ท่ามกลางเหนือท้องฟ้าสีคราม ณที่แห่งหนึ่งบนโลกใหม่ เพียงพริบตานั้นได้มีแสงสว่างวาบบังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่แสงนั้นได้ห่อหุ้มเอาไว้ก่อนที่มันจะสลายหายไปและร่างของชายคนนั้นก็ได้ร่วงหล่นลงจากท้องฟ้าตามแรงโน้มถ่วงไปในทันที
ฟ่า…! ฟ่า…!
เสียงลมกระทบใบหน้าของดีออนอย่างรุนแรงพพร้อมด้วยเสียงแทรกของอากาศที่ตัวเขากำลังพุ่งผ่านมันไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเพราะอันขณะนี้ตัวเขากำลังร่วงหล่นจากอากาศบนท้องฟ้าผ่านหมู่เมฆลงสู่พื้นแผ่นดินสีเขียวขจีเบื้องล่าง แต่ดีออนนั้นก็กำลังพยายามตั้งสติและกางแขนขาออกกว้างเพื่อชะลอความเร็วในร่วงหล่นลงเป็การถ่วงเวลา
‘คิดสิคิด จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย! พระเ้านั่นส่งที่ไหนไม่ส่ง ดันมาส่งบนท้องฟ้าเนี่ยนะ บ้าหรือไง!’
ดีออนมองไปยังเบื้องหน้า ที่อยู่เหนือพื้นดินไปอีกไม่กี่ร้อยเมตร เขาหลับตาลงสนิทพร้อมตั้งจิตอย่างแน่วแน่ไปยังพื้นดินกลางป่าลึกเบื้องหน้าอย่างร้อนรน
‘พลังแห่งจิตคิเนซิสนั่น มันต้องทำอะไรได้บ้างตอนนี้แหละน่า!’
ดีออนเพ่งจิตอย่างรุนแรงและจินตนาการถึงพลังที่จะทำให้ตัวเขาลอยขึ้น และรีดเค้นสิ่งนั้นให้ออกมาอย่างถึงขีดสุด
‘ขึ้นสิ…! ขึ้นสิ...!!!’
ฟู้…! ฟู้…!
สายลมแรงเริ่มก่อตัวรอบๆร่างดีออนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ดีออนจะร่วงถึงพื้นดินที่เป็ป่าไม้เพียงไม่กี่สิบเมตร ดีออนกอดตัวแน่นและมองไปยังพื้นดินอย่างกังวลและตื่นกลัวเล็กน้อย
“อ้า!...” ดีออนร้องลั่นสุดเสียง
ตูม…! ตูม....!
เสียงะเิอย่างรุนแรงราวฟ้าทลายนั้น ได้ดังสนั่นไปทั่วทั้งผืนป่าต้นไม้ไม่ว่าเล็กหรือต้นไม้ขนาดั์ตรงจุดบริเวณที่ดีออนร่วงลงมานั้นต่างล้มลงหักพังอย่างระเนระนาดเป็วงกว้าง พร้อมเกิดหลุมลึกราวกับหลุมอุกบาตกว้างขนาดใหญ่ตรงที่ดีออนนั้นได้เข้าปะทะฝุ่นผงพัดกระจัดกระจายไปทั่วอาณาบริเวณโดยรอบ บดบังทัศนวิสัยในบริเวณนั้นไปถึงชั่วขณะ
ความเสียหายในบริเวณโดยรอบนั้นถ้าเกิดมีใครมาเห็นสภาพพื้นที่ที่เคยเป็ป่าในตอนนี้แล้วล่ะก็ คนที่มาเห็นคงคิดว่าเกิดภัยพิบัติร้ายขึ้นเป็แน่เพราะสภาพของพื้นที่ในตอนนี้นั้นได้พังพินาศย่อยยับไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วอย่างสิ้นเชิง
เมื่อฝุ่นผงได้จ่างลงเผยให้เห็นถึงตรงบริเวณใจกลางของหลุมนั้นที่มีเงาร่างของบุคคลหนึ่งลอยตัวอยู่เหนือพื้นดิน
