ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 95 สามี ฮูหยินในอนาคตของท่านหนีไปกับผู้อื่นแล้ว

            หลินเสวี่ยจู๋ย่องเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบนางเห็นหลินเสวี่ยหลานอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของโจวเซินอี้กำลังใช้นิ้วชี้พันปอยผมของเขาเล่น

            หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย

            นี่คือการกระทำของคนที่เพิ่งสูญเสียบิดาและย่าจริงๆน่ะหรือ? ดูเหมือนว่าพี่หญิงผู้นี้ของนางจะมีแรงกดดันในการใช้ชีวิตมากจริงๆ

            ทันใดนั้นหลินเสวี่ยหลานก็พูดขึ้นมาด้วยท่าทีน่าสงสาร

            “คุณชายโจวตอนนี้ข้าโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง ทั้งยังไร้ซึ่งความสามารถในการเอาตัวรอดแม้แต่ครอบครัวของท่านอาสกุลรองก็ผลักไสข้า ไม่แม้แต่จะแบ่งอาหารให้ข้าสักคำวันข้างหน้าข้าจะผ่านไปอย่างไรเจ้าคะ?”

            กล่าวจบก็ร้องไห้ราวกับดอกสาลี่ต้องสายฝน

            โจวเซินอี้มีสีหน้าอ่อนโยนเขาลูบหลังของนางอย่างเอาอกเอาใจเพื่อปลอบโยน “แม่นางหลิน ตอนนี้ข้าเองก็อยากช่วยเหลือเจ้า ทว่าน่าเสียดายที่ข้าถูกทะนุถนอมมาตั้งแต่เล็ก ไร้ซึ่งความสามารถในการวางแผนใดๆเพียงแต่ข้าเคยได้ยินมาว่าหากต้องการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับผู้คุมระหว่างที่ถูกเนรเทศไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป”

            เมื่อหลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเช่นนี้ก็ตัวสั่นสะท้านนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ในทันที

            หลินเสวี่ยหลานแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ“เช่นนั้นใช้สิ่งใดแลกเปลี่ยนหรือเจ้าคะ?”

            โจวเซินอี้กระแอมไอสีหน้าบ่งบอกว่าลำบากใจที่จะพูด

            หลินเสวี่ยหลานร้อนใจ จึงเอ่ยอย่างเร่งเร้า “คุณชายโจวท่านพูดมาเถิดเจ้าค่ะ”

            โจวเซินอี้มองนางอย่างมีความนัยราวกับจะบอกว่าเจ้าเป็นคนบังคับข้าเองนะ จากนั้นแสร้งทำเป็นพูดอย่างลำบากใจ “ก็คือสิ่งที่อนุเว่ยเคยทำบ่อยๆในอดีตน่ะ”

            หลินเสวี่ยหลานยิ่งสับสน

            แต่หลินเสวี่ยจู๋กลับเข้าใจนางก่นด่าในใจยกใหญ่ว่าชายผู้นี้ช่างเดรัจฉานยิ่งนัก น่ารังเกียจเหลือเกิน

            เห็นหลินเสวี่ยหลานยังไม่เข้าใจโจวเซินอี้จึงโน้มตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของนาง

            หลินเสวี่ยหลานใบหน้าแดงเรื่อทันทีนางดันเขาออกไป ก่อนจะกล่าวอย่างเขินอายปนหงุดหงิด “คุณชายโจวท่านพูดจาไม่ให้เกียรติข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!”

            โจวเซินอี้รีบประสานมือขอโทษ “ขออภัยจริงๆเป็นความผิดของข้าที่ทำให้หูของแม่นางหลินสกปรกเสียแล้ว”

            ทว่าเขายังคงเอ่ยต่อ “แม่นางหลินเป็นกุลสตรีจากตระกูลใหญ่ย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่อยากได้ยินเรื่องโสมมพรรค์นี้แต่อนุเว่ยผู้นั้นมาจากหอนางโลม ในอดีตย่อมทำเรื่องเช่นนี้จนเคยชินตอนนี้พวกเรายากลำบาก ย่อมต้องมีคนเสียสละเรื่องนี้ไม่อาจให้แม่นางหลินเป็นคนทำหรอกกระมัง?”

            ประโยคสุดท้ายนั้นแทงใจดำหลินเสวี่ยหลานอย่างจังนางรู้สึกว่าโจวเซินอี้พูดจาได้มีเหตุผลอย่างยิ่ง

            เมื่อเทียบกับการปล่อยให้ทั้งครอบครัวอดตายการเสียสละคนเพียงคนเดียวดูเหมือนจะเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่ได้ผลกำไรมากที่สุด เพียงแต่...

