จ้านกว๋อ ปีที่225 ณ วังหลวง
เสียงสายลมพัดโบก เสียงม้าร้องก้องกังวาน ท้องนภาใกล้ดับแสง เมฆดำปกคลุม ใกล้ยามสนธยา อาชาพยศสูงสองขาหน้าก้าวไปข้างหน้า ตลอดเส้นทางที่อาชาควบผ่าน เหล่าทหารน้อยใหญ่พลันแหวกแถวเปิดทาง
แม่ทัพหนุ่มควบอาชา มาหยุดที่หน้าประตูวัง สองเท้ากระโดดลงอย่างทะมัดทะแมง แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรฉินผู้นี้ก้าวเดินผ่านทหารคนใด พวกมันล้วนแล้วแต่ก้มลงทำความเคารพ
ตลอดเส้นทางเดิน สายตาของเหล่าทหารที่มองดูบุรุษผู้นี้เต็มไปด้วยความนับถือราวกับมันเป็นเทพผู้ปกปักษ์แผ่นดินให้พ้นจากอริราชศัตรูรอบทิศ
แม่ทัพใหญ่ในชุดเกราะดำ มุ่งตรงไปยังห้องบรรทมของเจ้าแห่งแผ่นดิน เบื้องหน้าปรากฏร่างของขันทีเฒ่า รูปหน้าเหี่ยวแห้งตามเวลา แววตาหนักแน่น สีตากระจางใสไม่คล้ายคนชราวัยรูปร่างสมส่วน มีมัดกล้ามให้เห็นประปราย มันส่วมใส่ชุดขันทีสีฟ้าขลิบแดง เอกลักษณ์ของชายชราผู้นี้ในมือขวา มักจะถือเหรียญทองอยู่เสมอ
เมื่อแม่ทัพหนุ่มเห็นอีกฝ่าย มันรีบหยุดเท้า ท่าทางแข็งกร้าวพลันโอนอ่อนลงหลายส่วน สองมือประสานเหยียดตรงไปข้างหน้า “ศิษย์กลับมาจากชายแดนไม่ได้ไปเคารพท่าน โปรดอภัยให้ข้าด้วย หากไม่ใช่ฝ่าบาทเรียกพบข้าด่วน คงไปร่ำสุรากับท่านถึงที่แล้ว”
ขันทีเฒ่าส่งยิ้ม มันไม่ได้กล่าวคำใด เพียงส่งสายตามองไปยังอาวุธของอีกฝ่ายพร้อมกล่าว “แม่ทัพซือ ท่านฝากอาวุธไว้กับข้าก่อนจะดีกว่า”
ได้ยินเช่นนั้นซือหม่าหนิงเทียนมองต่ำลงไปที่ดาบข้างเอว ก่อนจะกล่าวด้วยความสงสัย“อาจารย์ในอดีตฝ่าบาท เคยตรัสกับข้าไว้ เข้าวังไม่ต้องลงม้า เข้าพบไม่ต้องปลดอาวุธ เหตุใดครั้งนี้จึง.....”