แฮกๆ
ดีออนหอบหายใจเฮือกใหญ่เขายังคงใกับเหตุการณ์ในตอนนี้อยู่ไม่น้อย แต่ไม่นานเขาก็สามารถตั้งสติได้ จากนั้นเขาก็กวาดสายตามองไปยังพื้นที่โดยรอบก่อนที่ตัวเขาจะค่อยๆ ลอยลงสู่พื้นดินอย่างนิ่มนวล
“โห้…” ดีออนนั้นใกับสภาพพื้นที่รอบๆเป็อย่างมาก เขาไม่คาดคิดเลยว่าแรงจากการปะทะนั้นจะสามารถทำให้เกิดความเสียหายในบริเวณโดยรอบมากถึงขนาดนี้แล้วตอนนี้สมองของเขามันก็กำลังรู้สึกเบลอไปหมด และคิดอะไรยังไม่เคยออกแต่ไม่นานนักเขาก็พอจะตั้งสติคิดทบทวนอะไรๆได้อีกครั้ง
“นี่น่ะเหรอ… โลกอื่นน่ะ” ดีออนพูดพร้อมมองไปโดยรอบอีกครั้งที่ตอนนี้มีเพียงซากปรักหักพังของต้นไม้น้อยใหญ่และพื้นดินที่กระจัดกระจาย สิ่งเหล่านี้ทำให้เขานั้นเกิดความตระหนักได้ถึงพลังที่ตัวเขาได้ในขณะนี้เป็อย่างมากเพราะพลังแค่เพียงเล็กน้อยกลับสร้างความรุนแรงได้ถึงเพียงนี้ แล้วถ้าเกิดเขาใช้พลังนี้อย่างเต็มกำลังล่ะ? มันจะรุนแรงชักแค่ไหนกัน ถ้าเกิดเขาเอาจริงและรีดเค้นพลังออกมาให้ได้ถึงขีดสุด
“เฮ้อ…เอาเถอะ ยังไงเราก็เป็คนขอมาเองล่ะนะ” ดีออนนั้นรู้สึกกลัวพลังนี้ขึ้นมาเล็กน้อย“แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะในตอนนี้จะไม่มีใครทำร้ายตัวเราได้อีกแล้ว…ไม่มี…ใครทั้งนั้น!”
ตัวดีออนนั้นยังคงนึกถึงความทรงจำเื่เก่าที่ผ่านในเหตุการณ์อันเลวร้ายนั้นที่มันได้เคยหลอกหลอนเขาอยู่ในห้วงเวลาแห่งความมืดมิดนั้น ความทรงจำอันแสนเ็ปและเลวร้ายที่ตัวเขาเคยภาวนาขอให้มันเป็เพียงแค่ความฝันในค่ำคืนอันยาวนานแต่ทว่าอย่างไรเสียมันก็คงไม่มีวันแปรเปลี่ยนได้อีกแล้ว
“ก่อนอื่นเราคงต้องหาที่พักก่อนล่ะนะ”ดีออนพึมพำกับตัวเอง และสะบั้นความคิดก่อนหน้านั้นออก ก่อนจะเริ่มลองบังคับตัวเองให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าตามที่เพิ่งทำตอนร่วงลงมาเมื่อครู่
แม้ในตอนแรกๆดีออนจะยังควบคุมการใช้พลังไม่คอยได้ทำให้บางทีเวลาเขาคิดอะไรเพลินๆ จะทำให้ตัวเขาตอนบินจะบินขึ้นๆลงๆ เซๆไปมาบ้างแต่พอผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง เขาก็สามารถควบคุมมันไปอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องเพ่งสมาธิมากอย่างแต่ก่อนเพียงแค่คิดเท่านั้นเขาก็สามารถบังคับได้อย่างอิสระราวกับว่าเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย
ดีออนบินอยู่เหนือพื้นดินประมาณห้าสามสิบเมตรเขาบินไปเรื่อยๆห่างไกลจากจุดตก ระหว่างที่เขาบินมาตามทางเขาพบกับนกแปลกๆมากมายหลายประเภท บางตัวก็เหมือนนกพิราบแต่มีขนสีฟ้า บางตัวก็มีขนาดใหญ่รูปร่างเหมือนนกอินทรีแต่มีขนสีแดงเพลิงและพ่นไฟออกมาจากปากได้
ในคราแรกที่เขาเจอนกอินทรีนั้นเมื่อมันเห็นตัวเขามันก็พยายามเข้ามาทำร้ายเขาในทันที ซึ่งแรกๆเขาก็ใอยู่เหมือนกันแต่ก็คิดว่านี่ก็เป็โอกาสดีที่จะทดลองพลังนี้เช่นกัน
ถึงในทีแรกๆเขาจะได้หลบมันไปมาให้สับสนแต่ทว่าเสมือนมีเสียงกระซิบเบาๆอยู่ให้หัวเขามันบอกว่าเขาสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้นด้วยพลังที่มีทำในสิ่งที่จะขยี้สัตว์ตนนี้อย่างง่ายดายเยื่องหนองแมลงตัวหนึ่งเท่านั้น
ดีออนนั้นได้เพ่งจิตรุนแรงไปที่ตัวสัตว์ร้ายอินทรีเพลิงตรงหน้าและตัวมันก็หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศในทันใด เขาเร่งพลังอีกครั้งไปที่ตัวของมันตามที่เสียงในหัวเขากระซิบบอก
ก๊าซ!ๆ
อินทรีตัวนั้นคำรามเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างกายของมันจะบิดเบี้ยวแววตาประกายของความกลัวก็เริ่มฉายออกมาให้เห็นแทนดวงตาอันดุร้ายเมื่อครู่แต่ในไม่ช้าร่างของมันนั้นก็…
ตูม…!
ร่างนกอินทรีเพลิงนั้นะเิออกแหลกเละละเอียดละอองเืฟุ้งกระจายในอากาศ ภาพที่ได้ออกมานั้นช่างน่าสยดสยองอย่างยิ่งหากเป็ในสายตาของผู้อื่นเหตุการณ์ทั้งหมดจบลงในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
“…” ดีออนที่มองดูอยู่นั้นไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเขานั้นรู้สึกตกตะลึงอยู่ในพลังที่น่ากลัวนี้เป็อย่างมากการใช้พลังแค่ละครั้งนั้นราวกับว่ามีคนมากระซิบว่าต้องทำเช่นไรและเมื่อเขาทำตามผลของมันก็ได้ออกมาอย่างที่เห็นมันช่างเป็พลังที่รุนแรงและน่ากลัวซึ่งเขาตระหนักได้เลยว่าเราควรจะตองรีบฝึกและควบคุมพลังนี้ให้ได้อย่างรวดเร็ว
เป็เวลาหลายชั่วโมงแล้วที่ดีออนบินไปรอบๆอาณาบริเวณผืนป่าและพื้นที่นั้นจากที่เขาสำรวจดูแล้วพื้นที่แทบนี้ส่วนใหญ่เป็ป่าไม้รกทึบกลางหุบเขาที่ล้อมรอบอยู่โดยรอบป่าและก็ดูเหมือนว่าจะมีร่องรอยหรือซากของอาคารอะไรสักอย่างกระจายอยู่บริเวณกึ่งกลางของหุบเขาด้วยจากที่เขาเห็นได้ไกลๆแต่เขาก็ยังไม่ได้มีความคิดอะไรที่ไปสำรวจมัน
