เสียงกรวดหินเล็กๆ ยังคงก้องอยู่ในอากาศ คนเฝ้าก้นเหวขยับตัวเข้าไปยืนขวางระหว่างโขดหินกับชิงหยวนอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันก้าวเข้ามาใกล้กว่านี้ได้แม้แต่นิ้วเดียว
“ท่านกำลังปิดบังอะไรอยู่หรือ” ชิงหยวนถามเสียงเรียบ แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ตำแหน่งของคนเฝ้าก้นเหวอย่างละเอียดสังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้แค่หันมาดูเสียง แต่ยังเลือกที่จะยืนขวางไว้พอดิบพอดีในแนวที่บังไม่ให้มองทะลุไปยังหลังโขดหินได้เลย
“ข้าไม่ได้ปิดบังอะไรทั้งนั้น” คนเฝ้าก้นเหวตอบเสียงเ็า “ข้าเพียงไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเดินเข้ามาในถิ่นของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต เ้าเดินเลยแนวที่ข้าอนุญาตไปแล้วสามก้าว”
ชิงหยวนหยุดชะงัก มองลงไปที่พื้นดินใต้เท้าตัวเอง เขาไม่ได้นับก้าวไว้ แต่ก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าคำพูดนั้นจริงหรือเป็เพียงข้ออ้างเขาตัดสินใจถอยกลับหนึ่งก้าวอย่างช้าๆ เพื่อลดความตึงเครียดลงชั่วขณะ แต่สายตายังคงไม่ละจากโขดหินนั้นแม้แต่น้อย
“ท่านอยู่คนเดียวที่นี่มานานหลายสิบปีตามที่ว่า แต่กลับรู้ระยะก้าวของคนแปลกหน้าได้แม่นยำขนาดนี้” ชิงหยวนกล่าวเสียงเรียบ พยายามผ่อนน้ำเสียงให้ฟังดูเป็มิตรมากขึ้น แม้ในใจจะยังคงตึงเครียดอยู่เต็มที่ “หากท่านไม่มีอะไรต้องปิดบัง ท่านคงไม่จำเป็ต้องระวังตัวมากขนาดนี้”
“การระวังตัวไม่ใช่เื่แปลกสำหรับคนที่อยู่ป่าคนเดียว” คนเฝ้าก้นเหวตอบเสียงเ็าไม่แพ้กัน “โดยเฉพาะเมื่อคนแปลกหน้าคนนั้นสวมเสื้อคลุมของสำนักใหญ่ที่ข้าไม่มีเหตุผลจะไว้ใจ”
—
หลังโขดหิน เฟยหลงกลั้นหายใจแน่นจนแทบะเิ มือทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกลงไปในฝ่ามือ เขาได้ยินทุกคำพูดชัดเจน รู้ดีว่าคนเฝ้าก้นเหวกำลังปกป้องเขาอยู่ด้วยการหลอกล่อคนที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน ความรู้สึกผิดพวยพุ่งขึ้นมาในอกทันที เขาคือต้นเหตุของสถานการณ์อันตรายนี้ทั้งหมด
เขาค่อยๆ ขยับตัวถอยลึกเข้าไปในซอกหินที่แคบกว่าเดิมอย่างช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระมัดระวังไม่ให้แม้แต่เม็ดทรายเลื่อนตัวส่งเสียง ทุกกล้ามเนื้อในร่างเกร็งจนปวดล้า เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาตามแนวหลัง เขาไม่เคยรู้สึกกลัวมากขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนที่ถูกจ้าวเทียนผลักตกหน้าผาก็ยังไม่กลัวเท่านี้ เพราะครั้งนั้นเขากลัวเพื่อตัวเอง แต่ครั้งนี้เขากลัวว่าความผิดพลาดของตัวเองจะทำให้คนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ต้องเดือดร้อนไปด้วย
