ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 นักเลงมีสไตล์

            บทที่ 120 นักเลงมีสไตล์

            ในใจของซูไป่ชิงรู้สึกอัดอั้นใจเล็กน้อย การที่เขาพาจิ่งเยี่ยนกุยมาครั้งนี้ เหมือนว่าแผนการเล็กๆ น้อยๆ ของเขาจะไม่มีโอกาสได้แสดงผลเลย เขามองไปยังแผ่นหลังของฟางเสียนจือ และรู้สึกว่าภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูสุขุมของฟางเสียนจือ กลับซ่อนจิตใจที่แข็งกร้าวไว้

            ซูไป่ชิงคำนวณโอกาสของตัวเองในใจแล้วถอนหายใจเบาๆ เขาคิดว่าควรเก็บแผนการเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองไว้ก่อน เพื่อที่ในอนาคตจะได้ไม่เสียกระทั่งเพื่อนไป

            เพราะฟางเสียนจือได้บอกกล่าวไว้ล่วงหน้าว่าวันนี้จะมีเรื่อง จิ่งเยี่ยนกุยจึงค่อนข้างสงบเมื่อเห็นฟางเสียนจือออกไปคุมตัวดาบซิ่วชุนเอาไว้ จากนั้นก็ลากเขาไปยังที่เงียบๆ ในตลาดขายยา ภายในใจของเธอกลับรู้สึกสุขุม เพราะเธอรู้ถึงความสามารถของเขา จึงไม่ได้กังวลมากนัก

            แต่ในใจเธอก็ยังมีเรื่องให้คิดอยู่ดี ตอนเลือกซื้อยาก็เลยเหม่อลอยไปบ้าง

            เธอและซูไป่ชิงก็ไม่ได้รอนานนัก เพียงแค่ประมาณสิบกว่านาที ฟางเสียนจือก็ลากดาบซิ่วชุนที่หน้าตาบวมปูดกลับมา แล้วพูดอย่างใจเย็นว่า “ทักทายสิ”

            ดาบซิ่วชุนพลันก้มลงคำนับจิ่งเยี่ยนกุย “คารวะพี่สะใภ้!”

            การกระทำแบบนี้ทำให้จิ่งเยี่ยนกุยตกใจมาก รีบหลบเขาแล้วไปยืนข้างๆ ฟางเสียนจือ “นี่มันเรื่องอะไรกันคะ?”

            “ไม่มีอะไร” ฟางเสียนจือพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แค่ตกลงกันได้แล้ว ต่อไปถ้าเธอมาที่นี่ เขาจะรับผิดชอบคุ้มครองเธอ อย่าดูถูกเขาเชียว เขาก็มีฝีมืออยู่บ้าง”

            พูดจบก็หันไปพูดกับดาบซิ่วชุนด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เมื่อกี้คุยกับฉันว่ายังไง? แค่ให้มีความเคารพนิดหน่อย ไม่ได้ให้ทำตัวตาขาวแบบนี้”

            ดาบซิ่วชุนรีบลุกขึ้นยืนตัวตรง พยักหน้าซ้ำๆ “ครับ เมื่อกี้ผมตื่นเต้นไปหน่อย คิดว่าเจอกันครั้งแรกก็ต้องทำตัวให้มีมารยาทสักหน่อย วันนี้มาอย่างเร่งรีบ เลยไม่มีของขวัญติดไม้ติดมือมา ขอพี่สะใภ้อย่าถือสาเลยนะครับ”

            จิ่งเยี่ยนกุยมองดาบซิ่วชุน แล้วหันไปถามฟางเสียนจือ “นี่คุณซ้อมเขาเหรอ?”

            ฟางเสียนจือส่ายหน้า “เปล่า แค่แลกเปลี่ยนฝีมือกันนิดหน่อย ไม่ได้ตั้งใจโดนตัวเขา”

            ดาบซิ่วชุนรีบพูด “พี่ใหญ่ไม่ได้ซ้อมผม แค่ชี้แนะผมเท่านั้น การที่ผมได้รับการชี้แนะจากพี่ใหญ่ ถือเป็นบุญที่ผมทำมาเมื่อชาติปางก่อนครับ”

            จิ่งเยี่ยนกุยมุมปากกระตุก คงจะโดนฟางเสียนจือซ้อมจนกลัว มุกประจบสอพลอถึงได้ออกมาแบบนี้ เธอไม่ค่อยชินเอาเสียเลย

            เธอถามเขา “นายชื่ออะไร?”