ชายหนุ่มบินมาเรื่อยๆจนได้พบกับทะเลสาบขนาดเล็กอยู่เบื้องล่างสภาพโดยรอบนั้นถือว่าร่มรื่นและสวยงามมากเลยทีเดียวแต่เขาก็ยังไม่เห็นถึงร่องรอยของเมืองหรือหมู่บ้านในแทบพื้นที่นี้อยู่ดี
“นี่ตัวฉันมาอยู่ในอีกโลกแล้วจริงๆสินะ…” ดีออนเอ่ยกับตัวเองอีกครั้ง ในระหว่างมองวิวทิวทัศน์อย่างหมดข้อข้องใจและทำใจยอมรับได้เลยว่าตัวเขานั้นได้มาอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ซึ่งไม่เคยมีใครจากโลกเขาได้มาเยือนมาก่อน ทั้งสัตว์ พืชสิ่งมีชีวิตหลายๆอย่างนั้นมันช่างดูต่างออกไปแต่ถึงอย่างนั้นมันก็คงไม่ได้สำคัญอะไรเท่าไปกับว่า…
ตัวเขานั้นยังมีชีวิต… ด้วยััจากสายที่กระทบอยู่ตรงหน้าหรือละอองไอน้ำที่พัดผ่านไปเมื่อบินผ่านเข้าไปในหมู่เมฆชายหนุ่มนั้นสามารถััได้ถึงการมีชีวิตอีกครั้งถึงแม้ว่าชีวิตนี้มันจะมีพันธะเล็กน้อยติดตามมาด้วยก็ตามที
ดีออนนั้นยังคงบินสำรวจรอบๆอยู่นานพร้อมทั้งชมความงดงามของธรรมชาติไปด้วยสิ่งเหล่านี้มันทำให้เขารู้สึกได้ว่าตนเองนั้นกำลังใช้ชีวิตอีกครั้งชีวิตอันปราศความวุ่นวายดั่งแต่ก่อน ซึ่งโดยปกติเมื่อก่อนเขาเองก็ไม่ค่อยได้ไปท่องเที่ยวพักผ่อนสักเท่าใดนักเขานั้นทั้งต้องเรียนรู้เื่การปกครองและทำงานมาตลอดั้งแต่ชีวิตในวัยเด็กที่เขาไม่อาจมีได้เหมือนคนอื่น ฉะนั้นในเวลานี้เมื่อเขาได้ถือว่าหลุดพ้นจากพันธะในอดีตเ่าั้ทั้งหมดแล้วเขาจึงโผล่บินไปด้วยใบหน้าอย่างปลดทิ้งทุกสิ่งไป ก่อนจะมีบางอย่างมาขัดจังหวะอารมณ์สุนทรีย์เล็กๆในยามนี้ของตัวเขา
ก๊าซ! ก๊าซ! ก๊าซ!
เสียงฝูงนกอินทรีเพลิงเหมือนตัวที่ดีออนนั้นเพิ่งจัดการไปเมื่อไม่นานนี้กำลังบินเข้าใกล้เขาอย่างรวดเร็วซึ่งจากกการสังเกตนั้นพวกมันมีถึงราวๆเกือบยี่สิบกว่าตัวเห็นจะได้ จากนั้นพอพวกมันเข้ามาใกล้มาพอพวกมันทั้งหมดก็พ่นลูกไฟจำนวนมากใส่เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ในเวลานี้ชายหนุ่มนั้นไม่ได้ใเหมือนอย่างแต่ก่อนเท่าใดนักเขาใช้พลังหยุดลูกไฟไว้ได้ก่อนที่พวกมันจะเข้าถึงตัวลูกไฟนั้นหยุดกลางอากาศชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนจากเปลวเพลิงสีส้มไปเป็เปลวเพลิงสีฟ้าที่เปล่งรัศมีความร้อนระอุออกมาได้อย่างเด่นชัดและบังคับลูกไฟให้พุ่งกลับเข้าใส่ฝูงนกอินทรีเพลิงด้านหน้า ซึ่งพวกมันนั้นก็พยายามบินหลบหลีกแต่หลายตัวก็ไม่อาจบินหนีพ้นและโดนลูกไฟนั้นพุ่งเข้าใส่อย่างแรงพร้อมร่างของอินทรีเพลิงกว่าสิบตัวที่ไหม้เป็จุลก็ร่วงหล่นสู่พื้นเบื้องล่างอย่างอเนจอนาถ