เขานึกถึงคำสอนของท่านเ้าสำนักที่เคยพูดไว้นานมาแล้วว่า “ฝีมือไร้หัวใจก็เป็ได้แค่คมดาบที่บาดตัวเอง” ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงเลยสักนิด แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าบางครั้งการปกป้องคนที่เรารักอาจไม่ใช่เื่ของฝีมือ แต่เป็เื่ของการรู้จักเงียบและอดทนในจังหวะที่ถูกต้อง เขากัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้เสียงหายใจของตัวเองดังเกินไปพยายามนึกภาพว่าหากคนเฝ้าก้นเหวต้องปะทะจริงๆ เขาจะทำอย่างไร จะออกไปช่วยทั้งที่ปราณยังอ่อนเกินกว่าจะช่วยอะไรได้หรือจะยอมซ่อนตัวต่อไปตามคำสั่งแม้ต้องทนดูคนที่รักเจ็บตัวเพราะตัวเอง
—
“เ้าสำนักของข้าเชื่อว่าเฟยหลงอาจยังมีชีวิตอยู่” ชิงหยวนกล่าวขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์จากการสืบสวนแบบปิดบังมาเป็การเปิดไพ่บางส่วน เพื่อดูปฏิกิริยาของคนตรงหน้า “หากท่านรู้เื่อะไรเกี่ยวกับเขา แม้เพียงเล็กน้อย ข้าขอร้องให้บอกข้ามาเถิด ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเขา แต่เพื่อปกป้องเขาต่างหาก”
คนเฝ้าก้นเหวนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย แต่เฟยหลงที่แอบฟังอยู่กลับสังเกตเห็นว่าลมหายใจของคนเฝ้าก้นเหวสะดุดไปเสี้ยววินาที
“ข้าไม่รู้จักใครชื่อเฟยหลง” คนเฝ้าก้นเหวตอบเสียงหนักแน่น ไม่มีร่องรอยของการโกหกปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย จนชิงหยวนเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่าสัญชาตญาณของตัวเองผิดพลาดไปหรือไม่ “แต่หากศิษย์ของสำนักเ้าตกลงมาที่นี่จริง ข้าก็คงพบเพียงศพเท่านั้น หุบเหวแห่งนี้ไม่ใจดีกับคนที่ตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้นหรอก”
“แล้วศพนั้นอยู่ที่ไหน” ชิงหยวนถามทันที ไม่ยอมปล่อยให้คำตอบนั้นผ่านไปง่ายๆ
“ฝังไว้ตามธรรมเนียม ที่ที่ข้าไม่คิดจะบอกคนแปลกหน้า” คนเฝ้าก้นเหวตอบโดยไม่ลังเล น้ำเสียงเริ่มแข็งกร้าวขึ้น “เ้ามาที่นี่ครั้งแรกแล้วเรียกร้องจะรู้ทุกอย่างจากข้าทันที นั่นไม่ใช่ท่าทีของคนที่จริงใจเลยสักนิด”
“ท่านพูดถูก ข้าขอโทษที่เร่งรัดเกินไป” ชิงหยวนกล่าวพลางถอยกลับอีกครึ่งก้าว พยายามลดความตึงเครียดลง แต่ในใจก็ยังคงคิดวนเวียนอยู่กับความผิดปกติที่พบเจอ ศพที่ถูกฝังตามธรรมเนียมไม่น่าจะทิ้งร่องรอยกล้าไม้ที่เพิ่งย้ายปลูกไว้รอบบริเวณเดียวกัน และรอยเท้าเล็กที่เขาเห็นก็สดใหม่เกินกว่าจะเป็ของศพที่นอนนิ่งมาหลายเดือน “แต่ข้าขอถามอีกเพียงคำถามเดียวก่อนจะกลับ ท่านฝังศพไว้นานแค่ไหนแล้ว”
คนเฝ้าก้นเหวหยุดคิดอยู่เสี้ยววินาทีก่อนตอบ “นานพอที่จะไม่เหลือร่องรอยให้ใครตามหาได้อีก”