            ดาบซิ่วชุนตอบ “ผมชื่อหลิวเหรินฟา ตอนเด็กๆ ชอบเล่นดาบ พวกเพื่อนๆ ในหมู่บ้านก็เลยตั้งฉายาให้ว่า ดาบซิ่วชุนครับ”

            จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินฉายาดาบซิ่วชุนก็รู้สึกยอมใจจริงๆ เพื่อนๆ นี่ตั้งชื่อกันมั่วจริงๆ ดาบซิ่วชุนเป็นดาบของทหารรักษาพระองค์ เล่นดาบเก่งเลยได้ชื่อดาบซิ่วชุน นี่มันคนละเรื่องกันเลย

            แต่เรื่องนี้เธอก็ไม่จำเป็นต้องออกความเห็นอะไร จึงพูดเพียงแค่ว่า “อ๋อ ดาบซิ่วชุนเหรอ เมื่อก่อนนายก็เป็นนักเลงแถวนี้ใช่ไหม?”

            ดาบซิ่วชุนก็พยักหน้าอย่างอายๆ “ผมไม่เหมือนพี่เชา ผมไม่เคยรังแกใคร!”

            “อ๋อ หมายความว่านายเป็นนักเลงที่มีสไตล์?” จิ่งเยี่ยนกุยถามด้วยรอยยิ้ม

            ดาบซิ่วชุนหัวเราะแหะๆ “พี่สะใภ้พูดว่าผมเป็นอะไรผมก็เป็นตามนั้น ผมจะพยายามเป็นนักเลงที่มีสไตล์ครับ”

            จิ่งเยี่ยนกุย “…”

            เธอหันไปมองฟางเสียนจือ “สมองเขามีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย?”

            ฟางเสียนจือมองดาบซิ่วชุนแล้วพูดว่า “ตามหลักไม่มีปัญหา ดูจากท่าทีและการตอบสนองของเขาแล้ว อาจจะฉลาดกว่าพี่เชาหน่อย วันนี้คงโดนตีจนเบลอไปนิด สมองเลยไม่ค่อยดีเท่าเมื่อก่อน”

            ดาบซิ่วชุนรีบพูด “พี่ใหญ่พูดถูก ผมฉลาดมาก เมื่อก่อนพี่เชาคิดหาวิธีกลั่นแกล้งผมทุกวัน แต่ก็ไม่เคยได้เปรียบผมเลย ต่อไปมีผมอยู่ ใครก็ทำร้ายพี่สะใภ้ไม่ได้แม้แต่ปลายเส้นผม!”

            วันนี้เขาโดนฟางเสียนจือซ้อมจนกลัว หรือจะเรียกว่าโดนซ้อมจนยอมก็ได้

            เขาไม่ใช่คนท้องถิ่นที่สะพานหิน แต่เป็นคนเมืองซิงเฉิงที่อยู่ข้างๆ เมืองซิงเฉิงมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งมณฑลเรื่องความกล้าหาญ ผู้คนของที่นั่นนิยมศิลปะป้องกันตัว ตั้งแต่เด็กเขาก็เข้าโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัวในท้องถิ่นแล้ว ในบรรดาศิษย์พี่น้องทั้งหลาย เขาก็ถือว่าเก่งกาจคนหนึ่ง

            การต่อสู้ตัวต่อตัว เขาแทบจะไม่เคยแพ้ใคร แต่ฟางเสียนจือทำให้เขารู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เขาถูกฟางเสียนจือซ้อมจนยอมศิโรราบเลย

            จิ่งเยี่ยนกุยก็พอจะเข้าใจความหมายของฟางเสียนจือแล้ว นี่เป็นการจัดการพวกไม่เข้าท่าแถวสะพานหินให้เรียบร้อย แล้วถือโอกาสหาคนคุ้มกันให้เธอด้วย

            เธอพยักหน้าเบาๆ “ฉันเข้าใจแล้ว วันนี้ไม่มีอะไรให้นายทำแล้ว กลับไปก่อนเถอะ!”

