หลินเสวี่ยจู๋ย่องเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบนางเห็นหลินเสวี่ยหลานอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของโจวเซินอี้กำลังใช้นิ้วชี้พันปอยผมของเขาเล่น
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย
นี่คือการกระทำของคนที่เพิ่งสูญเสียบิดาและย่าจริงๆน่ะหรือ? ดูเหมือนว่าพี่หญิงผู้นี้ของนางจะมีแรงกดดันในการใช้ชีวิตมากจริงๆ
ทันใดนั้นหลินเสวี่ยหลานก็พูดขึ้นมาด้วยท่าทีน่าสงสาร
“คุณชายโจวตอนนี้ข้าโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง ทั้งยังไร้ซึ่งความสามารถในการเอาตัวรอดแม้แต่ครอบครัวของท่านอาสกุลรองก็ผลักไสข้า ไม่แม้แต่จะแบ่งอาหารให้ข้าสักคำวันข้างหน้าข้าจะผ่านไปอย่างไรเจ้าคะ?”
กล่าวจบก็ร้องไห้ราวกับดอกสาลี่ต้องสายฝน
โจวเซินอี้มีสีหน้าอ่อนโยนเขาลูบหลังของนางอย่างเอาอกเอาใจเพื่อปลอบโยน “แม่นางหลิน ตอนนี้ข้าเองก็อยากช่วยเหลือเจ้า ทว่าน่าเสียดายที่ข้าถูกทะนุถนอมมาตั้งแต่เล็ก ไร้ซึ่งความสามารถในการวางแผนใดๆเพียงแต่ข้าเคยได้ยินมาว่าหากต้องการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับผู้คุมระหว่างที่ถูกเนรเทศไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป”
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเช่นนี้ก็ตัวสั่นสะท้านนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ในทันที
หลินเสวี่ยหลานแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ“เช่นนั้นใช้สิ่งใดแลกเปลี่ยนหรือเจ้าคะ?”
โจวเซินอี้กระแอมไอสีหน้าบ่งบอกว่าลำบากใจที่จะพูด
หลินเสวี่ยหลานร้อนใจ จึงเอ่ยอย่างเร่งเร้า “คุณชายโจวท่านพูดมาเถิดเจ้าค่ะ”
โจวเซินอี้มองนางอย่างมีความนัยราวกับจะบอกว่าเจ้าเป็นคนบังคับข้าเองนะ จากนั้นแสร้งทำเป็นพูดอย่างลำบากใจ “ก็คือสิ่งที่อนุเว่ยเคยทำบ่อยๆในอดีตน่ะ”
หลินเสวี่ยหลานยิ่งสับสน
แต่หลินเสวี่ยจู๋กลับเข้าใจนางก่นด่าในใจยกใหญ่ว่าชายผู้นี้ช่างเดรัจฉานยิ่งนัก น่ารังเกียจเหลือเกิน
เห็นหลินเสวี่ยหลานยังไม่เข้าใจโจวเซินอี้จึงโน้มตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของนาง
หลินเสวี่ยหลานใบหน้าแดงเรื่อทันทีนางดันเขาออกไป ก่อนจะกล่าวอย่างเขินอายปนหงุดหงิด “คุณชายโจวท่านพูดจาไม่ให้เกียรติข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!”
โจวเซินอี้รีบประสานมือขอโทษ “ขออภัยจริงๆเป็นความผิดของข้าที่ทำให้หูของแม่นางหลินสกปรกเสียแล้ว”
ทว่าเขายังคงเอ่ยต่อ “แม่นางหลินเป็นกุลสตรีจากตระกูลใหญ่ย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่อยากได้ยินเรื่องโสมมพรรค์นี้แต่อนุเว่ยผู้นั้นมาจากหอนางโลม ในอดีตย่อมทำเรื่องเช่นนี้จนเคยชินตอนนี้พวกเรายากลำบาก ย่อมต้องมีคนเสียสละเรื่องนี้ไม่อาจให้แม่นางหลินเป็นคนทำหรอกกระมัง?”
ประโยคสุดท้ายนั้นแทงใจดำหลินเสวี่ยหลานอย่างจังนางรู้สึกว่าโจวเซินอี้พูดจาได้มีเหตุผลอย่างยิ่ง
เมื่อเทียบกับการปล่อยให้ทั้งครอบครัวอดตายการเสียสละคนเพียงคนเดียวดูเหมือนจะเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่ได้ผลกำไรมากที่สุด เพียงแต่...
