เสียงคลื่นซัดเบาๆ เข้าหาตัวเรือราวกับกำลังปลอบโยนใครบางคนที่บอบช้ำเกินเยียวยา แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนกับผิวน้ำเป็ระลอกระยิบระยับ ทว่าภายในสะพานเดินเรือตรวจการณ์ชายฝั่งลำเล็กๆ ลำหนึ่ง บรรยากาศกลับเงียบงันและอึดอัดอย่างประหลาด
จ่าพันเหลือบมองไปทางผู้การหนุ่มซึ่งนั่งกุมขวดสุราอยู่เงียบๆ บนเก้าอี้บุนวมเก่าๆ กลิ่นแอลกอฮอล์เจือปนกับกลิ่นเหงื่อและไอทะเลลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ร.อ.มันตรา นาวีสมุทร ร.น. นายทหารสัญญาบัตร พรรคนาวิน อายุ 26 ปี ที่เคยสง่าผ่าเผย เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ คนนั้น วันนี้กลับคล้ายซากผีดิบเดินได้
“วันนี้ผู้การเป็อะไรของแกวะ...” จ่าพันกระซิบเบาๆ “ปกติแกจะเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว คนตรงยังกับไม้บรรทัดอย่างแก ไม่เคยเห็นกินเหล้าแบบไม่หยุดอย่างนี้เลย...”
จ่ามิ่งขยับตัวมากระซิบข้างหูเพื่อน พลางปรายตามองผู้การที่ยังนั่งนิ่งไม่ขยับ “สงสัยครู…แกจะอกหักน่ะ”
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ เพราะความจริงอันเ็ปมันพูดแทนได้ดังกว่าคำใด เมื่อวาน "น้องมาย" ลูกนายพลเรือระดับสูงเพิ่งบอกเลิกเขา น้ำเสียงของเธอยังติดอยู่ในหูของผู้การหนุ่ม ราวมีดกรีดแทงซ้ำๆในหัวใจ
“พี่มันตรา...ที่ผ่านมา มายไม่ได้ชอบพี่เลย... ตอนนี้มายมีคนที่ใช่แล้ว เขาเป็นักการเมือง...มีอนาคตไกล... มายขอโทษนะ...”
แหวนเพชรวงนั้น... วงที่เขาเก็บหอมรอมริบซื้อให้ด้วยเงินเดือนนายทหารของเขา ถูกถอดส่งคืนอย่างเฉยชา...ก่อนที่เธอจะหันหลังเดินจากไป...ไม่เหลียวกลับมามองเลยแม้แต่น้อย ใช่สิลูกกำพร้าอย่างเขามายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ก็ถือว่า เดินมาไกลมากแล้ว… ไหนเลยจะสู้นักการเมืองลูกมหาเศรษฐีคนนั้นได้...
เวลาผ่านไปจนสิบโมงเช้า ข้าวสักเม็ดเขาก็ยังไม่ได้แตะ ทว่าเหล้าในขวดกลับพร่องลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความองอาจ ความสง่าผ่าเผยของเขาที่ลดลงเรื่อยๆ เพราะฤทธิ์สุราพาให้จมลงในห้วงแห่งความทุกข์อันมืดมน เสียงเกลียวคลื่นแ่เบาเสมือนดังเสียงลมหายใจของเขาที่ยังคงดื้อดึงจะมีชีวิตต่อไป ทั้งที่หัวใจนั้นราวกับท่อนไม้ที่ล่องลอยโต้คลื่นและลมในท้องทะเล
“ข้ากลัวอย่างเดียว...” จ่าพันกระซิบพลางเหลือบมองเขา “...ถ้าถึงสนามซ้อมรบแล้ว นายเห็นเข้าล่ะก็...ไม่แคล้วผู้การเราซวยแน่”
“ใครวะ นายที่ว่าน่ะ” จ่ามิ่งถามด้วยความสงสัย
“อ้าว…ก็หัวหน้าชุดฝึกครั้งนี้ไง” จ่าพันตอบ
“นี่ละน้าาา…ที่ใครๆพูดว่า เป็ผู้การเรือเล็กๆย่อมดีกว่าเป็ผู้กองในเรือลำใหญ่ วันนี้ข้าเริ่มจะไม่เห็นด้วยแล้วละนะ” จ่ามิ่งกล่าว
“นั่นสิ เป็ผู้กองเรือใหญ่ก็พอจะหลบเลี่ยงได้ แต่ตำแหน่งผู้การถึงจะเป็เรือเล็กๆก็ต้องไปรายงานตัวกับหัวหน้าชุดฝึกในพิธีเปิดการซ้อมทบทวนการจัดกำลังทางเรือครั้งนี้” จ่าพันคล้อยตามเพื่อน