            “คุณชายโจวแม้ว่าอนุเว่ยจะมาจากหอนางโลม แต่นางก็เลิกทำเรื่องเช่นนั้นมาหลายปีแล้วข้าเกรงว่านางจะไม่ยอม” หลินเสวี่ยหลานกล่าวอย่างเป็นกังวล

            โจวเซินอี้แค่นเสียงเบาๆ พลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “เมื่อก่อนยามนางอยู่อย่างสุขสบายในครอบครัวของเจ้า นางเคยคิดที่จะตอบแทนพวกเจ้าบ้างหรือไม่? ตอนนี้พวกเจ้าตกยาก นางกลับคิดจะเอาตัวรอดเพียงลำพังใต้หล้านี้ไหนเลยจะมีเรื่องที่ง่ายดายถึงเพียงนั้น!”

            หลินเสวี่ยหลานได้ยินดังนั้นความลังเลก็มลายหายไปจนสิ้น

            ให้เว่ยหงเอ๋อร์เสียสละสักครั้งจะเป็นไรไป?อย่างไรเสียหลินเฉิงคุนก็ไม่อยู่แล้ว ส่วนเว่ยหงเอ๋อร์ก็ไร้ที่พึ่งพิงไม่แน่ว่าวันข้างหน้าอาจต้องกลับไปทำอาชีพเดิม

            ครั้งนี้นางจะจดจำความเสียสละของเว่ยหงเอ๋อร์ไว้ในใจรอจนกระทั่งนางมีชีวิตที่ดีขึ้นย่อมต้องตอบแทนอย่างสาสมแน่

            คิดได้เช่นนั้นนางก็กล่าว “คุณชายโจว หากออกจากภูเขาลึกแล้วและท่านได้ฐานะนายน้อยสกุลโจวกลับคืนมา ก็อย่าลืมอนุเว่ยผู้นี้ของข้านะเจ้าคะ”

            โจวเซินอี้ยิ้มเอาใจก่อนจะพยักหน้า “วางใจเถิดข้าจะจดจำน้ำใจของอนุเว่ยไว้ นอกจากนี้ยังมีเจ้าด้วย แม่นางหลิน ข้าจะไม่ลืมเจ้าเช่นกันรอจนพวกเราออกจากภูเขาลึกแล้ว ข้าจะหาวิธีลบล้างความผิดให้เจ้าเมื่อถึงเวลานั้นข้าจะให้เกี้ยวแปดคนหามมารับเจ้าเข้าสกุลโจวเจ้าจะเป็นว่าที่นายหญิงของสกุลโจว”

            กล่าวจบก็โอบกอดหลินเสวี่ยหลานเข้ามาในอ้อมแขนอีกครา

            หลินเสวี่ยหลานยิ้มอย่างเขินอายเมื่อคิดถึงอนาคตที่สวยงาม ดวงตาของนางก็เป็นประกาย

            แม้ว่าโจวเซินอี้จะมีรูปโฉมด้อยกว่าหยวนซิวแต่เขาก็ชนะใจนางด้วยความรักลึกซึ้ง ในเมื่อรู้แล้วว่าหยวนซิวไม่มีใจให้นาง นางย่อมไม่เสียเวลากับเขาอีกต่อไปแม้ว่าหยวนซิวจะดีเลิศเพียงใดก็เป็นเพียงนักโทษ ส่วนนางกลับมีหนทางในการลบล้างความผิดได้

            หลินเสวี่ยจู๋ชมละครอยู่ตรงนี้ไม่ไหวแล้วจริงๆแตงคู่นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก เพื่อที่ตนเองจะได้กินอิ่มนอนหลับกลับคิดจะให้คนอื่นเสียสละ แม้แต่การจับเสือมือเปล่าก็ยังไม่น่ารังเกียจเช่นนี้ พวกเขาไม่คิดจะถามความสมัครใจของเว่ยหงเอ๋อร์เลยหรือ?

            เพียงแต่หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกว่าด้วยนิสัยของเว่ยหงเอ๋อร์ย่อมไม่ยอมให้หลินเสวี่ยหลานสมหวังอย่างแน่นอน

            นางไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเว่ยหงเอ๋อร์เพียงรู้สึกว่าหลินเสวี่ยหลานนั้นขอหนังจากเสือ ช่างไม่กลัวตายเสียจริง ต่อให้หมดหวังที่จะมีชีวิตรอดก็ไม่อาจเลือกมารคลั่งที่สามารถฆ่าภรรยาแลกกับตั๋วอาหารอย่างโจวเซินอี้เป็นคู่ครองได้นะ!

