-8-
บางอย่างที่ซ่อนอยู่ในป่าอาถรรพ์
เช้าวันถัดมาหลังอาหารมื้อเช้า
ชิงหลินรีบกลับเรือนหยกฟ้าเพื่อไปเยี่ยมเสี่ยวอี้ ความจริงก่อนมื้อเช้านางก็แวะไปดูสาวใช้มาแล้วเมื่อเห็นว่ายังหลับอยู่นางจึงไม่อยากกวน
“คุณหนู นายท่านเชิญไปพบที่ห้องรับแขกเ้าค่ะ”
ชิงหลินหันไปมองแม่นมฝู คิ้วเรียวเลิกขึ้นข้างหนึ่ง ‘มีอะไรกัน เพิ่งจะแยกกันเมื่อกี้เอง’
“เข้าใจแล้ว เสี่ยวอี้ พักผ่อนเยอะๆ นะ จะได้หายเร็วๆแล้วข้าจะมาเยี่ยมใหม่”
สองพี่น้องส่งยิ้มพลางมองตามหลังจนคุณหนูหายไปจากสายตา‘คุณหนูช่างดีเหลือเกิน’ นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจของสองพี่น้อง
เมื่อใกล้ถึงห้องรับแขก เสียงสนทนาอย่างสนุกสนานก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆมุมปากพลันยกขึ้นยิ้มเมื่อเดาได้ว่าเสียงใสคุ้นหูนี้เป็ของผู้ใด
“พี่หลินเอ๋อร์ ท่านมาแล้ว”
ชิงหลินส่งยิ้มอ่อนโยนให้เ้าของเสียง
จากนั้นก็หันไปยอบกายทักทายมู่หลิ่งฟู่กับมู่ฮูหยิน“หลินเอ๋อร์คารวะท่านลุงมู่ ท่านป้ามู่เ้าค่ะ” ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้เด็กน้อยมู่หลิ่งเฟิงอีกครั้ง
“ตามสบายเถิด คนกันเองทั้งนั้น ว่าแต่เ้าเป็เช่นไรบ้าง คงใมากใช่หรือไม่” มู่ฮูหยินเดินเข้ามาประคองเด็กสาวให้นั่งลงข้างๆตน
“ขอบคุณท่านลุงท่านป้าที่ห่วงใยข้าไม่เป็ไรแล้วเ้าค่ะ” ชิงหลินตอบเสียงหวานก่อนจะส่งยิ้มให้
“แล้วข้าเล่าขอรับ ข้าก็เป็ห่วงท่านเช่นกัน” เด็กชายทำแก้มป่องใส่หญิงสาวเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากทุกคน
“อ้อ! พี่เหวินของเ้าก็ทราบเื่แล้วเช่นกัน เหตุเพราะติดภารกิจจึงมาเยี่ยมเ้าไม่ได้เ้าก็อย่าได้น้อยใจไปเลยนะ” มู่หลิ่งฟู่ออกตัวแทนบุตรชายคนโต
“หลินเอ๋อร์เข้าใจเ้าค่ะ”
เมื่อได้ฟังคำตอบเรียบเรื่อยไร้อาการน้อยใจและผิดหวังของเด็กสาวมู่หลิ่งฟู่ก็ได้แต่นึกเห็นใจบุตรชายที่ความรักครั้งนี้ดูจะไม่ง่ายเสียแล้ว
เจ็ดวันต่อมากลางยามเฉิน
ชิงหลินในชุดบุรุษสีดำ ผมยาวรวบขึ้นสูงเป็หางม้า มัดด้วยผ้าผูกผมสีขาว ดูทะมัดทะแมงกำลังเอ่ยลาบิดากับมารดาอยู่ ส่วนเฟิ่งอิงกำลังตรวจดูความเรียบร้อยเสี่ยวสุ่ยที่ตามออกมาส่งคุณหนูแทนเสี่ยวอี้ยืนมองขบวนผู้ติดตามอย่างตื่นเต้นระคนเสียดายที่ไม่ได้ตามไปปรนนิบัติดูแลคุณหนูของตน
ขบวนครานี้นำโดยเฟิ่งอิงและมีผู้ติดตามราวยี่สิบคน ซึ่งอาจจะมากสักหน่อยในความคิดของเสี่ยวสุ่ยแต่นางถ้าได้รู้ที่มาที่ไปอาจจะต้องเปลี่ยนใจและคิดว่าน่าจะเพิ่มผู้คุ้มกันอีกหลายๆ คนเป็แน่
