# บทที่ 22 — ห้องเก็บป้ายิญญา
แสงแรกของเช้ายังไม่ทันลอดเหนือหลังคาหอคัมภีร์ ฝ่ายกฎหมายก็ปิดทางเข้าสู่ห้องเก็บป้ายิญญาเก่าแล้ว
สถานที่นั้นอยู่หลังระเบียงหินแคบทางเหนือ ประตูไม้สีเทาสูงเพียงสองคน แต่ผิวประตูเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากอักขระที่ถูกลบซ้ำหลายครั้ง ้าแขวนป้ายทองแดงเขียนว่า “ห้ามเปิดโดยไร้ตราผู้าุโ” ทว่าแทนที่จะทำให้โม่เฉินรู้สึกปลอดภัย มันกลับทำให้เขามั่นใจว่าคนที่ใช้ที่นี่ต้องมีวิธีผ่านข้อห้ามนี้มานานแล้ว
ป้าผู้าุโตรวจตราประทับด้วยตัวเอง เจียงอวี้หลานยืนอ่านบันทึกการเปิดห้องย้อนหลัง ส่วนลั่วชิงเสวี่ยและเสิ่นเยว่โหรวอยู่ด้านหลังวงผนึก โม่เฉินอยู่ถัดจากเสิ่นเยว่โหรวหนึ่งก้าว ตามข้อตกลงว่าไม่มีผู้ใดเข้าใกล้ประตูเพียงลำพัง
“บันทึกบอกว่าห้องนี้ไม่เคยถูกเปิดในรอบหกปี” เจียงอวี้หลานกล่าว
“แล้วรอยผนึกใหม่ล่ะ” โม่เฉินถาม
นางชี้ไปที่ร่องบางบนขอบประตู “ถูกเติมเมื่อสามเดือนก่อน แต่ไม่ได้ลงชื่อผู้ใช้ตรา”
ป้าผู้าุโแตะอักขระตรงรอยนั้น ดวงตานางเย็นลง “เป็วิธีลงตราจากด้านใน ไม่ใช่เปิดจากด้านนอก”
หมายความว่ามีคนเข้าไปก่อน แล้วจึงใช้ผนึกปิดบันทึกไม่ให้แสดงการเปิดห้อง หรือไม่ก็มีคนอยู่ภายในมาตลอดสามเดือน
เสิ่นเยว่โหรวมองกล่องหยกที่บรรจุน้ำค้างตะวัน “เราจะใช้มันหรือไม่”
“ไม่ใช้ของจริง” โม่เฉินตอบ “ใช้การสะท้อนของมัน”
เมื่อคืนพวกเขาพิสูจน์แล้วว่าหยดน้ำค้างและพิษมารเย็นสามารถชี้ไปยังห้องนี้ได้ ตอนนี้เสิ่นเยว่โหรวนำจานหยกชุดเดิมมา แต่เปลี่ยนจากหยดน้ำค้างจริงเป็ละอองที่เก็บจากผิวหลอดแก้ว และใช้เศษผ้าที่มีพิษของโม่เฉินเพียงเส้นเดียว นั่นไม่พอให้ผนึกส่งสัญญาณแรง ทว่าอาจพอให้เห็นว่าอักขระบนประตูตอบสนองอย่างไร
“หากตรากลับมาอีกครั้ง” นางกล่าว “ทุกคนต้องถอย ไม่ใช่ยืนดูว่ามันจะทำอะไร”
โม่เฉินพยักหน้า “ข้าจะถอย”
ลั่วชิงเสวี่ยปรายตามองเขา “ครั้งนี้พูดก่อนที่ใครจะเตือน”
“ข้าเรียนรู้ได้บ้าง”
เสิ่นเยว่โหรวไม่ได้ยิ้ม แต่มุมปากนางคลายลงเล็กน้อย นางวางจานหยกห่างจากประตูสามก้าว แล้วปลดผนึกชั้นแรก ละอองสีทองจางลอยขึ้นจากจาน พอแตะรอยอักขระบนประตู เส้นลายที่ถูกลบก็สว่างเป็สีดำทีละเส้น
ประตูไม้ไม่เปิด
แต่เสียงเคาะเบา ๆ ดังมาจากด้านใน สามครั้ง หยุด แล้วอีกสามครั้ง