“คุณชายโจวแม้ว่าอนุเว่ยจะมาจากหอนางโลม แต่นางก็เลิกทำเรื่องเช่นนั้นมาหลายปีแล้วข้าเกรงว่านางจะไม่ยอม” หลินเสวี่ยหลานกล่าวอย่างเป็นกังวล
โจวเซินอี้แค่นเสียงเบาๆ พลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “เมื่อก่อนยามนางอยู่อย่างสุขสบายในครอบครัวของเจ้า นางเคยคิดที่จะตอบแทนพวกเจ้าบ้างหรือไม่? ตอนนี้พวกเจ้าตกยาก นางกลับคิดจะเอาตัวรอดเพียงลำพังใต้หล้านี้ไหนเลยจะมีเรื่องที่ง่ายดายถึงเพียงนั้น!”
หลินเสวี่ยหลานได้ยินดังนั้นความลังเลก็มลายหายไปจนสิ้น
ให้เว่ยหงเอ๋อร์เสียสละสักครั้งจะเป็นไรไป?อย่างไรเสียหลินเฉิงคุนก็ไม่อยู่แล้ว ส่วนเว่ยหงเอ๋อร์ก็ไร้ที่พึ่งพิงไม่แน่ว่าวันข้างหน้าอาจต้องกลับไปทำอาชีพเดิม
ครั้งนี้นางจะจดจำความเสียสละของเว่ยหงเอ๋อร์ไว้ในใจรอจนกระทั่งนางมีชีวิตที่ดีขึ้นย่อมต้องตอบแทนอย่างสาสมแน่
คิดได้เช่นนั้นนางก็กล่าว “คุณชายโจว หากออกจากภูเขาลึกแล้วและท่านได้ฐานะนายน้อยสกุลโจวกลับคืนมา ก็อย่าลืมอนุเว่ยผู้นี้ของข้านะเจ้าคะ”
โจวเซินอี้ยิ้มเอาใจก่อนจะพยักหน้า “วางใจเถิดข้าจะจดจำน้ำใจของอนุเว่ยไว้ นอกจากนี้ยังมีเจ้าด้วย แม่นางหลิน ข้าจะไม่ลืมเจ้าเช่นกันรอจนพวกเราออกจากภูเขาลึกแล้ว ข้าจะหาวิธีลบล้างความผิดให้เจ้าเมื่อถึงเวลานั้นข้าจะให้เกี้ยวแปดคนหามมารับเจ้าเข้าสกุลโจวเจ้าจะเป็นว่าที่นายหญิงของสกุลโจว”
กล่าวจบก็โอบกอดหลินเสวี่ยหลานเข้ามาในอ้อมแขนอีกครา
หลินเสวี่ยหลานยิ้มอย่างเขินอายเมื่อคิดถึงอนาคตที่สวยงาม ดวงตาของนางก็เป็นประกาย
แม้ว่าโจวเซินอี้จะมีรูปโฉมด้อยกว่าหยวนซิวแต่เขาก็ชนะใจนางด้วยความรักลึกซึ้ง ในเมื่อรู้แล้วว่าหยวนซิวไม่มีใจให้นาง นางย่อมไม่เสียเวลากับเขาอีกต่อไปแม้ว่าหยวนซิวจะดีเลิศเพียงใดก็เป็นเพียงนักโทษ ส่วนนางกลับมีหนทางในการลบล้างความผิดได้
หลินเสวี่ยจู๋ชมละครอยู่ตรงนี้ไม่ไหวแล้วจริงๆแตงคู่นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก เพื่อที่ตนเองจะได้กินอิ่มนอนหลับกลับคิดจะให้คนอื่นเสียสละ แม้แต่การจับเสือมือเปล่าก็ยังไม่น่ารังเกียจเช่นนี้ พวกเขาไม่คิดจะถามความสมัครใจของเว่ยหงเอ๋อร์เลยหรือ?
เพียงแต่หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกว่าด้วยนิสัยของเว่ยหงเอ๋อร์ย่อมไม่ยอมให้หลินเสวี่ยหลานสมหวังอย่างแน่นอน
นางไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเว่ยหงเอ๋อร์เพียงรู้สึกว่าหลินเสวี่ยหลานนั้นขอหนังจากเสือ ช่างไม่กลัวตายเสียจริง ต่อให้หมดหวังที่จะมีชีวิตรอดก็ไม่อาจเลือกมารคลั่งที่สามารถฆ่าภรรยาแลกกับตั๋วอาหารอย่างโจวเซินอี้เป็นคู่ครองได้นะ!