ในขบวนมีรถม้าสามคัน คันแรกเป็รถม้าของคุณหนู ส่วนสองคันหลังใส่ข้าวของสัมภาระและเสบียงอาหารบางอย่าง
“เ้าจะขี่ม้าไปจริงหรือหลินเอ๋อร์” ชิงฮูหยินเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“เ้าค่ะ ลูกสู้อุตส่าห์หัดขี่เ้าไป๋เสวี่ยมาตั้งหลายวันแต่กลับไม่ค่อยได้ใช้งานมันเลย จนลูกเกือบลืมวิธีขี่แล้วเ้าค่ะ ฮิๆ”
ชิงฮูหยินฟาดเผียะไปที่แขนของบุตรีเบาๆส่ายหน้าอย่างระอาพลางคิดในใจ‘เฮ้อ! นางเป็บุตรีข้าจริงหรือ เหตุใดข้าถึงคิดว่านางเป็บุตรชายไปได้เล่า’
“เฟิ่งอิง ทุกอย่างพร้อมแล้วหรือ” ชิงหยวนถามคนสนิทที่บัดนี้จะไม่อยู่ข้างกายตนเพื่อคอยคุ้มกันอีกต่อไป
“ขอรับนายท่าน”
ชิงหยวนพยักหน้าแล้วหันมากล่าวกับบุตรีที่กุมมือฮูหยินของตนอย่างอาลัย“ออกเดินทางเถิดหลินเอ๋อร์ ก่อนที่แดดจะแรงเกินไป”
“ลูกไปก่อนนะเ้าคะ ท่านแม่ท่านพ่อ” ชิงหลินบอกลาแล้วก้าวไปยืนข้างเ้าไป๋เสวี่ยมุมปากอิ่มกระตุกเมื่อได้ยินเ้าม้าหนุ่มตัวสีขาวร้องขึ้น
“เฮ้อ! มนุษย์นี่ลีลาท่ามากกันจริง ช่างน่าเบื่อ”
เล่นเอานางเกือบหลุดหัวเราะกับคำบ่นของมัน
“ออกเดินทางได้!” เฟิ่งอิงใช้พลังปราณในการออกคำสั่ง แล้วขบวนก็ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆผ่านประตูเมืองเป็ด่านแรก เมื่อพ้นประตูเมืองการเดินทางด้วยรถม้าก็ลำบากขึ้นเพราะเส้นทางขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อนั่นเป็เหตุผลหนึ่งที่ชิงหลินไม่ชอบการนั่งรถม้าไปยังคอกสัตว์และการขี่ม้าก็ดีกว่าเป็ไหนๆอากาศดีแบบนี้มัวแต่นั่งอุดอู้อยู่ในรถม้าก็น่าเสียดายแย่ปล่อยให้เสี่ยวเอินกับแม่นั่งไปน่ะดีแล้ว
ผ่านมาได้ครึ่งทาง ทุกอย่างราบรื่นไร้ปัญหา เฟิ่งอิงขี่ม้าตีคู่หญิงสาวและอดชำเลืองมองอยู่บ่อยครั้งไม่ได้ แม้ชิงหลินจะรู้แต่ก็ทำเป็เฉยเสีย
การเดินทางไปเรือนพสุธาต้องผ่านป่ารกทึบ ซึ่งมีเสียงเล่าลือว่ามีสัตว์ร้ายแฝงตัวอยู่ในป่าแห่งนี้มีผู้คนมากมายหลงเข้าไปแล้วมิได้กลับออกมาอีกเลย บางครั้งก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมาเป็ระยะๆจนชาวบ้านขนานนามป่าแห่งนี้ว่า ‘ป่าอาถรรพ์’
เฟิ่งอิงยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้หยุด เมื่อสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวจากแนวชายป่าอาถรรพ์หน่วยพยัคฆ์ดำราวยื่สิบคนกระตุกม้าเบาๆ กระจายตัวรอบรถม้ามีห้าคนรวมเฟิ่งอิงล้อมรอบตัวหญิงสาวเอาไว้ทุกอย่างช่างพร้อมเพรียงโดยมิต้องเอ่ยคำการกระทำของพวกเขาทำเอาชิงหลินนึกกลัวขึ้นมาจับใจ
“ราวหกสิบคนขอรับหัวหน้า” หนึ่งในหน่วยคุ้มกันซึ่งสายตาดีกว่าคนอื่นกระซิบบอก
