอ่ยขึ้นก่อนจะก้าวออกจากโต๊ะ น้ำเสียงยังคงสุภาพเช่นเดิม แต่จังหวะพูดช้าลงเล็กน้อย ราวกับกำลังเลือกคำ
กู้หมัวเงยหน้าขึ้นมอง
เฉินกุ้ยยิ้มให้เขาเช่นเดิม แต่แววตากลับจริงจังขึ้นผิดสังเกต "งานนี้สำคัญกับข้ามาก" เขาพูดทีละคำ มองกู้หมัวตรง ๆ "อย่าทำพลาดล่ะ"
คำพูดนั้นฟังดูหนักกว่าที่ควรจะเป็สำหรับเพียงงานว่าจ้างภาพเหมือนภาพหนึ่ง เหมือนมีอะไรมากกว่าคำพูดซ่อนอยู่ข้างใน
กู้หมัวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มตอบอย่างสุภาพ "ท่านวางใจได้ ข้าไม่เคยทำงานพลาด"
เฉินกุ้ยพยักหน้า "เช่นนั้นก็ดี" รอยยิ้มกลับมาเป็ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาค้อมศีรษะลาก่อนเดินออกจากร้านไป ท่วงท่าสงบนิ่งเหมือนตอนที่เดินเข้ามา
กู้หมัวนั่งอยู่ที่โต๊ะเดิม สายตามองตามแผ่นหลังนั้นไปจนลับประตู จากนั้นจึงก้มมองกระดาษสัญญาจ้างที่วางอยู่ตรงหน้า นิ้วของเขาแตะผ่านชื่อบนกระดาษอย่างไม่รู้ตัว
เซี่ยเหิง
ตัวอักษรธรรมดาสองคำ แต่กลับทำให้ปลายนิ้วของเขาหยุดนิ่งอยู่ชั่วขณะ
"เป็อะไรไปหรือ กู้หมัว" เสียงเจ้หลิวดังขึ้นจากด้านข้าง เธอเดินกลับมาพร้อมถาดเปล่า พัดในมือหุบลงแล้วเคาะจังหวะเบา ๆ กับขอบโต๊ะ
"ไม่มีอะไรหรอกเจ้"
"ถ้าไม่มีอะไร เหตุใดเ้าจึงมองกระดาษเหมือนมันติดเงินเ้าอยู่"
กู้หมัวหลุดหัวเราะ "ข้าแค่จำชื่อผู้ว่าจ้าง"
เจ้หลิวเลิกคิ้ว "ท่านเซี่ยเหิง?"
"คราวนี้เ้ารับงานใหญ่แล้ว" เจ้หลิววางถาดลง นั่งลงตรงข้ามอย่างไม่ถือสาเื่งานในร้าน "คนของสมาคมม่อเซียวมาหาเ้าถึงที่นี่ด้วยตัวเองเชียว"
"เจ้รู้จักเฉินกุ้ยหรือ" กู้หมัวถามกลับ
เจ้หลิวหัวเราะ "คนในเมืองนี้จะมีสักกี่คนที่ข้าไม่รู้จัก" นางกางพัดออกช้า ๆ แล้วพัดให้ตัวเอง "เขาเป็คนสนิทของท่านเซี่ย ทำบัญชี ดูแลเื่คน แล้วก็จัดการธุระหลายอย่างแทนท่านเซี่ย"
"ดูเป็คนไว้ใจได้"
"อืม" เจ้หลิวลากเสียงยาว "ดูเป็เช่นนั้น"
กู้หมัวเหลือบมองนาง "คำว่า ดูเป็ หมายความว่าอย่างไร"
"ไม่มีอะไร" เจ้หลิวยิ้ม "ข้าแค่พูดตามที่เห็น"
"เจ้รู้จักท่านเซี่ยดีหรือ"
"ไม่ถึงกับดี" นางปิดพัด "เคยเจอกันไม่กี่ครั้ง เขาไม่ค่อยพูด แต่ก็ไม่เคยทำให้คนอื่นลำบากโดยไม่มีเหตุผล"
"แล้วเป็คนอย่างไร"
เจ้หลิวทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ "เ็า"
กู้หมัวหัวเราะ "เฉินกุ้ยก็พูดเช่นนั้น"
"ถ้าอย่างนั้นคงจริง"
"มีอย่างอื่นอีกหรือไม่" กู้หมัวถามต่อ
เจ้หลิวมองหน้าเขาแล้วจู่ ๆ ก็ยิ้มเ้าเล่ห์ "ทำไม เ้าสนใจหรือ"
"ข้าเป็คนวาดภาพเขา ก็ต้องรู้จักคนที่จะวาด"
"อ้อ" เจ้หลิวพยักหน้าอย่างจงใจ "คนวาดภาพต้องรู้จักหน้าคน ส่วนข้าต้องรู้ว่าเขาชอบชาชนิดไหน ชาของเขาขม" นางพูดพลางหัวเราะ "เขาไม่เติมน้ำตาล ไม่เติมดอกไม้ ไม่ชอบของหวาน"
กู้หมัวชะงัก "คนแบบนั้นก็มีด้วยหรือ"
"คนเราก็เป็คนเรานั่นแหละ" เจ้หลิวเก็บพัดเข้าข้างเอว "อย่าตัดสินจากหน้าตาหรือข่าวลือมากนัก"
กู้หมัวพยักหน้า "ข้าก็ไม่ได้คิดจะตัดสิน"
"ดี" เจ้หลิวลุกขึ้น "แต่ถ้าเขาหล่อกว่าที่เ้า คิด ก็อย่ามัวแต่วาดจนลืมหายใจล่ะ" พูดจบนางก็หัวเราะแล้วเดินกลับไปทางครัว
กู้หมัวส่ายหน้า มุมปากยังคงยกขึ้นเล็กน้อย เสียงพูดคุยในร้านกลับมาดังเช่นเดิม ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้น แดดเช้าส่องผ่านประตูเข้ามากว้างกว่าเดิม
เขาหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง ด้ามไม้เก่าเรียบอยู่ในมืออย่างคุ้นเคย หมุนมันสองสามรอบ ก่อนเปิดกระดาษแผ่นใหม่ ตั้งใจจะลองร่างใบหน้าของชายที่ยังไม่เคยพบจากคำบอกเล่าของเฉินกุ้ย
แต่ปลายพู่กันเพิ่งแตะลงบนกระดาษ กลิ่นชาจาง ๆ กลับลอยขึ้นมา ขม ร้อน และคุ้นเคยอย่างประหลาด
มือของกู้หมัวหยุดนิ่ง ภาพบางอย่างวาบผ่านเข้ามาในหัว โต๊ะไม้ตัวเดิม ถ้วยชาที่สั่นอยู่ในมือ เสียงใครบางคนเรียกชื่อเขา จากนั้นความเจ็บแปลบแล่นผ่านหน้าอก
กู้หมัวสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง ภาพนั้นหายไปทันที เหลือเพียงถ้วยชาตรงหน้าและเสียงผู้คนในร้าน เขากะพริบตาช้า ๆ มองลงไปที่ปลายพู่กันที่ยังแตะอยู่บนกระดาษเปล่า ไม่มีเส้นใดถูกลากลงไปเลยสักเส้นเดียว กู้หมัวได้แต่บอกตัวเองว่าคงเป็เพียงความเหนื่อยล้าจากเมื่อคืน