“พวกแกมาหาเื่ฉันก่อนเองนะ…” ดีออนเอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉย พร้อมมองดูสภาพนกอินทรีเพลิงที่ร่างไหม้เกรียมร่วงหล่นลงไปทีละตัว อย่างที่ไม่อาจต่อต้านเขาได้
โดยปกตินกอินทรีเพลิงจะมีขนและิัที่ต้านทานไฟเป็อย่างมากไฟของมนุษย์ปกติจะไม่มีทางสามารถทำให้ขนของนกอินทรีเพลิงไหม้ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นลูกไฟของนกอินทรีเพลิงด้วยกันเองก็ไม่สามารถที่ทำให้ตัวนกอินทรีเพลิงาเ็ถึงตายได้อาจเพียงแค่ทำให้าเ็เล็กน้อยเท่านั้น แต่ลูกไฟที่ดีออนใช้พุ่งกลับไปนั้นดีออนใช้พลังเร่งปฏิกิริยาเผ่าไหม้ให้รุนแรงขึ้น จนเปลวไฟสีส้มเดิมเปลี่ยนเป็เปลวเพลิงสีฟ้าเข้มอานุภาพของมันจึงรุนแรงขึ้นเป็ร้อยเท่าทวีคูณ ทำให้นกอินทรีเพลิงที่ต้านไฟได้ดีก็ยังไม่อาจทานทนต่อเปลวเพลิงที่รุนแรงถึงขนาดนี้ได้
“รีบๆจบเื่ไปเถอะนะ”ชายหนุ่มเอ่ย พร้อมเพ่งจิตสังหารใส่นกอินทรีเพลิงที่เหลืออยู่ ซึ่งกำลังพุ่งเข้าใส่ตัวเขาร่างของพวกมันหยุดลงและบิดเบี้ยวในทันทีและก็เป็อีกครั้งที่เขาใช้พลังเช่นเดิมตามที่เสียงกระซิบนั้นบอก
ก๊าซ...!
พวกมันหวีดร้องด้วยความเ็ปเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างของพวกมันจะะเิออกกลายเป็เพียงแค่เศษเนื้อเืฟุ้งกระจายเหมือนนกอินทรีเพลิงตัวก่อนหน้านี้ อย่างไร้ซึ่งความปราณีใดๆ
“เสียเวลายังไงไม่รู้นะ”ดีออนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “มาโลกนี้วันแรก ตัวเขาฉันก็ต้องกลับมามือเปื้อนเือีกแล้วสินะ…” เขาเอ่ยอย่างแ่เบา ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยปิติยินดีเท่าใดนัก ก่อนจะบินมุ่งหน้าต่อไป
ดีออนบินไปเรื่อยๆพยายามมองหาหมู่บ้านหรือเมืองสักแห่งเพื่อที่ได้หาที่พักผ่อนและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโลกใบนี้ รวมทั้งสถานที่ที่เขาอยู่ในเวลานี้ด้วยการจะมีชีวิตอยู่และกลมกลืนนั้นเขาจะต้องเรียนรู้ในเื่ของ สังคม ระบอบการปกครองศาสนา วัฒนธรรม และทุกๆอย่าง เพราะอย่างไร ‘ข้อมูล’ก็เป็สิ่งสำคัญอย่างที่สุดอย่างหนึ่งไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหนเขาจะได้คิดและตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรดีกับชีวิตที่สองนี้ที่เขาได้รับมันมา