เฟิ่งอิงพยักหน้าก่อนจะเหลือบมองคุณหนูคราหนึ่งการต่อสู้ครั้งนี้ท่าจะตึงมือเสียแล้ว
การต่อสู้หนึ่งต่อสามเป็เื่ง่ายสำหรับหน่วยพยัคฆ์ดำเพียงแต่ครั้งนี้พวกเขามีสิ่งสำคัญที่ต้องปกป้องด้วยชีวิตอยู่ในมือ
ชิงหลินพยายามเก็บสีหน้าหวาดกลัวไว้ไม่ให้พวกเขาเห็นอย่างสุดกำลัง เพราะเกรงว่าจะทำให้พวกเขาเป็ห่วงยิ่งขึ้น
“ปกป้องคุณหนูด้วยชีวิต!” เฟิ่งอิงออกคำสั่งทันทีเมื่อศัตรูเริ่มโจมตีด้วยธนู
ลูกธนูหลายสิบดอกพุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำส่วนใหญ่ถูกปัดป้องไว้ได้ด้วยดาบ ชิงหลินนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูกได้แต่ตะลึงมองเหตุการณ์ตรงหน้า ลูกธนูที่ปล่อยออกมาจากชายป่า บางส่วนพุ่งโดนรถม้าบ้างตกพื้นบ้าง แต่น่าแปลกที่คนและขบวนของนางกลับไม่โดนลูกธนูเลย
“จับเป็ผู้หญิงคนนั้น ส่วนที่เหลือฆ่าให้หมด!” เสียงของชายชุดดำร่างใหญ่หนาที่ปิดบังใบหน้าะโสั่งลูกน้องเสียงดังก่อนจะควบม้าพุ่งเข้าหากลุ่มของชิงหลิน โดยมีร่างชายฉกรรจ์ชุดดำวิ่งเฮตามหลังมาติดๆในมือพรั่งพร้อมด้วยดาบยาว ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายอยากจะฆ่า
หญิงสาวถูกล้อมรอบด้วยหน่วยคุ้มกันฝีมือดี แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ เมื่อเห็นกำลังพลที่มากกว่าของอีกฝ่ายต่างฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับ ราวกับนางอยู่กลางสนามรบ เริ่มมีคนาเ็ล้มตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเืสาดกระจายเต็มพื้นจนนางทนดูไม่ไหวต้องหลับตาปี๋ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ยินเสียงดาบกระทบกันสลับกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป
‘ไม่ไหวแล้ว...ใครก็ได้ช่วยด้วย!’ นางะโร้องในใจมือที่จับสายบังเหียนม้าเริ่มสั่นขึ้นเรื่อยๆ จนเ้าไป๋เสวี่ยรับรู้ถึงความกลัวของสตรีที่นั่งอยู่บนหลังมันได้
ฮี้ๆๆ
มันร้องออกมาพร้อมกับยกขาหน้าตะกุยอากาศ ก่อนจะพุ่งออกไปราวพายุมุ่งเข้าป่าอาถรรพ์อย่างรวดเร็วโดยมิมีผู้ใดได้ทัดทาน
เฟิ่งอิงใกระทุ้งสีข้างม้าจะตามไป แต่ถูกเ้าพวกชุดดำขวางไว้ เขากัดฟันกรอดด้วยความเดือดดาล ฟาดฟันดาบใส่พวกมันไม่ยั้งจนพวกมันถอยร่นไม่เป็ท่า ด้วยนึกหวาดกลัวสายตาของชายคนนี้ จนไม่กล้าเข้ามาต่อกรขณะที่กำลังจดๆ จ้องๆ กันอยู่จึงเป็โอกาสให้เ้าตัวหัวหน้าที่รออยู่ก่อนแล้วควบม้าเข้ามา พร้อมกับพุ่งหอกเหล็กในมือเข้าใส่หมายจะสังหารเฟิ่งอิง
“หัวหน้าระวัง!”