ขันทีเฒ่าส่ายศีรษะปฏิเสธคำและกล่าวอธิบาย “เพราะความใจกว้างของฝ่าบาทที่มีต่อเจ้าผู้เป็นสหาย ทำให้เหล่าขุนนางบุ๋นจับกลุ่มติฉินนินทาในเรื่องนี้ เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งและไฟภายใน ไม่ให้บุ๋นและบู๊ที่เป็นดั่งคานอำนาจของแผ่นดินต้องแคลงใจกัน อาจารย์คิดว่า ช่วงนี้เจ้าควรทำตามกฏและทำเนียบไปสักพักหนึ่ง”
หนิงเทียนพยักหน้าทำความเข้าใจ จากนั้นมันปลดดาบในมือและฝากไว้แก่ขันทีเฒ่าผู้เป็นอาจารย์แต่โดยดี จากนั้นก้าวเดินเข้าพบฝ่าบาทที่รออยู่ในห้องบรรทม
แอ๊ดดด.... ประตูบานใหญ่ถูกผลักออก แผ่นหลังของเจ้าแห่งแผ่นดินประจักษ์อยู่ในสายตา บุรุษผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินฉินหันกายมองประสานอีกฝ่าย
ชายผู้นี้เป็นคนหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับหนิงเทียน รูปกายสูงโปร่ง จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วยาวเฉียงลงแสดงถึงอำนาจและบารมี สวมใส่ชุดสีทองสง่าประดับลวดลายของมังกรทรงพลังแววตาของชายผู้นี้หยั่งลึกยิ่งใหญ่ไม่ด้อยไปกว่าแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรแม้แต่น้อย
หนิงเทียนทรุดเข่าลงกับพื้นหนึ่งข้าง “ถวายบังคมฝ่าบาท”
อีกฝ่ายจ้องมองหนิงเทียนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะไปมา “ข้าเคยบอกแล้ว พวกเราอยู่กันเพียงสองคน ไม่มียศศักดิ์ใดๆทั้งสิ้น เทียนเจ้ารีบลุกขึ้นเถอะ”
หนิงเทียนลุกยืนตามความเคยชิน ตัวมันกับจักรพรรดิฉินแม้ไม่ได้คลานตามกันมา แต่รักใคร่ดุจพี่น้องท้องเดียวกัน “ซีหวัง มีเรื่องอันใดถึงเรียกข้ากลับจากชายแดนเร่งด่วนเช่นนี้”
“เทียนพวกเรามีปัญหาใหญ่แล้ว สายข่าวรายงานว่า ราชินีแห่งหวู่และกษัตริย์แห่งสุ่ยกำลังทำสนธิสัญญาปรองดอง เพื่อหันปลายดาบเข้าใส่ฉินเรา หนึ่งแผ่นดินพวกมันไม่ใช่คู่ต่อสู้ หากแต่สองแผ่นดินร่วมมือ อาจเป็นภัยใหญ่แก่อาณาจักรฉินได้”
หนิงเทียนครุ่นคิดถึงผลร้ายที่จะตามมา ก่อนกล่าวออกไป “หากเรายอมให้สองแผ่นดินร่วมมือกันได้ กำลังทหารจากสี่ทิศจักต้องดึงกลับมาเพื่อป้องกันหวู่และสุ่ย เช่นนั้นแล้ว ชายแดนทางใต้ของเราที่กำลังปราบชนเผ่าน้อยใหญ่จะอ่อนกำลังลงอย่างมาก เป้าหมายของพวกมันไม่ได้ต้องการให้ฉินเราขยายอาณาเขตไปมากกว่านี้”
จักรพรรดิฉินพยักหน้าราวกับมองแผนที่บนกระดานเดียวกัน “โชคดีที่ หวู่พบสุ่ยต้องเคลื่อนจากขวาไปซ้าย สุ่ยพบหวู่จะต้องเคลื่อนจากซ้ายไปขวา”
หนิงเทียนกล่าวเสริม สมรภูมิรบน้อยใหญ่ภายในสามเหลี่ยมทองคำ อยู่ในวิสัยสายตาของมันทั้งหมด “จุดตัดของทั้งสองกองทัพคือ ยอดเขาไท่ซานสินะ”
อีกฝ่ายเองก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน จักรพรรดิฉินสามารถกำหนดจุดปะทะได้อย่างรวดเร็ว “เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นทางการเดินทัพรั่วไหล ครั้งนี้ข้าจะออกรบด้วยตัวเอง เจ้าใช้กองทัพหนึ่งแสนตีกระหนาบหวู่ ส่วนข้าตีกระหนาบสุ่ย ไม่เพียงจะทำให้แผนการของมันพังทลาย ยังสามารถรุกเอาแผ่นดินของพวกมันมาได้อีกด้วย”