เวลานี้เองสองคนที่อยู่ใต้แสงจันทร์ก็เริ่มพลอดรักกัน ทั้งคู่ตัวติดกันราวกับกาว
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยหลานส่งสายตาให้มนุษย์กระดาษหลินเสวี่ยจู๋ก็รู้สึกเสียสายตา นางจึงรีบถอยห่างออกมาอย่างเงียบเชียบ แล้วมองหาที่ปลดทุกข์เมื่อเสร็จแล้วก็กลับไปที่ค่ายพักแรมของครอบครัวตน
เมื่อเดินมาถึงก็เห็นหยวนซิวนั่งอยู่ใต้ต้นไม้กำลังใช้กริชแกะสลักอะไรบางอย่างด้วยความตั้งใจ
หลินเสวี่ยจู๋เกิดความอยากรู้อยากเห็นนางอดที่จะเข้าไปดูใกล้ๆ ไม่ได้ ก่อนจะพบว่ามันเป็นปล้องไม้ไผ่สีเขียวมรกต จึงเอ่ยถาม “นี่คืออันใดหรือ?”
“นกหวีดไม้ไผ่” หยวนซิวส่งสิ่งที่อยู่ในมือให้นาง “เจ้าพกมันไว้ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใดและพบเจออันตรายอะไร ข้าจะไปช่วยเจ้าเอง”
หลินเสวี่ยจู๋ตกตะลึงเล็กน้อยนางรับนกหวีดไม้ไผ่มาด้วยท่าทีเหม่อลอย ก่อนจะนำขึ้นมาจรดไว้ที่ปากแล้วเป่าเบาๆ
เสียงนกหวีดดังก้องกังวานให้ความรู้สึกราวกับสายลมที่พัดผ่านป่าไผ่
หลินเสวี่ยจู๋เงยหน้ามองหยวนซิวนางเห็นดวงตาของเขากระจ่างใส ไร้ซึ่งความเป็นปรปักษ์อันลึกซึ้งและมืดมนอย่างเช่นในอดีต ทั้งยังมีใบหน้าคมที่อ่อนเยาว์และสง่างาม
นี่ต่างหากที่เป็นรูปโฉมที่ชายหนุ่มควรจะมียามเข้าสู่สนามรบ
หลินเสวี่ยจู๋มองจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ
หยวนซิวมองนางอย่างอ่อนโยนก่อนจะเอามือตบลงบนพื้นที่ว่างข้างกาย “มานี่สิ ข้าจะสอนเจ้าเป่านกหวีด”
หลินเสวี่ยจู๋นั่งลงข้างเขาโดยไม่รู้ตัว
หยวนซิวสอนสัญญาณลับต่างๆที่ใช้สื่อสารผ่านนกหวีดให้นางด้วยน้ำเสียงที่ไม่ช้าไม่เร็ว
หลินเสวี่ยจู๋ไม่เคยได้ยินน้ำเสียงที่ไพเราะถึงเพียงนี้มาก่อน
นางตกอยู่ในห้วงภวังค์ไม่ได้สนใจว่าหยวนซิวพูดอะไรไปบ้าง จนกระทั่งหยวนซิวเอ่ยถาม “จำได้หรือไม่?”
นางจึงตื่นขึ้นมาจากความฝันหว่างคิ้วกระตุกเล็กน้อย ดวงตาฉายแววสับสน
หยวนซิวเห็นท่าทางของนางก็ได้แต่อ่อนใจ “จำอย่างอื่นไม่ได้ก็ไม่เป็นไรมีเพียงสัญญาณขอความช่วยเหลือเท่านั้นที่เจ้าต้องจำไว้ให้ดี”กล่าวจบเขาก็รับนกหวีดจากมือนาง แล้วเป่าสัญญาณลับให้ฟัง
หลินเสวี่ยจู๋ฟังแล้วก็จำเอาไว้เพียงแต่สิ่งที่นางให้ความสนใจมากที่สุดกลับเป็นเรื่องอื่นนั่นคือ นกหวีดที่นางเพิ่งเป่าไป จู่ๆ หยวนซิวก็นำมาเป่าต่อ อ๊ากๆๆๆๆ นี่ นี่นี่มันไม่สนิทสนมเกินไปหน่อยหรือ? พระเอกคงไม่ คงไม่ คงไม่หรอกกระมัง...
“ฮูหยิน?” หยวนซิวเห็นหลินเสวี่ยจู๋ใจลอยจึงส่งเสียงเรียกด้วยท่าทีอ่อนใจ
หลินเสวี่ยจู๋ได้สติกลับมาจึงรีบหันหน้าไปมองเห็นใบหน้าของตนเองสะท้อนอยู่ในดวงตาของหยวนซิว
ดวงตาของเขากระจ่างใสและจริงจังดูดีเกินไปแล้วจริงๆ
หลินเสวี่ยจู๋กลืนน้ำลาย นางพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว “สามีฮูหยินในอนาคตของท่านหนีไปกับผู้อื่นแล้ว!”
.............................