เสียงร้องเตือนทำให้เฟิ่งอิงเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเห็นบางสิ่งแหวกอากาศพุ่งตรงมาที่ตนด้วยสัญชาตญาณเฟิ่งอิงเอนหลังแนบไปกับหลังม้าอย่างรวดเร็วทำให้หอกพุ่งผ่านไปอย่างหวุดหวิด ทว่าทันใดนั้นเอง...
ฉัวะ!
“หัวหน้า!” หนึ่งในหน่วยพยัคฆ์ดำที่เพิ่งบั่นคอเ้าโจรชุดดำรายหนึ่งจนหัวขาดกระเด็นในดาบเดียวรีบควบม้าเข้ามาช่วยหัวหน้าที่พลาดท่าหลงกลความเ้าเล่ห์ของเ้าหัวหน้าโจรชั่ว
“ระยำ! อึกๆ”มันสบถได้เพียงคำเดียวก็กระอักเืคำโตออกมา เมื่อถูกดาบคมกริบแทงตัดขั้วหัวใจจนดาบทะลุหลังมันตกจากหลังม้าร่วงสู่พื้นทันทีที่เฟิ่งอิงชักดาบออกพวกลิ่วล้อพอเห็นว่าหัวหน้าของตนถูกสังหารต่างก็พากันวิ่งหนีเอาตัวรอดมิได้ใสใจร่างไร้ิญญาของพวกพ้องเลย
“หัวหน้า ท่านเป็อย่างไรบ้าง” หนึ่งในหน่วยพยัคฆ์ดำผู้เป็เ้าของเสียงที่ร้องเตือนเอ่ยถาม
“แค่ถากๆ เท่านั้น” เฟิ่งอิงตอบอย่างไม่ใส่ใจพลางปลดผ้าคาดเอวมาพันแผลที่ต้นแขนไว้ ก่อนจะสำรวจคนที่เหลือ
“ตายสาม าเ็แปด ส่วนสาวใช้ทั้งสองปลอดภัยดีเพียงแต่ยังตื่นตระหนกอยู่ขอรับ” เสียงหนึ่งในหน่วยพยัคฆ์ดำรายงาน
“นำศพพี่น้องทุกคน ผู้ที่าเ็ และคนอื่นไปยังเรือนพสุธา ปาเฉินจงรีบไปแจ้งนายท่านโดยด่วน ปาฉีเ้าไปแจ้งคนของเราที่เรือนพสุธาให้นำกำลังเสริมมาช่วยที่เหลือให้คอยเฝ้าระวังจนกว่าคนของเราจะตามมาสมทบข้าจะเข้าป่าอาถรรพ์ไปตามหาคุณหนู!” เฟิ่งอิงประกาศกร้าว
“หัวหน้า ท่านาเ็อยู่ กลับเรือนพสุธารักษาาแเถอะรอกำลังเสริมมาถึงแล้วค่อยออกตามหาคุณหนูมิดีกว่าหรือขอรับ” ปาเฉียนรองหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ดำคัดค้าน
“หลบไปปาเฉียน อย่าให้ข้าต้องใช้กำลังกับเ้า!” เฟิ่งอิงกดเสียงต่ำดวงตาเรียวดุวาวโรจน์จ้องจนปาเฉียนสะดุ้งวาบ
“หากท่าน้าจะไปให้ได้จริงๆเช่นนั้นจงลงมือเถิดข้ายินดีตายด้วยน้ำมือท่าน” แม้จะกลัวแต่ปาเฉียนก็ยังเลือกที่จะเสี่ยง
“หัวหน้า / หัวหน้า / หัวหน้า”
เสียงร้องเรียกของพี่น้องคนอื่นในหน่วยทำให้เฟิ่งอิงที่กำลังร้อนรุ่มใจเย็นลงหลายส่วนชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าแรงๆ เพื่อระงับโทสะ