“แล้วหัวหน้าชุดฝึกครั้งนี้คือใคร บังเอิญข้าไม่ได้อ่านคำสั่งอย่างละเอียดน่ะ” จ่ามิ่งเสียงอ่อยเมื่อเห็นเพื่อนทำหน้าดุ
“นาวาเอกประชัย” จ่าพันกล่าวด้วยใบหน้าสงบนิ่ง
“พี่ชายคุณหนูมาย อดีตแฟนผู้การเรา” จ่ามิ่งแสดงสีหน้าใ
“ใช่!! เขาถึงแม้จะมีตำแหน่งผู้การเหมือนกัน แต่ชั้นยศสูงกว่าผู้การเรามาก และยังเป็ผู้การเรือฟริเกตที่ทันสมัยลำหนึ่งในกองทัพทีเดียว” จ่าพันกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“ไม่ใช่เลย เขาคือคนที่เกลียดครูของเราอย่างเข้ากระดูกดำต่างหาก จนเป็พ่อสื่อเอาเพื่อนลูกเ้าสัว แถมยังเป็นักการเมืองใหญ่โต มาตีสนิทคุณหนูมายจนคุณหนูเลือกเขาแล้วครูก็ตกอยู่ในสภาพนี้” จ่ามิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า
“เอ็งรู้ได้ไงวะ” จ่าพันสงสัย
“ก็เมื่อวานนี้ข้าจะเข้าไปถามครูเื่ภารกิจในวันนี้ บังเอิญเห็นเขาอยู่กับคุณหนู ข้าก็เลยแอบฟังเขาคุยกันนะสิ” จ่ามิ่งกล่าว
“เอ็งนี่นิสัยเสียจริงๆ แต่ยังไงๆ เราก็ต้องช่วยดูผู้การของเราให้ดี ไหนๆผู้การก็เคยเป็ครูสอนเราสมัยเรียนโรงเรียนจ่า” จ่าพันกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
”ก็ร่วมเครือนาวีกันแล้วนี่นา จะไม่ให้ช่วยกันได้อย่างไรเล่า!!” จ่ามิ่งตบไหล่เพื่อนเบาๆ พยายามกลบความกังวลด้วยความอบอุ่น
ทันใดนั้น เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกของพันจ่าเอกมงคลก็ฉีกความเงียบออกเป็ชิ้นๆ
“ผู้การครับ! มีพายุประหลาดเคลื่อนตัวเข้ามาทางเรา!”
มันตราขมวดคิ้ว เหล้าที่ดื่มเข้าไปทำให้ร่างกายโอนเอน ทว่าสัญชาตญาณทหารเรือยังแฝงอยู่ในเส้นเื เขาพยายามทรงตัวยืนขึ้นจากเก้าอี้ก่อนเปล่งเสียง
“ใจเย็นๆ พี่ตอนมงคล... ดูให้แน่ก่อน เรือของเราห่างจากพายุเท่าไหร่?”
“เจ็ดร้อยเมตรครับ!” น้ำเสียงตอนมงคลสั่นระรัวราวกับคลื่นในใจไม่อาจสงบ
“เจ็ดร้อย...?” ผู้การขยี้ตาเหมือนไม่เชื่อในสายตาตนเอง “ทำไมไม่เห็นพายุเลย... หรือว่าเรดาร์เสีย... เดี๋ยวเราจะขึ้นไปดูเอง”
“ให้ผมไปดีกว่าครับ! ครู!” จ่ามิ่งรีบอาสา เสียงแฝงด้วยความห่วงใย
“ไม่...จ่า!! นายอยู่ที่นี่แหละ เราต้องเห็นกับตา ถึงจะสั่งการได้” น้ำเสียงเขาอู้อี้จากแอลกอฮอล์ แต่ท่าทีกลับมั่นคงและเด็ดเดี่ยว
เขาพยุงร่างเดินโงนเงนมาเปิดประตูออกจากสะพานเดินเรือ ลมแรงอื้ออึงละอองฝอยของน้ำทะเลปะทะใบหน้าอย่างแรงจนแสบจมูก แม้แสงแดดที่สาดส่องดาดฟ้าเรือจะร้อนระอุเพียงใด แต่ทว่าภายในหัวใจของเขากลับหนาวเหน็บเหมือนทะเลลึกที่ไร้ก้น
“ฟ้าโปร่ง...ไม่มีแม้แต่เมฆ… นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่ยังไม่ทันได้คำตอบ สายตาเขาก็พลันเหลือบไปเห็น ประกายสายฟ้าประหลาดสีน้ำเงินอมม่วงแวบหนึ่งเหนือดาดฟ้าเรือ มันคือประจุไฟฟ้าที่ไม่ควรมีอยู่ในสภาพอากาศแบบนี้
“อะไรกันน่ะ...” เขาโพล่ง ก่อนเร่งฝีเท้าพาร่างที่เซถลาขึ้นไปใกล้บริเวณนั้น
ทันใดนั้น...