หนิงเทียนย้ายสายตามองไปที่อีกฝ่าย “ครั้งนี้พวกเราต้องใช้จำนวนคนที่กำจัด เพื่อไม่ให้หน่วยข่าวของพวกมันรู้ว่า เราดึงทหารจากชายแดน เป็นการศึกเสี่ยงไม่น้อย หากแต่ไม่ทำเช่นนี้คงไม่มีทางอื่นที่จะหยุดยั้งการร่วมมือของสองแผ่นดินได้...ดี ครั้งนี้ข้าจะเดินทัพตามแผ่นการของเจ้า สหาย”
ได้ยินเช่นนั้นจักรพรรดิฉินยกยิ้มให้แก่หนิงเทียน “นานแล้วที่พวกเราไม่ได้ออกรบเคียงข้างกัน” ระหว่างกล่าวฉินซีหวังหยิบยื่นจอกสุรายื่นให้กับสหาย
หนิงเทียนรับมาดื่มด้วยรอยยิ้ม “สุราดี เป็นสุราที่ดี”
สายตาของจักรพรรดิฉินมองแผ่นหลังของสหายรักจากไป มุมปากของมันหุบยิ้มลง ฉากหลังม่านภายในห้องบรรทมเกิดเป็นเงาตะคุมสีดำ ร่างของบุรุษในชุดคลุมยาวสีขาวขลิบดำ ผมยาวประบ่า ผิวกายสีขาวซีด ดวงตาเฉียงลงเป็นรูปดาบ มันก้าวเดินออกมาจากเงามืด
จักรพรรดิฉินเห็นเช่นนั้น มันนั่งลงบนเก้าอี้ พร้อมกล่าวออกไป “แม้แต่เทียน ยังไม่สามารถจับสัมผัสการมีอยู่ของเจ้าได้ เจ้ามันเป็นตัวอะไรกันแน่??”
อีกฝ่ายตอบกลับ “กระหม่อมไม่ได้เป็นตัวอะไร และกระหม่อนเพียงลดระดับการหายใจให้เบาลงเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจปกปิดตัวตนเลย”
จักรพรรดิฉินยกจอกสุราขึ้นดื่ม “ช่างเถอะ ว่าแต่ท่านที่ปรึกษา ข้าทำตามแผนการของท่านแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องปิดงานให้สำเร็จ”
ได้ยินดังนั้น รอยยิ้มเย็นชาถูกยกขึ้นที่มุมปากของบุรุษผู้นี้ มันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็น “ไม่ต้องห่วง นี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ฝ่าบาทจะได้เห็นแม่ทัพซือแบบตัวเป็นๆ”
ครั้งนี้จักรพรรดิฉินจ้องมองกลับไปอย่างจริงจัง “ตั้งแต่เล็ก เทียนเปรียบเสมือนดาบข้างกายข้า ท่านควรรู้ไว้ หากทำพลาดขึ้น ดาบของข้าเล่มนี้ จะกลับมาย้อมแผ่นดินฉินให้เป็นสีเลือด”
อีกฝ่ายเค้นเสียงหัวเราะเบา “หึหึ ฝ่าบาทไม่ต้องเป็นกังวล แม่ทัพซืออาจถูกเรียกเป็นแม่ทัพสวรรค์ แต่ในสายตาของข้า ไม่ต่างจากมดแมลงตัวหนึ่ง” กล่าวจบสายลมหอบใหญ่พัดประตูให้เปิดออก พร้อมกับร่างกายที่ค่อยๆเลือนรางหายไปในอากาศราวกับภูตผี
ดวงตาของจักรพรรดิฉินหรี่แคบ มันพบเจอผู้เยี่ยมยุทธด้านวิชาตัวเบามากมาย หากแต่ผู้ที่เร้นกายหายลับไปราวกับไม่เคยปรากฏอยู่เช่นนี้ ไม่คล้ายว่าวิชาตัวเบาแขนงใดจะสามารถทำได้
บริเวณด้านนอกประตู เงาร่างของบุรุษปรากฏเบื้องหน้าของขันทีเฒ่า รอยยิ้มเย็นส่งผ่านให้กับอีกฝ่าย
ขันทีเฒ่าแห่งวังฉิน ผู้นี้มีนามว่าหงถีกงกง สมญานามขันทีแดง ภายใต้สามเหลี่ยมทองคำ ฉิน หวู่ และสุ่ย มันถูกเรียกว่ายอดฝีมืออันดับหนึ่ง เป็นคนสนิทของฝ่าบาท อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ของแม่ทัพใหญ่หนิงเทียน
หากแต่หงถีกงกงกลับไม่สามารถจับการมีอยู่หรือสัมผัสถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้เลย “ท่านที่ปรึกษา วิชาตัวเบาของท่านยอดเยี่ยมจริงๆ บอกชื่อของมันให้ตาเฒ่าเบาปัญญารู้ได้หรือไม่?”
อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้าง “ตาเฒ่าเบาปัญญา ตัวท่านนะรึ?? หากว่าหงถีกงกงเบาปัญญาอย่างที่พูดจริงๆ คงไม่สามารถหาวิธีรอดให้แก่ศิษย์รักได้หรอกจริงมั้ย??”
ขันทีเฒ่าจ้องมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “ท่านที่ปรึกษาหมายความว่าอย่างไร??”
“หากท่านไม่เก็บอาวุธของแม่ทัพซือ เวลานี้ข้าคงสังหารเขาโดยใช้ข้อหากบฏ พกอาวุธเข้าห้องบรรทมของฮ่องเต้ไปแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงถึงอย่างไรศิษย์ของท่านก็ไม่สามารถหนีรอดไปจากเงื้อมมือของข้าได้” กล่าวจบชายผู้นี้หายไปต่อหน้าต่อตาของอีกฝ่าย ทิ้งไว้เพียงคำพูด “พวกเราสองคนฝึกฝนคนละเส้นทาง วิชาของข้าหาใช่พลังวัตรเหมือนของท่าน แต่เป็นคุณไสยเวทมนตร์ต่างหาก ฮาฮ่าๆ”
เมื่ออีกฝ่ายจากไป รอยยิ้มของหงถีกงกงหายไปทันที มันก้าวเดินเข้าไปในห้องบรรทมของจักรพรรดิฉินด้วยคำถาม “ฝ่าบาท ท่านแน่ใจแล้วรึ ว่าจะไว้ใจคนผู้นี้??”
จักรพรรดิฉินไม่ได้ให้คำตอบ เพียงแต่ถามกลับไป “ระหว่างเขาและเทียน กงกงคิดว่าผู้ใดแข็งแกร่งกว่ากันรึ??”
หงถีกงกงครุ่นคิดก่อนจะกล่าว “หากมิได้สู้กันบนสนามรบ แต่เป็นการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง กระหม่อมสามารถเอาชนะแม่ทัพซือได้ภายใน100กระบวนท่า แต่สำหรับท่านที่ปรึกษาแล้ว กระหม่อมมิสามารถหยั่งลึกถึงพลังของเขาได้เลย”
ได้ยินดังนั้น จักรพรรดิฉินวางจอกสุราลงบนโต๊ะ “ท่านเองก็รู้สึกเหมือนข้า กับเทียนข้ายังรู้สึกว่าความแข็งแกร่งของเขาอยู่ในขอบเขตของมนุษย์ แต่สำหรับที่ปรึกษาแล้ว เจ้านั้นเกินขอบเขตของมนุษย์ไปมาก และหากว่าข้าไม่สามารถใช้หมากทั้งสองตัวพร้อมกันได้ ข้าคงต้องเลือกหมากที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อเป้าหมายรวมแผ่นดินทั้งหมดให้เป็นของข้าเพียงผู้เดียว”