“เ้าสองคนคอยเฝ้าทางที่คุณหนูเข้าไปเอาไว้ เผื่อคุณหนูกลับออกมา ที่เหลือเคลื่อนขบวนเดินทางต่อได้” สั่งการเสร็จสรรพเฟิ่งอิงก็มองไปทางป่าอาถรรพ์แวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมากระทุ้งสีข้างม้าให้เดินทางต่อไป
ผ่านไปราวสองเค่อนับั้แ่ขบวนของเฟิ่งอิงและขบวนรถม้าที่ไร้ซึ่งคุณหนูจากไปบุรุษรูปงามในชุดอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มควบม้าเหงื่อโลหิตสีน้ำหมึกมาด้วยความเร็วก่อนจะกระตุกรั้งบังเหียนให้มันหยุดตรงบริเวณที่เกิดการต่อสู้ดวงตาคมทรงเสน่ห์มองศพที่กระจัดกระจายหลายสิบศพด้วยสายตาว่างเปล่า
หนึ่งในสองคนที่หลบอยู่บนต้นไม้ะโลงมาเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็ใคร
“แม่ทัพมู่!”
ลึกเข้ามาในป่าอาถรรพ์
เ้าไป๋เสวี่ยเปลี่ยนจากวิ่งควบเต็มฝีเท้าก็เป็วิ่งเหยาะๆทว่าพอลึกเข้ามาก็เปลี่ยนเป็เดินเยื้องย่างอย่างระมัดระวังหญิงสาวที่นั่งอยู่บนหลังมันมองไปรอบๆ ตัว สภาพของป่าอาถรรพ์ไม่ต่างจากยุคที่นางจากมานักเพียงแต่ต้นไม้ในป่าแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตมหึมาห้าคนโอบขึ้นไป ลำต้นสูงเสียดฟ้าแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมพื้นดิน แสงสว่างส่องลงมาได้เพียงน้อยนิดจนหลงคิดว่าเป็เวลากลางคืน ทั้งที่ความจริงยังเป็่กลางวัน
หญิงสาวปีนลงจากหลังเ้าไป๋เสวี่ยพยายามเงี่ยหูฟังเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติที่ควรมีเวลาเดินป่านางเคยเดินป่าหลายครั้งในยุคที่จากมาล่าสุดก็ไปเดินป่าเพื่อส่องสัตว์ที่มากินโป่งเพิ่มธาตุอาหารที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งจังหวัดอุทัยธานี สิ่งที่ต้องมีในป่านอกจากต้นไม้ใบหญ้าและแหล่งน้ำแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องมีสัตว์ป่า แต่ที่นี่เงียบเชียบราวกับป่าช้าแม้แต่เสียงนกร้องก็ยังไม่มี
ไม่ทันขาดคำ หนึ่งคนหนึ่งม้าก็พลันชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องของสัตว์ชนิดหนึ่งดังอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ทั้งคู่อยู่เท่าไรนัก