ศิษย์ฝ่ายกฎหมายยกอาวุธทันที เจียงอวี้หลานไม่สั่งพังประตู นางหันไปทางเหอจิ้งที่ถูกพามายืนด้านหลังพร้อมเชือกผนึกอ่อน
“เคยได้ยินจังหวะนี้หรือไม่”
เหอจิ้งหน้าซีด “เคย...มันเป็สัญญาณเรียกคนส่งข่าว ให้ไปเอาม้วนกระดาษในตู้เวรยาม ถ้าได้ยินสามครั้งแล้วสามครั้ง ต้องรอจนเงียบก่อนถึงเปิดตู้”
“มีใครสอนเ้าหรือ”
“ม้วนแรกเขียนไว้เท่านั้น ข้าไม่เคยเห็นคนเขียน”
เสียงเคาะจึงไม่ใช่การขอความช่วยเหลืออย่างเดียว มันเป็รหัสที่เครือข่ายใช้กัน และใครก็ตามในห้องกำลังรู้ว่าพวกเขามาถึง
“เปิดประตูอย่างช้า ๆ” ป้าผู้าุโสั่ง “อย่าแตะสลักโดยตรง”
ศิษย์ฝ่ายกฎหมายใช้เส้นไหมผนึกพันรอบมือจับ จากนั้นยืนหลบหลังเสาหินแล้วดึง เสียงไม้เก่าครางต่ำ ประตูแง้มออกเพียงฝ่ามือแรกก็มีควันสีเทาไหลออกมา เสิ่นเยว่โหรวสาดผงโอสถลงพื้น ควันเปลี่ยนเป็สีฟ้าและค่อย ๆ จางลง
ภายในไม่ใช่ห้องใหญ่ เป็ทางเดินยาวที่มีชั้นป้ายิญญาเรียงอยู่สองข้าง ป้ายทุกแผ่นไม่มีชื่อผู้ตาย มีเพียงหมายเลขและรอยดอกบัวครึ่งหนึ่งที่มุมล่าง บางแผ่นเก่าเกินจนไม้แตกร้าว แต่บางแผ่นใหม่มาก ราวกับเพิ่งถูกแขวนเมื่อคืน
โม่เฉินมองหนึ่งในป้ายใหม่แล้วเห็นชื่อสลักเล็ก ๆ ใต้ฝุ่น
**น้องสาวของเหอจิ้ง**
เหอจิ้งทรุดลงแทบคุกเข่า “นี่ชื่ออาฮวา...นางยังอยู่จริงหรือ?”
“อย่าแตะป้าย” เจียงอวี้หลานกล่าวทันที “ชื่อบนป้ายอาจเป็คำขู่ ไม่ใช่หลักฐานว่าเ้าของชื่ออยู่ที่นี่”
โม่เฉินกวาดตามองชั้นป้ายต่อไป แล้วพบชื่อของน้องชายเติ้งหานกับน้องชายอาเหยาด้วย พวกมันไม่ใช่ป้ายคนตาย หากเป็บัญชีเชลยที่ถูกทำให้ดูเหมือนป้ายิญญา คนวางระบบนี้้าให้ผู้ถูกบังคับเชื่อว่าครอบครัวของตนถูกจองจำในที่ที่แม้แต่สำนักก็ไม่กล้าเปิด
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายโผล่ขึ้น ดวงตาอีโมจิเบิกกว้าง
“ตรวจพบเป้าหมายหลายรายที่มีเส้นชะตาเชื่อมกับโฮสต์ผ่านการตัดสินใจในอดีต”
โม่เฉินไม่สนใจคำว่าแต้มชะตาในทันที เขาถามในใจ “มีใครอยู่หลังประตูอีกชั้นไหม”
“ระบบไม่ใช่แผนที่ฟรี” หน้าต่างตอบ “แต่ประเมินได้ว่าพลังชีวิตจำนวนมากถูกผนึกอยู่ลึกกว่าห้องนี้”
คำตอบมากพอแล้ว เขาไม่ได้บอกระบบกับคนอื่น เพียงชี้ให้เจียงอวี้หลานเห็นรอยฝุ่นบนพื้น ทางเดินมีรอยล้อเล็ก ๆ ไปสิ้นสุดที่ผนังด้านในสุด ไม่ใช่ชั้นป้าย
“ป้ายพวกนี้เป็ฉากบังหน้า” เขากล่าว “มีทางลับหลังผนัง”