            เวลานี้เองสองคนที่อยู่ใต้แสงจันทร์ก็เริ่มพลอดรักกัน ทั้งคู่ตัวติดกันราวกับกาว

            เมื่อเห็นหลินเสวี่ยหลานส่งสายตาให้มนุษย์กระดาษหลินเสวี่ยจู๋ก็รู้สึกเสียสายตา นางจึงรีบถอยห่างออกมาอย่างเงียบเชียบ แล้วมองหาที่ปลดทุกข์เมื่อเสร็จแล้วก็กลับไปที่ค่ายพักแรมของครอบครัวตน

            เมื่อเดินมาถึงก็เห็นหยวนซิวนั่งอยู่ใต้ต้นไม้กำลังใช้กริชแกะสลักอะไรบางอย่างด้วยความตั้งใจ

            หลินเสวี่ยจู๋เกิดความอยากรู้อยากเห็นนางอดที่จะเข้าไปดูใกล้ๆ ไม่ได้ ก่อนจะพบว่ามันเป็นปล้องไม้ไผ่สีเขียวมรกต จึงเอ่ยถาม “นี่คืออันใดหรือ?”

            “นกหวีดไม้ไผ่” หยวนซิวส่งสิ่งที่อยู่ในมือให้นาง “เจ้าพกมันไว้ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใดและพบเจออันตรายอะไร ข้าจะไปช่วยเจ้าเอง”

            หลินเสวี่ยจู๋ตกตะลึงเล็กน้อยนางรับนกหวีดไม้ไผ่มาด้วยท่าทีเหม่อลอย ก่อนจะนำขึ้นมาจรดไว้ที่ปากแล้วเป่าเบาๆ

            เสียงนกหวีดดังก้องกังวานให้ความรู้สึกราวกับสายลมที่พัดผ่านป่าไผ่

            หลินเสวี่ยจู๋เงยหน้ามองหยวนซิวนางเห็นดวงตาของเขากระจ่างใส ไร้ซึ่งความเป็นปรปักษ์อันลึกซึ้งและมืดมนอย่างเช่นในอดีต ทั้งยังมีใบหน้าคมที่อ่อนเยาว์และสง่างาม

            นี่ต่างหากที่เป็นรูปโฉมที่ชายหนุ่มควรจะมียามเข้าสู่สนามรบ

            หลินเสวี่ยจู๋มองจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ

            หยวนซิวมองนางอย่างอ่อนโยนก่อนจะเอามือตบลงบนพื้นที่ว่างข้างกาย “มานี่สิ ข้าจะสอนเจ้าเป่านกหวีด”

            หลินเสวี่ยจู๋นั่งลงข้างเขาโดยไม่รู้ตัว

            หยวนซิวสอนสัญญาณลับต่างๆที่ใช้สื่อสารผ่านนกหวีดให้นางด้วยน้ำเสียงที่ไม่ช้าไม่เร็ว

            หลินเสวี่ยจู๋ไม่เคยได้ยินน้ำเสียงที่ไพเราะถึงเพียงนี้มาก่อน

            นางตกอยู่ในห้วงภวังค์ไม่ได้สนใจว่าหยวนซิวพูดอะไรไปบ้าง จนกระทั่งหยวนซิวเอ่ยถาม “จำได้หรือไม่?”

            นางจึงตื่นขึ้นมาจากความฝันหว่างคิ้วกระตุกเล็กน้อย ดวงตาฉายแววสับสน

            หยวนซิวเห็นท่าทางของนางก็ได้แต่อ่อนใจ “จำอย่างอื่นไม่ได้ก็ไม่เป็นไรมีเพียงสัญญาณขอความช่วยเหลือเท่านั้นที่เจ้าต้องจำไว้ให้ดี”กล่าวจบเขาก็รับนกหวีดจากมือนาง แล้วเป่าสัญญาณลับให้ฟัง

            หลินเสวี่ยจู๋ฟังแล้วก็จำเอาไว้เพียงแต่สิ่งที่นางให้ความสนใจมากที่สุดกลับเป็นเรื่องอื่นนั่นคือ นกหวีดที่นางเพิ่งเป่าไป จู่ๆ หยวนซิวก็นำมาเป่าต่อ อ๊ากๆๆๆๆ นี่ นี่นี่มันไม่สนิทสนมเกินไปหน่อยหรือ? พระเอกคงไม่ คงไม่ คงไม่หรอกกระมัง...

            “ฮูหยิน?” หยวนซิวเห็นหลินเสวี่ยจู๋ใจลอยจึงส่งเสียงเรียกด้วยท่าทีอ่อนใจ

            หลินเสวี่ยจู๋ได้สติกลับมาจึงรีบหันหน้าไปมองเห็นใบหน้าของตนเองสะท้อนอยู่ในดวงตาของหยวนซิว

            ดวงตาของเขากระจ่างใสและจริงจังดูดีเกินไปแล้วจริงๆ

            หลินเสวี่ยจู๋กลืนน้ำลาย นางพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว “สามีฮูหยินในอนาคตของท่านหนีไปกับผู้อื่นแล้ว!”

            .............................

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ] ที่คุณอ่าน