“เฮ้! เ้ามนุษย์ เ้าจะไปที่ใดกัน”
ชิงหลินปรายตามอง ไม่ค่อยชอบใจกับคำพูดของเ้าม้าตัวนี้ ‘เออ!เป็มนุษย์แล้วจะทำไมล่ะ’
“ข้าจะไปดูว่าเป็เสียงอะไร” เท้าสะเอวตอบมันเป็ภาษาม้า
พอมันรู้ว่านางพูดภาษาม้าได้มันก็จ้อไม่หยุด แต่พอเข้ามาในป่าอาถรรพ์ จู่ๆ มันก็เงียบไปเสียเฉยๆ ทำให้นางแปลกใจไม่น้อย
“เชิญเ้าไปคนเดียวเถิด ข้าจะรออยู่ตรงนี้” มันร้องบอกหลังจากที่เงียบไปพักใหญ่
“ทำไม? เอ๋? หรือว่าเ้ากลัว” หญิงสาวยิ้มเยาะ ตากลมโตมองมันอย่างเย้ยหยัน
“ม้าศึกเช่นข้าไม่เคยกลัวสิ่งใด” มันยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับพ่นน้ำลายใส่หน้าผู้ที่สบประมาทมัน
“แหวะ!เ้าม้าบ้า ทำอะไรของเ้าเนี่ย! เหม็น...”
เ้าไป๋เสวี่ยร้องฮี้ๆอย่างชอบใจ ผงกหัวขึ้นลงอย่างน่าหมั่นไส้
“ตกลงจะไปหรือไม่ไป...เลือกมา” ชิงหลินถามด้วยน้ำเสียงสะบัดห้วนเพราะความไม่พอใจ
“แน่นอนว่าข้าไป”
คำตอบของมันทำเอานางลอบยิ้มอย่างพอใจที่หลอกล่อเ้าม้าปากดีได้
หลังจากตกลงกันได้แล้วร่างเล็กก็ค่อยๆก้าวไปข้างหน้าอย่างแ่เบา โดยมีเ้าม้าสีขาวปลอดเดินตามหลังมาอย่างมิค่อยเต็มใจนักมันรู้ด้วยสัญชาตญาณว่ามีสิ่งอันตรายอยู่ในป่าแห่งนี้ ที่มันและสัตว์อื่นๆ ต่างหวาดกลัวทั้งยังไม่กล้าต่อกรด้วย
“โฮกกกก” เสียงร้องชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแหวกกิ่งไม้หนาที่ขวางทางออกไปชิงหลินถึงกับชะงัก ตาโตเป็ไข่ห่านปากอ้าค้างเมื่อได้เห็นสิ่งมีชีวิตตรงหน้า...เสือโคร่งขาวขนาดเท่าช้างโตเต็มวัยสองตัวตัวหนึ่งนอนราบกับพื้นส่งเสียงคำรามเป็ระยะๆอีกตัวยืนคลอเคลียคำรามเสียงต่ำอยู่ข้างๆ
“จะ...เ้าม้า...หนีกันเถอะ” พอได้สติชิงหลินก็กระซิบบอกเ้าม้าเป็ภาษาม้า แต่พอหันกลับมาก็พบแต่ความว่างเปล่า
“เ้ามนุษย์...ข้าอยู่นี่” เสียงร้องตอบเบาๆ ทำเอาร่างเล็กชะงัก
นางคิดถึงสำนวนหนึ่งขึ้นมาได้ ‘อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจม้า!’ ก็เพราะเ้าม้าที่อวดตัวว่าเป็ม้าศึกกลับทิ้งนางไปหลบอยู่หลังต้นไม้โน่น!