ลั่วชิงเสวี่ยเดินไปตรวจรอยล้อโดยไม่แตะพื้น นางใช้ปลายกระบี่ค่อย ๆ เกลี่ยฝุ่นออก แล้วพบร่องกลไกที่ซ่อนใต้แผ่นหินสี่เหลี่ยม “ต้องใช้ของขนาดเล็กสอดเข้าไป”
ปิ่นกระบี่ในอกเสื้อนางสั่นขึ้นทันทีที่นางพูดจบ
ทุกคนหยุดมองมัน ลั่วชิงเสวี่ยเองก็ชะงัก นางดึงปิ่นออกมาโดยไม่ได้ขยับเข้าใกล้ร่อง กลับกัน ร่องบนพื้นเริ่มมีแสงสีเงินไหลออกมา เหมือนผนังอีกด้านกำลังตอบรับมัน
“ไม่ใช้ปิ่นก่อน” โม่เฉินพูด
“ข้ารู้” นางตอบ แต่เสียงของนางตึงกว่าปกติ
“เ้าคิดว่ามันเป็กุญแจ” เจียงอวี้หลานกล่าว
“และนั่นคือเหตุผลที่ไม่ควรเสียบมันเข้าไปโดยไม่รู้ว่าประตูข้างในคืออะไร” โม่เฉินตอบ
ป้าผู้าุโตรวจร่องกลไกแล้วพบเศษโลหะสีดำติดอยู่ นางใช้คีมดึงออกมา มันเป็ปลายเข็มรูปดอกบัว ชนิดเดียวกับที่เสิ่นเยว่โหรวเคยใช้ในพิธีรักษาเหวินหลัว เพียงแต่เข็มนี้เจือหมึกเย็นจนกลายเป็สีดำ
“คนวางกลไกให้ใช้เข็ม ไม่ใช่ปิ่น” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว “ถ้าใช้ปิ่นจะเป็การเปิดด้วยพลังที่ผิด และอาจปลุกผนึกใหญ่”
นางหยิบเข็มเงินธรรมดาออกมา แต่เจียงอวี้หลานยกมือห้าม “รอ ก่อนสอดเข็ม เราต้องรู้ว่ากลไกเชื่อมกับป้ายิญญาหรือไม่”
นางส่งศิษย์ฝ่ายกฎหมายไปดึงป้ายชื่อเหอจิ้งออกจากชั้นโดยใช้คีม ทันทีที่ป้ายยกพ้นตะขอ เสียงกรีดร้องแ่เบาก็ดังออกมาจากผนังลึกด้านใน เหอจิ้งหน้าซีดจนแทบล้ม แต่ป้ายไม่ได้แตก ไม่มีเื ไม่มีอะไรเกิดกับเขา
“ป้ายส่งเสียงจากคนที่ถูกผนึก” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว
เสิ่นเยว่โหรวปิดตาฟัง “ไม่ใช่เสียงจากป้าย มันสะท้อนจากทางข้างใน มีคนยังมีชีวิตอยู่”
ป้าผู้าุโตัดสินใจ “ใช้เข็มดำเป็กุญแจ ไม่ใช้ปิ่น เตรียมวงคุ้มกันทั้งทางเดิน หากประตูเปิดแล้วมีตราสังหาร ให้ตัดผนึกก่อนช่วยคน”
คำสั่งนี้โหดร้ายในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ไร้เมตตา หากทุกคนวิ่งเข้าไปช่วยโดยไม่ตัดตรา ศัตรูอาจใช้เชลยฆ่าทั้งทีมได้
เสิ่นเยว่โหรวหยิบเข็มดำด้วยคีม แล้วสอดเข้าในร่องอย่างช้า ๆ กลไกด้านในหมุนหนึ่งรอบ ผนังท้ายทางเดินเลื่อนออก เผยให้เห็นห้องวงกลมที่มีโซ่แสงพาดจากเพดานลงสู่แท่นหินตรงกลาง
บนแท่นมีคัมภีร์ปกแดงเล่มหนึ่งวางอยู่
และรอบแท่นนั้น มีกรงผนึกเล็กหกกรง ภายในแต่ละกรงไม่ใช่คน แต่เป็แผ่นป้ายิญญาที่มีแสงชีพจรอ่อน ๆ เต้นอยู่
เหอจิ้งมองป้ายหนึ่งแล้วเรียกชื่อน้องสาวเบามาก “อาฮวา...”