คำตอบนั้นคลุมเครือเกินกว่าจะฟังขึ้น ชิงหยวนสังเกตเห็นชัดเจน แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ซักต่อ เพราะรู้ดีว่าการเค้นคำตอบด้วยกำลังตอนนี้มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
—
ความตึงเครียดในอากาศเพิ่มขึ้นอีกครั้ง กระแสปราณของทั้งสองเริ่มแผ่ขยายจนใบไม้รอบตัวสั่นไหวเบาๆ ชิงหยวนกัดฟันแน่นเขารู้ตัวดีว่าหากลงมือตอนนี้ ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าฝ่ายตรงข้ามมีฝีมือระดับใดกันแน่ ท่วงท่าและกระแสปราณที่แผ่ออกมาบ่งบอกว่าอย่างน้อยต้องอยู่ในระดับใกล้เคียงกับผู้าุโของสำนักใหญ่ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะมีได้โดยบังเอิญ
เขาคิดทบทวนอย่างรวดเร็ว หากปะทะกันตอนนี้และพลาดพลั้ง ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาหายไปที่ไหน ท่านเ้าสำนักก็จะไม่มีทางรู้ความจริงที่ค้นพบมาทั้งหมดในวันนี้ นั่นคือความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่าจะแลก
“ข้าจะไม่บังคับให้ท่านพูดในสิ่งที่ไม่อยากพูด” ชิงหยวนกล่าวในที่สุด พร้อมกับผ่อนกระแสปราณที่แผ่อยู่ลงอย่างช้าๆ “แต่ข้าขอพูดตรงๆ ว่าข้าไม่เชื่อทั้งหมดที่ท่านพูดมา ท่านยืนขวางโขดหินนั้นไว้แน่นเกินกว่าจะเป็เพียงเื่บังเอิญ”
คนเฝ้าก้นเหวไม่ตอบอะไร เพียงจ้องมองชิงหยวนนิ่งๆ ด้วยสายตาที่ไม่ยอมเผยความรู้สึกใดๆ ออกมา
“ข้าจะกลับไปก่อน” ชิงหยวนกล่าวพลางค้อมศีรษะเล็กน้อยตามมารยาท “แต่ข้าจะกลับมาอีก และครั้งหน้าข้าจะไม่มาคนเดียวหากท่านมีอะไรอยากบอกข้าก่อนที่มันจะสายเกินไป ข้าพักอยู่ที่หมู่บ้านเชิงเขาทางทิศตะวันออกอีกสามวัน”
ชิงหยวนหันหลังเดินจากไปอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อน แต่ระหว่างเดินเขาแอบหักกิ่งไม้เล็กๆ ทิ้งไว้เป็ระยะตามทางที่เดินผ่าน เพื่อให้ตัวเองหรือคนอื่นสามารถตามรอยกลับมาที่นี่ได้อีกครั้งโดยไม่ต้องพึ่งความจำเพียงอย่างเดียว
—
เมื่อเงาของชิงหยวนลับหายไปจนสุดสายตาแล้ว คนเฝ้าก้นเหวจึงหันหลังกลับมาทางโขดหิน “ออกมาได้แล้ว เขาไปแล้วจริงๆ”
เฟยหลงคลานออกมาด้วยขาที่แทบไม่มีแรง ใบหน้าซีดขาว “ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ…”
“ข้ารู้” คนเฝ้าก้นเหวตัดบทเสียงเรียบ แต่แววตาที่มองเฟยหลงกลับอ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย “แต่เหตุการณ์วันนี้เปลี่ยนทุกอย่างไปแล้ว เขาไม่เชื่อคำโกหกของข้าทั้งหมด และเขาจะกลับมาอีกแน่นอนพร้อมคนเพิ่ม”
เฟยหลงมองลงไปที่มือตัวเองที่ยังสั่นอยู่ไม่หยุด “ท่านโกหกเพื่อข้า ทั้งที่ท่านไม่จำเป็ต้องทำแบบนั้นเลย”