มัวแต่หันไปขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกับเ้าม้าขี้ขลาดจนขาดความระมัดระวังไม่รับรู้เลยว่าเหนือขึ้นไปมีเงาใหญ่มหึมากำลังจ้องอยู่ พร้อมกับน้ำเหนียวๆที่หยดลงมาถูกไหล่ น้ำที่ทั้งเหนียวและเหม็นเรียกความสนใจให้นางต้องเงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่เห็นทำเอานางตัวแข็งทื่อประหนึ่งถูกแช่แข็ง ลมหายใจสะดุดไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง จ้องตาสีเทาของมันด้วยความตื่นตระหนกน้ำลายของเ้าเสือั์ยังคงหยดลงมาไม่หยุด มีบ้างที่หยดลงบนหน้านางพอดีโดยที่นางไม่อาจหลบเลี่ยงได้ชั่วพริบตาที่คิดว่าต้องตายแน่แล้ว นางจึงหลับตาลงอย่างยอมรับชะตากรรม ทว่า...
แผล็บๆๆ
“เอ๋าๆๆ”
เสียงครางทำเอาเ้าไป๋เสวี่ยต้องชะโงกหัวขาวๆออกมาดูเมื่อเห็นภาพตรงหน้ามันถึงกับเอียงคอมองด้วยความสงสัย ภาพที่ปรากฏในดวงตาสีดำเล็กๆของมันคือ เ้าเสือโคร่งขาวตัวใหญ่ั์ที่มีกลิ่นอายแปลกๆตัวหนึ่งกำลังเลียเ้ามนุษย์ไม่หยุด ทั้งยังส่งเสียงครางเอ๋าๆคล้ายเวลาที่มัน้าเอาใจมนุษย์ที่มันชื่นชอบ มันก็จะทำเยี่ยงเ้าเสือขาวเช่นกัน
ชิงหลินมัวแต่ตื่นตะลึง จึงโดนมันเลียเสียจนเนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลายเมื่อเห็นว่ามันดูเชื่องดีจึงลองยื่นมือไปจะััมันแล้วก็ต้องหดมือกลับเมื่อมันจ้องมา นางตั้งสติแล้วลองยื่นมือที่สั่นนิดๆออกไปอีกครั้ง ก่อนจะวางแหมะลงตรงขาใหญ่ขนาดเท่าตัวนางที่ปกคลุมด้วยขนสีขาวคาดดำแล้วลูบอย่างแ่เบาเ้าเสือั์คล้ายจะพอใจ มันล้มตัวลงนอนครางเบาๆยกขาหน้าที่มีอุ้งเท้าขนาดมหึมารวบร่างเล็กเข้ามาใกล้ๆ บริเวณลำคอของมันคล้ายจะกอดทำเอานางยิ้มออก ความกลัวคลายลงไปหลายส่วน
แต่แล้วก็มีเสียงร้องครางดังขึ้นจากทิศทางที่เ้าเสือั์จากมาเสียงร้องนั้นทำเอาร่างใหญ่ั์ชะงักแล้วเดินไปยังทิศทางนั้นทันทีทิ้งร่างเล็กให้ยืนมองด้วยความสงสัยก่อนจะตัดสินใจเดินตามไป โดยมีเ้าไป๋เสวี่ยตามมาห่างๆ
“ท่านกล้าทิ้งข้าที่กำลังจะคลอดได้อย่างไร”
“โธ่ๆๆ ไม่ใช่เช่นที่เ้าคิดนะ ข้าเห็นผู้บุกรุกต่างหากเล่า”
“อ้อ! นั่นคงเป็ผู้บุกรุกสินะ หนึ่งมนุษย์กับหนึ่งม้า”
“ใช่แล้วที่รัก”
สิ่งที่เห็นทำเอาร่างเล็กโดนแช่แข็งอีกครั้ง นางมองเสือั์สองตัวโต้ตอบกันไปมา ตอนแรกเพราะความกลัวจึงไม่ทันได้สังเกตว่าเสือั์อีกตัวเป็เพศเมียท้องแก่ใกล้คลอด แต่พอรู้สึกตัวจึงส่งเสียงออกไป