แสงในป้ายสว่างขึ้นตอบ เขาก้าวไปข้างหน้าโดยไม่คิด แต่โม่เฉินคว้าข้อมือเขาไว้ “อย่าเข้าไป ป้ายกำลังตอบ ไม่ได้แปลว่ากรงปลอดภัย”
เหอจิ้งหันมองเขา น้ำตาคลอ “นางยังมีชีวิต ข้าได้ยินนาง”
“เพราะนางยังมีชีวิต เราจึงต้องไม่ตัดสินใจผิด”
บนผนังเหนือแท่นหิน มีอักษรโบราณที่ลั่วชิงเสวี่ยอ่านได้เพียงบางส่วน นางแปลช้า ๆ ว่า “ชะตาเจ็ดสายเป็เชื้อไฟ ดวงกระบี่เป็คันโยก เืผู้เปิดทางเป็ประทีป”
เสิ่นเยว่โหรวสูดลมหายใจ “พวกเขาไม่ได้จับคนพวกนี้ไว้เพื่อข่มขู่เท่านั้น พลังชีวิตของพวกเขาเป็ส่วนหนึ่งของพิธี”
นางไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เสิ่นเยว่โหรวใช้กระจกเงินบานเล็กส่องผ่านซี่กรง โดยไม่แตะต้องป้าย แสงจากกระจกสะท้อนเส้นพลังที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นห้อง ทุกกรงมีเส้นสีขาวพาดเข้าแท่นหิน แต่มีเส้นหนึ่งสีดำกว่าเส้นอื่นทอดเลยออกไปใต้ผนังด้านเหนือ
“มีเจ็ดสาย” นางกล่าว “ในห้องนี้มีป้ายแค่หกใบ”
โม่เฉินมองเส้นดำสายสุดท้าย ความเย็นของมันคล้ายพิษที่ฝังในร่างเขา แต่ไม่ใช่พิษเดียวกัน มันเหมือนเป็ช่องว่างที่ถูกเตรียมไว้เพื่อรอของบางอย่าง
“สายที่เจ็ดยังไม่ถูกต่อ” เขากล่าว
เจียงอวี้หลานมองสลักบนผนังอีกครั้ง “อักษรบอกชะตาเจ็ดสายเป็เชื้อไฟ หากหนึ่งสายยังว่าง แปลว่าพิธียังไม่สมบูรณ์”
ลั่วชิงเสวี่ยหันมาทางโม่เฉินโดยไม่พูดชื่อเขา ทุกคนเข้าใจเหมือนกันว่าช่องว่างนั้นอาจถูกสงวนไว้ให้เืของผู้เปิดทาง ไม่เช่นนั้นชายหน้ากากทองคงไม่ตามล่าโม่เฉินมาั้แ่ต้น
“เรามีเวลาหรือไม่” เหอจิ้งถาม เสียงเขาแหบ “ถ้าเขาต่อสายสุดท้ายแล้ว น้องข้าจะเป็อย่างไร”
“ถ้าพิธีเริ่มเต็มรูปแบบ” เสิ่นเยว่โหรวตอบอย่างไม่ปิดบัง “พลังชีวิตในป้ายจะถูกดึงออก ไม่ได้ตายทันที แต่จะอ่อนลงจนร่างจริงของพวกเขาอาจไม่รอด”