‘หิวแฮะ…’ดีออนลูบท้องตัวเองที่เริ่มส่งเสียงสัญญาณของความหิวออกมาแล้ว เพราะั้แ่ที่มายังโลกนี้เขาก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยแม้แต่น้อย แถมยังใช้พลังฤทธิ์เดชไปมากพอสมควรอีกด้วยการที่จะรู้สึกหิวและเหนื่อยมันก็คงไม่ใช่เื่แปลก
ตัวดีออนนั้นบินวนอยู่นานแต่เขาก็ยังไม่พบหมู่บ้านหรือเมืองเลยสักแห่งอยู่ดี ซึ่งตอนนี้ตัวเขาก็รู้สึกเหนื่อยๆและอ่อนเพลียเล็กน้อยด้วยแล้วเช่นกันเขาจึงตัดสินใจบินลงแวะพักที่ริมทะเลสาบใกล้ๆบริเวณนั้น
บริเวณริมทะเลสาบนั้นเป็เหมือนหาดทรายสีขาวปนดินเล็กน้อยน้ำในทะเลสาบนั้นเป็สีฟ้าครามสดใสอันแสดงถึงความบริสุทธิ์ออกมาได้อย่างเห็นได้ชัดผิวน้ำนั้นสะท้อนกับแสงแดดเป็ระยิบระยับ ถือเป็ทะเลสาบที่สวยงามเป็อย่างมาก อย่างที่ตัวเขาไม่เคยได้เห็นมาก่อน
ชายหนุ่มนั้นเดินอย่างช้าๆไปตามหาดทรายสีขาวบริสุทธิ์ชื่นชมบรรยากาศอันงดงามโดยรอบและััสายลมเย็นๆที่กำลังพัดผ่านไป ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปนั่งพักใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ข้างทะเลสาบนั้นแผ่นหลังของเขาค่อยๆเอียงลงไปพิงกับต้นไม้ใหญ่เื้ั พร้อมกับสายลมอ่อนๆที่พัดโชยมากระทบใบหน้าของเขาอย่างแ่เบา
“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าฉันจะได้มาอยู่ในสถานที่แบบนี้” ดีออนกล่าวอย่างเบาๆด้วยน้ำเสียงที่สบายอารมณ์และสงบพร้อมมองไปรอบๆอีกครั้ง “ั้แ่ตอนนั้น… มันเป็เวลาเนินนานแค่ไหนแล้วกันนะ…ที่ตัวฉันอยู่ในความมืดนั่น”
ดีออนนั้นไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าในเวลาที่จิติญญาของเขาได้จมปรักอยู่ในห้วงแห่งความมืดนั้นมันเป็เวลาที่เนินนานถึงเพียงไหนในสถานที่ที่มีเพียงแต่ความว่างเปล่าเช่นนั้นมันช่างทำให้จิตใจของเขาเสื่อมสลายความทรงจำนั้นก็ได้แต่หมุนเวียนวนไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะทั้งความทรงจำที่ดีหรือร้ายมันก็เพียงวนเวียนเรื่อยไปอย่างไม่รู้จบและอาจไม่รู้ถึงกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปอย่างไร้ซึ่งวันหลุดพ้น
เมื่อครั้งที่ตัวดีออนนั้นยังเยาว์วัยครั้งหนึ่งเขาเคยได้ไปพักผ่อนที่ริมแม่น้ำใกล้ๆกับคฤหาสน์กับแม่ของเขาพร้อมกับโลเวลที่ยังเล็กอยู่ณ เวลานั้นบรรยากาศในที่แห่งนั้นเองก็คล้ายๆ เหมือนเช่นเดียวกับในเวลานี้เขาและแม่นั้นนั่งพักอยู่ริมแม่น้ำพร้อมทานอาหารกลางวันเล็กๆน้อยๆ และวิ่งเล่นอย่างเด็กๆทั่วไปในตอนนั้นแม่ของเขามักเล่าเื่ในอดีตให้เขาได้ฟังอยู่บ่อยๆ เป็เื่เกี่ยวกับประเทศบ้านเกิดของแม่ประเทศอันช่างแสนไกลสุดโพ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สถานที่ที่แม่เขาไม่มีวันได้กลับไปสุดวาระสุดท้าย