“ถ้าเ้าอยากให้ข้าช่วยก็บอกได้เลยนะ”
เสียงของนางทำเ้าเสือั์ทั้งสองชะงักเอียงหัวอันใหญ่โตมามอง
“ก็คิดอยู่ว่าเ้าไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าจะเ้าเข้าใจภาษาของเรา” เสือั์เพศผู้ร้องขึ้น
“คลอดกลางป่าแบบนี้ข้าว่าไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ แถวนี้มีถ้ำไหม” นางยิ้มแล้วร้องถามเมื่อได้ยินเสียงครืนๆ คล้ายฝนจะตก
“มีอยู่ใกล้ๆ นี่แหละ ความจริงตั้งใจจะไปที่นั่นอยู่แล้วเพียงแต่ที่รักของข้าเกิดเจ็บท้องกะทันหันเลยหยุดพักอยู่ตรงนี้แล้วก็ได้พบเ้านี่แหละ” เสือั์เพศผู้ว่า
“งั้นก็รีบไปกันเถอะ”
มันเดินเคียงคู่กับที่รักของมันโดยมีมนุษย์น้อยขี่เ้าม้าสีขาวปลอดตามไปติดๆ
ราวห้านาทีหนึ่งคนกับสัตว์สามตัวก็เข้ามาอยู่ในถ้ำเรียบร้อย ชิงหลินอยากเข้าไปช่วยทำคลอดแต่ถูกห้ามไว้จึงได้แต่ชะเง้อคอมองเข้าไปในถ้ำด้วยความตื่นเต้นระคนเป็ห่วงยามที่ได้ยินเสียงมันร้องอย่างเ็ป นานทีเดียวกว่าเสียงร้องนั้นจะหยุดลงเล่นเอาหนึ่งคนกับสัตว์อีกสองตัวถอนหายใจแรงด้วยความโล่งใจ
“ขอต้อนรับสู่โลกใบนี้เ้าตัวเล็กทั้งสาม”หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยนลูกเสือพิมพ์เดียวกับพ่อแม่ของมันกำลังดิ้นไปมาอย่างนึกเอ็นดู มีตัวหนึ่งร้องแง้วๆคล้ายแมว แม้ขนาดตัวจะใหญ่เกินหน้าเกินตาลูกเสือทั่วไปถึงสิบเท่าก็ตาม
“จริงสิ ข้ามีเื่สงสัย เหตุใดเ้าจึงไม่ทำอันตรายข้า”
นางสงสัยจริงๆว่ากันตามหลักแล้วมนุษย์เป็สิ่งมีชีวิตที่สัตว์ทั้งหลายต่างหวั่นเกรงและเกลียดยิ่งนัก
“เพราะเ้ามีสัญลักษณ์ซึ่งเป็ตัวแทนของเ้าแห่งสัตว์อยู่อย่างไรเล่า” เ้าเสือั์ที่นั่งอยู่ข้างที่รักของมันเฉลย
“สัญลักษณ์? สัญลักษณ์อะไร”
“เ้าัคือาาของพวกเรา และเ้าก็มีมัน”
“ั? เ้าหมายถึงรอยสักับินสีฟ้าที่หลังของข้าน่ะหรือ” มันผงกหัวลงครั้งหนึ่ง
“ถ้าเ้าอยากกระจ่างในเื่นี้ ไปถามคนผู้นั้นดูสิ...คนที่มอบมันให้แก่เ้า” มันรีบตัดบทเมื่อเห็นนางตั้งท่าจะถามต่อ
“เ้ารีบออกไปเถิด มีบุรุษผู้หนึ่งกำลังตามหาเ้าเื่ราวที่เกิดขึ้นในป่านี้อย่าได้แพร่งพรายแก่ผู้ใดเด็ดขาดไม่เช่นนั้นเ้าจะไม่ได้พบพวกข้าอีก”
หลังสิ้นเสียงนั้นชิงหลินไม่รู้ตัวเลยว่าออกมาจากถ้ำตอนไหน พอหันกลับไปดู ถ้ำนั้นก็หายไปแล้วขณะที่นางกำลังงงก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หลินเอ๋อร์!”
“ท่าน...แม่ทัพ?”