โม่เฉินรู้ว่าคำตอบนั้นเจ็บ แต่ดีกว่าความหวังปลอม เขามองแผ่นป้ายทั้งหกอีกครั้ง แต่ละชื่อเป็คนที่ถูกใช้เป็เชือกผูกคนอื่นให้ทำผิด ไม่ว่าจะเป็เติ้งหาน อาเหยา หรือเหอจิ้ง เครือข่ายนี้สร้างคนทรยศด้วยการจับคนที่พวกเขารักไว้ แล้วใช้ชีวิตเ่าั้เป็เชื้อเพลิงต่อไป
“งั้นเราจะไม่รอให้พิธีสมบูรณ์” เขาพูด “แต่ก็จะไม่ตัดโซ่แบบที่มันเตรียมไว้ เราหาจุดที่สายทั้งเจ็ดรวมกันก่อน แล้วตัดจากตรงนั้น”
โม่เฉินมองคัมภีร์ปกแดงแล้วเห็นสายโซ่แสงเส้นหนึ่งเชื่อมจากปกมันไปยังกรงทุกกรง หากเปิดคัมภีร์ผิดวิธี โซ่อาจดูดพลังของเชลยทันที
หน้าต่างระบบโผล่ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ขอบหน้าต่างเปลี่ยนเป็สีแดง
“ภารกิจหลักย่อยอัปเดต: ทำลายวงจรบูชาชะตาก่อนกลีบสุดท้ายปิดลง”
“คำเตือน: ผู้ถือชะตารองอย่างน้อยหกคนจะตายหากผนึกแท่นหินเปิดด้วยวิธีผิดพลาด”
โม่เฉินไม่้าให้ทุกคนรู้ถึงคำเตือนแบบละเอียด เขาเห็นมันอยู่แล้วจากสายโซ่ แต่เสียงของระบบย้ำสิ่งสำคัญอีกอย่าง—นี่ไม่ใช่กับดักเพื่อขโมยของ มันเป็จุดเริ่มของพิธีจริง
เขาหันไปหาเจียงอวี้หลาน “เราปิดห้องนี้ก่อน อย่าเปิดคัมภีร์ และอย่าดึงป้ายออกทีละแผ่น”
“แล้วคนข้างใน?” เหอจิ้งถามอย่างสิ้นหวัง
“เราจะช่วย” โม่เฉินตอบ “แต่ต้องหาจุดตัดโซ่ก่อน ถ้าฉีกกรงตอนนี้ พลังทั้งหมดจะไหลกลับเข้าคัมภีร์”
เจียงอวี้หลานมองแท่นหินแล้วพยักหน้า “ตั้งแนวคุ้มกันสองชั้น ส่งข่าวให้ป้าผู้าุโเรียกผู้เชี่ยวชาญผนึกจากหอหลัก เราไม่ปล่อยให้ศัตรูนำคัมภีร์ไปอีก แต่ก็ไม่เปิดมันตามที่เขา้า”
ขณะทุกคนเริ่มถอยจัดตำแหน่ง ปิ่นกระบี่ของลั่วชิงเสวี่ยกลับสั่นแรงกว่าทุกครั้ง แสงเงินจากตัวปิ่นพุ่งไปกระทบคัมภีร์ปกแดง เผยให้เห็นตัวอักษรอีกบรรทัดที่ถูกปิดบังใต้ปก
**เมื่อผู้พิทักษ์ตื่น ผู้สืบทอดต้องเลือกผู้ใดจะรอด**
ครั้งนี้ไม่มีใครคิดว่ามันเป็เพียงคำขู่
เพราะบนแท่นหิน คัมภีร์ปกแดงเริ่มเปิดหน้ากระดาษเองช้า ๆ ทั้งที่ไม่มีผู้ใดแตะต้อง