แม่ของเขาเล่าว่าประเทศนั้นเป็ประเทศที่งดงามอย่างที่สุดผู้คนก็ทั้งใจดีและมีน้ำใจ ทุกๆวันในเวลานั้นของแม่ต่างเต็มไปด้วยความสุขเพราะแม่นั้นมีอิสระที่จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างใจปรารถณาจนกระทั่งเธอได้มาพบกับพ่อของเขา นับั้แ่ที่แม่ต้องมาอยู่ที่โซเวียเนีย เธอก็ไร้ซึ่งความสุขและอิสระอีกต่อไปทั้งพอเล่ามาถึงตอนนั้นเธอก็มักทำหน้าเศร้าอยู่เสมอๆ จนแม่ของเขาสามารถสังเกตได้ถึงสีหน้าที่ไม่ดีไปด้วยของตัวเขาเธอจึงยิ้มและพูดขึ้นมาว่า
‘แม่น่ะไม่มีความสุขที่ต้องมาถูกขังอยู่ที่นี่ แต่ว่านะพอลูกได้เกิดมาน่ะ มันก็ทำให้ชีวิตที่ไร้อิสรภาพของแม่ก็ได้มีความสุขขึ้นอีกครั้งล่ะนะ เพราะลูกน่ะคือของขวัญที่ช่างล้ำค่าเพียงสิ่งเดียวที่ชายคนนั้นได้มอบให้กับแม่…’ ถึงเขานั้นก็ไม่รู้หรอกว่าที่แม่เขาพูดแบบนั้นจะเป็การพูดปลอบเพื่อไม่ให้รู้สึกเศร้าไปด้วยหรือเปล่าแต่เขาก็มีความสุขนะที่แม่เขาได้พูดแบบนั้น ความสุขเล็กๆแสนสั้นใน่เวลาที่ผ่านมาเนินนานนั้น
“ท่านแม่ครับ…” ดีออนกล่าวอย่างแ่เบาอย่างเศร้าๆ ถึงแม้แม่ของเขาจะจากไปนานแล้วแต่ทุกครั้งที่เขาคิดถึงแม่ มันก็อดไม่ได้เลยที่จะรู้สึกเศร้าขึ้นมาได้เสมือนเฉกเช่นความเ็ปอีกอย่างหนึ่งที่ยังคงฝังลึกอยู่ภายใน
ตูม...! ตูม...! ตูม...! ตูม...!
อยู่ๆก็เกิดเสียงะเิขึ้นมาจากตรงข้ามทะเลสาบไปไม่ไกลนักทั้งยังมีเปลวไฟที่กำลังปะทุขึ้นตรงบริเวณที่ะเิอีกด้วย ดีออนนั้นลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและพยายามเพ่งมองไปยังตรงข้ามทะเลสาบที่กำลังมีลูกแสงไฟพุ่งเข้าใส่กันไปมา ซึ่งพอเขาได้สังเกตดีๆเขาก็พบว่าที่ริมทะเลสาบตรงข้ามแห่งนั้นกำลังมีบุคคลกลุ่มหนึ่งกำลังเข้าปะทะกันอยู่อย่างดุเดือดฝ่ายหนึ่งเป็กลุ่มคนเหมือนทหารสวมเกราะเหล็กที่กำลังเหมือนคุ้มกันกลุ่มคนอีกกลุ่มที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่กำลังร่ายเวทย์อะไรสักอย่างก่อนจะมีลูกไฟเล็กๆพุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามที่กำลังเสียเปรียบอย่างมากฝ่ายที่กำลังเสียเปรียบที่กำลังหนีอยู่นั้น ดูแล้วเป็กลุ่มคนที่เหมือนๆอัศวินที่มีทั้งชายและหญิงที่กำลังคุ้มกันหญิงสาวผมสีทองคนหนึ่ง ซึ่งอยู่บนหลังม้าที่กำลังควบหนีอย่างรวดเร็วและดูท่ากำลังจะลำบาก