            ดาบซิ่วชุนตอบรับ แล้วเผลอมองไปยังฟางเสียนจือ ฟางเสียนจือพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “จะมองฉันทำไม? ต่อไปฟังคำสั่งเธอ”

            ดาบซิ่วชุนก็เข้าใจขึ้นมาทันที จึงรีบตอบรับเสียงดัง เขากำลังจะจากไป จิ่งเยี่ยนกุยก็เรียกเขาไว้ แล้วหยิบยาสำหรับรักษาแผลภายนอกออกมาจากกระเป๋าและส่งให้เขา “เอาไป ทายาเองที่บ้าน”

            ดาบซิ่วชุนรับยาไปอย่างระมัดระวัง แล้วแย้มยิ้ม “ขอบคุณพี่สะใภ้ที่ให้ยาครับ!”

            จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินคำพูดที่เหมือนในละครก็รู้สึกหมดคำจะพูด ไอ้บ้านี่สมองไม่ได้โดนตีจนเบลอจริงๆ ใช่ไหม?

            หลังจากดาบซิ่วชุนไปแล้ว จิ่งเยี่ยนกุยก็หันไปมองฟางเสียนจือ “เมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยว่าคุณจัดการคนเก่งได้ขนาดนี้”

            “ฉันยังมีข้อดีอีกเยอะแยะ รอให้เธอค้นพบอีก” ฟางเสียนจือพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            จิ่งเยี่ยนกุยเหลือบมองเขา แล้วยัดยาที่อยู่ด้านข้างใส่อ้อมอกเขา “ไปทำงาน!”

            มุมปากของฟางเสียนจือหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย “ครับ!”

            ซูไป่ชิงยืนอยู่ข้างๆ ไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ เขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นส่วนเกินอย่างไรอย่างนั้น

            จิ่งเยี่ยนกุยเดินเข้าไปใกล้แล้วพูดว่า “พี่ซู ไปช่วยฉันต่อราคายาหน่อยได้ไหม?”

            ซูไป่ชิงมองเธอ แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ดูเหมือนอารมณ์ดีมาก มุมปากของเขาพลันปรากฏรอยยิ้มบางๆ “ได้สิ”

            ฟางเสียนจือเหลือบมองมาแล้วถอนหายใจในใจ

            จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้ล่วงรู้ความคิดของชายทั้งสอง สำหรับเธอแล้ว การซื้อยาครั้งนี้ให้เสร็จก็จะสามารถกลับไปปรุงยาได้ และเมื่อปรุงยาเสร็จก็จะสามารถทำเงินได้จำนวนหนึ่ง

            แต่หลังจากเกิดเรื่องในครั้งนี้ เธอคิดว่าควรต้องพิจารณาความเสี่ยงในการออกไปทำธุระข้างนอกของตัวเองใหม่ ช่วงนี้ออกไปข้างนอกสองครั้ง ก็โดนนักเลงตามทั้งสองครั้ง ใบหน้าของเธอดูเหมือนจะดึงดูดความสนใจมากกว่าชาติที่แล้วเสียอีก

            ความจริงก็คือชาติที่แล้วตอนเธออายุเท่านี้ ยังมัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน และชอบก้มหน้า ผมก็ไม่สวยเท่าตอนนี้ ผิวก็ดำคล้ำและหยาบกว่าตอนนี้ ตอนนี้เธอสวยกว่าเมื่อก่อนมาก ก็เลยดึงดูดความเดือดร้อนเข้ามาได้ง่ายกว่าเดิม

            จิ่งเยี่ยนกุยแม้จะรีบกลับไปปรุงยาเพื่อหาเงิน แต่ก็รู้สึกว่าเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ก็ควรจะทำความเข้าใจตลาดนี้ให้มากขึ้น ในช่วงบ่ายจึงอยู่ดูราคายาอื่นๆ ที่เธอยังไม่ได้ใช้ตอนนี้อย่างละเอียด เพราะดูนานเกินไป ทั้งสามคนจึงต้องพักที่สะพานหินอีกหนึ่งคืน แล้วจึงกลับไปยังเมืองหยางเฉิง

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730