วูบบบบบ!!
ลมแรงพัดกระแทกใส่เขาราวกับมือั์ล่องหนเข้ากระชากร่าง เสียงหวีดแหลมของลมแทรกซึมเข้ารูหูเหมือนเสียงร้องไห้ของผู้คนในอดีต หัวใจเขาบีบรัดแน่น รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก ร่างกายไร้เรี่ยวแรงปลิวลอยออกจากตัวเรือ!
ตูมมมมมมม!!
เสียงกระแทกน้ำดังสนั่น ความเย็นช็อกเข้าใส่ิัในทันทีเหมือนเขาถูกผลักเข้าสู่มิติที่ไม่เคยพบมาก่อน ทุกประสาทััชาวูบ แต่สัญชาตญาณของหน่วยซีลที่เคยผ่านการฝึกในอดีตผลักให้เขาเตะขา พยายามพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำ
ทว่า...
“อะไรกัน...!”
บางสิ่งเย็นจัดพันรัดข้อเท้าไว้แน่น เหมือนงูทะเลจากขุมนรก เขาดิ้นพล่าน พยายามตะเกียกตะกาย ลมหายใจเริ่มหมด กลิ่นน้ำทะเลคละคลุ้งกลายเป็กลิ่นสาปของความตาย
“ปล่อยนะ...!!” เขาะโเสียงแตกพร่าในน้ำ แต่ร่างของเขาก็ยังถูกลากลึกลงไปยังก้นอ่าวไทยเรื่อยๆ… เรื่อยๆ...
แสงแดดเบื้องบนพื้นผิวน้ำบัดนี้ได้เลือนหายไปสิ้น กลายเป็เงามืดจากเมฆดำรอบทิศ และความเงียบสงัดที่ดูเหมือนว่ามันจะกลืนกินคนชื่อ ‘มันตรา’ จนสิ้น โดยไม่มีผู้ใดจดจำได้อีกต่อไป
ในท่ามกลางความเงียบนั้น ความรู้สึกของมันตราพลันดับวูบลงไม่เหลือแม้แต่ความรู้สึกถึงร่างกายของตนเอง มีเพียงดวงิญญาที่ล่องลอยเข้าสู่วังวนสีขาวสว่าง อบอวลไปด้วยหมอกบางๆที่แฝงกลิ่นแห่งเวทย์มนต์โบราณ
ละอองเวทแผ่ซ่าน กระจายออกไปเพื่อลบล้างการมีอยู่ของเขา รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และภาพในความทรงจำของผู้คนที่มีต่อเขา...ค่อยๆ เลือนหายจนดับลงไปสิ้น ไม่เหลือแม้แต่หลักฐานว่า เขาเคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้...
ทว่า…สิ่งทีี่มิอาจหยั่งรู้ได้ในโลกใบนี้… นอกเหนือจากผืนฟ้า ผืนน้ำ ผืนแผ่นดิน และทุกสรรพสิ่ง ยังมี พิภพลับ ที่ซ้อนอยู่อย่างเงียบงัน… และแล้วิญญาของมันตราก็ถูกดูดกลืนเข้าสู่มิติลึกลับในพิภพแห่งนั้น… ที่ซึ่งโชคชะตาแห่งพิภพจะถูกเขียนขึ้นใหม่อีกครั้ง ด้วยมือของผู้ที่ถูกเลือกจากเทพา…