“อะไรกันอีกล่ะเนี่ยแค่วันแรกนี่มันจะมีเื่กันนักหนานะ…” ดีออนกล่าวอย่างหงุดหงิด“ในเวลาแบบนี้ฉันควรจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย” ดีออนถึงแม้จะเอ่ยว่าไม่รู้จะทำเช่นไรดีแต่เขานั้นก็ยิ้มออกมาเล็กๆก่อนจะใช้พลังเรียกลูกไฟเปลวเพลิงสีฟ้าออกมาในอากาศจำนวนมากแต่เขาก็ยังคงเฝ้ายืนสังเกตสถานการณ์อยู่อีกพักหนึ่ง พร้อมคิดทบทวนและประเมินผลได้ผลเสียว่าควรจะเข้าไปยุ่งดีหรือเปล่า
“ยังไงซะนี่ก็เป็พวกแรกที่พบ เพื่อข้อมูลของโลกนี้ ก็คงต้องเข้ายุ่งสักหน่อยน่าจะดีกว่า” ชายหนุ่มผู้ซึ่งแสดงสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสบอารมณ์นักเอ่ยพร้อมมองไปยังฝ่ายที่กำลังเสียเปรียบกับหญิงสาวผมทองที่อยู่บนหลังม้า “ถึงจะเสี่ยงเข้าไปยุ่งวุ่นวายด้วยก็เถอะแต่ตอนนี้มันก็คงมีทางเลือกไม่มากนักล่ะนะ”
ถึงจะเป็การตัดสินที่ค่อนข้างลำบากและดูจะไตร่ตรองเร็วไปสักหน่อยเพราะมีความเสี่ยงอย่างมากที่ตัวเขาจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่วุ่นวายที่อาจจะทำให้ตัวเขาลำบากในคราหลังได้ก็เถอะแต่จากที่ดีออนนั้นเขาได้เฝ้าสำรวจโดยรอบบริเวณนี้มากว่าเกือบทั้งวันเขาก็ยังไม่พบเจอผู้คนหรือร่องรอยของอารยธรรมใดๆเลยแม้แต่น้อยนอกจากซากปรักหักพังของพวกอาคารที่กระจายอยู่แถวๆใจกลางหุบเขานั่น แล้วคนกลุ่มนี้ก็คงเป็แหล่งข้อมูลที่เขาจะสามารถหาได้เพียงพวกเดียวในเวลานี้ไม่อย่างนั้นเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะต้องใช้เวลานานอีกเท่าใดกว่าจะเจอคนอื่นๆอีกครั้ง เพราะจากร่องรอยทั้งหมดแสดงว่าบริเวณแทบนี้มันต้องไม่ใช่สถานที่ที่คนทั่วไปจะเข้ามาบ่อยๆแน่
“เอาล่ะเป็ไงเป็กัน” ชายหนุ่มเอ่ย“มันก็คงไม่มีอะไรเลวร้ายมากกว่าที่ตัวฉันเคยเจอมาอยู่แล้วล่ะนะ” เมื่อสิ้นคำพูดนั้นลูกไฟเปลวเพลิงสีฟ้าครามนั้นก็ได้พุ่งผ่านทะยานข้ามผ่านทะเลสาบไปอย่างรวดเร็ว และพุ่งเข้าไปหาเหล่าพวกทหารเกราะกับนักเวทย์เสื้อคลุมน้ำเงินพวกนั้นโดยทันทีและนี่คงเป็การตัดสินใจที่เขาไม่รู้แน่เลยว่าจะมีผลอย่างไรตามมากันแน่ แต่มันก็ ‘น่าจะ’ คุ้มพอที่จะเสี่ยงกับมันพอสมควรแล้วล่ะมั้ง?