“ข้าไม่ได้โกหกเพื่อเ้าเพียงอย่างเดียว” คนเฝ้าก้นเหวกล่าวพลางเดินไปนั่งลงข้างบ่อน้ำิญญา สายตามองผิวน้ำนิ่งที่สะท้อนแสงยามเย็น “ข้าเคยปล่อยให้คนของสำนักพรากศิษย์ที่ข้ารักไปครั้งหนึ่งแล้วเพราะข้าไว้ใจง่ายเกินไป ข้าจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีกเป็ครั้งที่สอง ไม่ว่าคนที่มาวันนี้จะจริงใจแค่ไหนก็ตาม”
“เราควรทำอย่างไรต่อ” เฟยหลงถามด้วยเสียงสั่น
คนเฝ้าก้นเหวมองออกไปยังทิศทางที่ชิงหยวนจากไป สีหน้าครุ่นคิดหนักกว่าที่เคยเป็มาตลอดหลายเดือน “ข้าไม่รู้ว่าคนที่มาวันนี้เป็มิตรหรือศัตรูกันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็ฝ่ายไหน สามวันข้างหน้าเราต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดั้แ่เ้ามาถึงที่นี่”
“ตัดสินใจเื่อะไร” เฟยหลงถามอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ
“ว่าเราจะยังอยู่ที่นี่ต่อไป หรือต้องย้ายเ้าไปที่อื่นก่อนที่คนของสำนักจะกลับมาพร้อมกำลังเสริม” คนเฝ้าก้นเหวตอบพลางหันมามองเฟยหลงตรงๆ เป็ครั้งแรกนับั้แ่เหตุการณ์จบลง “จุดปราณสำรองของเ้ายังเปิดได้เพียงสามจุด ยังไม่แข็งแกร่งพอจะป้องกันตัวเองได้หากเกิดเหตุร้ายจริงๆ แต่การอยู่ที่นี่ต่อไปก็เสี่ยงเกินไปเช่นกัน”
เฟยหลงนิ่งเงียบ ไม่มีคำตอบใดผุดขึ้นในหัว มีเพียงความรู้สึกหนักอึ้งที่บอกว่าชีวิตอันสงบที่เขาเพิ่งเริ่มคุ้นเคยกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง
—
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่ห้องพักของท่านเ้าสำนักในสำนักกระบี่์ เหวินซานเดินเข้ามารายงานด้วยสีหน้ากังวล “ท่านเ้าสำนัก ชิงหยวนยังไม่ได้ส่งข่าวกลับมาเลยตลอดสามวันที่ผ่านมา นานกว่าที่คาดไว้มาก”
ท่านเ้าสำนักวางถ้วยชาลงเบาๆ สายตาจับจ้องไปที่หน้าต่างที่มองเห็นูเาไกลลิบ “หากเขายังไม่กลับมาภายในคืนนี้ เราต้องเริ่มเตรียมการอย่างอื่นไว้ด้วย ข้ามีลางสังหรณ์ว่าเื่นี้ใกล้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญแล้ว”
“ท่านคิดว่าเขาปลอดภัยดีหรือไม่” เหวินซานถามด้วยความกังวลที่ปกปิดไม่มิด
“ชิงหยวนไม่ใช่คนประมาท เขาคงไม่เข้าไปในที่อันตรายโดยไม่ระวังตัว” ท่านเ้าสำนักตอบ แม้น้ำเสียงจะพยายามฟังดูมั่นใจแต่มือที่วางอยู่บนโต๊ะกลับกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “แต่หากอีกสามวันเขายังไม่ส่งข่าวมา เ้าต้องเตรียมคนไว้อีกชุดเพื่อตามหาเขาให้พบ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
เหวินซานก้มศีรษะรับคำ ก่อนจะถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ ทิ้งท่านเ้าสำนักไว้กับความเงียบและคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอีกครั้ง