เซได้เดินเบียดกลุ่มเด็กที่กำลังมุงดูอะไรสักอย่างเข้าไปจนถึงใจกลางวงล้อมก็ได้พบกับเอลิน่าที่กำลังใช้เวทย์รักษาอังเดรที่เป็ห่วงซาเรียจนช็อกหมดสติไปและมีอีวานที่คอยช่วยดูอาการอยู่ข้าง ๆ
“โธ่...คุณพ่อนี่ล่ะก็ อย่าฝืนตัวเองมากนักสิคะ...” เอลิน่าพูดด้วยความเป็ห่วง ส่วนซาเรียที่ได้เดินตามเซเข้ามาก็ได้รีบวิ่งแจ้นเข้าไปหาเอลิน่าทันที
“พี่เอลิน่าาาาาา!!!”
และทันใดนั้นเอง อังเดรที่กำลังอยู่ในอาการเหมือนคนกำลังจะตายแหล่มิตายแหล่หลังจากได้ยินเสียงของซาเรียก็เด้งตัวขึ้นมาทันทีจนทำให้เอลิน่าและอีวานที่อยู่ข้าง ๆ ต่างก็ใไปตาม ๆ กัน
“เหวอ!!”
“ว๊าย!!”
“ซะ...ซาเรียยย!!!!” อังเดรที่เด้งตัวขึ้นมาก็รีบโผตัวเข้าไปหาซาเรียอย่างรวดเร็วและก็ได้จับแขนทั้งสองข้างของซาเรียด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
“ซาเรีย...! ได้รับาเ็ตรงไหนไหม…! ไอ่เ้าเซมันพาไปทำอะไรแปลก ๆ มารึปล่าว!?”
“หนูไม่เป็ไรค่ะ วันนี้พี่จ๋าล่าหมูป่าตัวใหญ่ั์มาได้ด้วยล่ะ แล้วพี่จ๋าก็บอกว่าจะเลี้ยงหมูย่างให้กับคนทั้งหมู่บ้านเลยด้วย...!”
เด็ก ๆ ในบ้านเด็กกำพร้าหลังจากที่ได้ยินก็ดีใจกันยกใหญ่จนทำให้ทุกคนต่างรีบวิ่งไปกระจายข่าวทั่วหมู่บ้านกันคนละทิศละทาง
“งั้นหรอ...งั้นหรอ...ไม่เป็ไรก็ดีแล้วล่ะ งั้นซาเรียไปช่วยพี่เอลีน่าเค้าเตรียมอาหารนะ…” อังเดรพูดพลางกับลูบหัวซาเรียเบา ๆ
“ค่ะ! ไปกันเถอะคิว...” จากนั้นเอลิน่าก็ได้เดินจูงมือซาเรียไปที่ห้องครัวเพื่อไปเตรียมอุปกรณ์จัดงานเลี้ยงสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน หลังจากที่เอลิน่าและซาเรียได้เดินออกไป อังเดรก็ได้หันหน้ามาทางเซและอีวานจนทำให้ทั้ง 2 คนสะดุ้งโหยงและตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดจนไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา
“พวกแก 2 คนน่ะ ตามฉันมานี่ซิ…” อังเดรพูดขึ้นมาพร้อมกับเดินนำไปที่หลังบ้าน เซและอีวานที่ได้ยินอังเดรพูดแบบนั้นทั้งคู่ก็ได้ผ่อนคลายลงและแอบยิ้มดีใจออกมาเล็กน้อยเพราะคิดว่าจะโดนดุซะแล้ว และพวกเขาก็วิ่งตามหลังอังเดรไป พอทั้ง 3 คนได้เดินมาถึงบริเวณด้านหลังบ้านของบ้านเด็กกำพร้าซึ่งเป็สนามหญ้าที่มีสีเขียวขจี ไม่มีูเามาบดบังสายตา ท้องฟ้าโปร่งใส ซึ่งเป็ที่ที่อังเดรเอาไว้ใช้เป็ลานฝึกสำหรับเซและอีวาน
เมื่อทั้ง 3 คนได้เดินมาถึงลานฝึก เซและอีวานก็ได้ยืนอยู่คนละฝั่งกับอังเดร ทั้ง 2 คนก็ได้แต่ยืนนิ่งเงียบและรอคอยว่าบทเรียนของวันนี้คืออะไรและอังเดรก็ได้พูดประโยคที่ทั้ง 2 คนคาดคิดไม่ถึงออกมา
“การฝึกครั้งนี้น่ะ...จะเป็การฝึกครั้งสุดท้ายของพวกแกสองคนแล้วนะ...”
เซและอีวานที่ได้ยินอย่างงั้นทั้งคู่ก็ใเป็อย่างมากและอยู่ในอาการสับสนมึนงงและพวกเขาก็ได้หันหน้ามากระซิบกระซาบกัน
“ฉันว่าลุงอังเดรแกยังไม่หายโกรธนายนะ รีบขอโทษตอนนี้ยังทันนะเซ”
“ระ...รู้แล้วน่า...!!” เซพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปที่อังเดร
“ฉันได้ยินนะโว้ยย...” อังเดรตอบกลับมาทำให้เซและอีวานสะดุ้งอีกครั้งหนึ่ง
“เฮ้ออ....ฉันไม่ได้โกรธอะไรพวกแกทั้ง 2 คนหรอกนะ แต่ฉันแค่ไม่มีอะไรจะสอนพวกแกแล้วต่างหาก...”
เซและอีวานพูดอะไรไม่ออกและได้นิ่งเงียบลงไป บรรกาศในตอนนั้นได้ยินเพียงเสียงพริ้วไหวของใบหญ้าที่โดนสายลมพัดผ่านไปเบา ๆ อย่างชัดเจน
“แต่ว่าลุงอังเดร ผมอยากที่จะแข็งแกร่งมากกว่านี้...! มีสัตว์เวทย์มากมายในโลกนี้ที่แข็งแกร่งจนหมู่ป่าที่ผมล่ามาวันนี้เทียบไม่ติดฝุ่น ผมอยากจะออกไปสำรวจยังที่ที่ไม่เคยมีใครไปสำรวจ ไปดินแดนที่ยังไม่เคยมีใครค้นพบ ไปเจอสัตว์เวทย์สายพันธุ์ใหม่ ๆ บะ...บางทีนะลุง ผมอาจจะเจอสมบัติของกษัตริย์อาเธ-”
“เ้าหนู!!!!” เซที่พูดยังไม่ทันจบประโยคก็โดนอังเดรตวาดกลับมาจนทำให้เซและอีวานไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปาก
“สิ่งที่ฉันจะสามารถสอนพวกแกได้ทั้งหมดก็มีแค่เท่านี้แหละ ที่เหลือพวกแกต้องไขว้คว้าหาเอาเอง พวกแกในตอนนี้น่ะก็เปรียบเสมือนนกที่กำลังจะออกจากรังและไม่รู้ว่าจะมีอุปสรรคแบบไหนกำลังรอพวกแกอยู่ข้างหน้า! ถ้าพวกแกอยากจะแข็งแกร่งขึ้นล่ะก็ ออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอกซะ! การฝ่าฝันอุปสรรคที่ยากลำบากจะทำให้พวกแกแข็งแกร่งขึ้น...ไม่เพียงแต่ร่างกายที่จะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมแต่รวมถึงจิตใจของพวกแกด้วย! ฉันไม่สามารถมาคอยจี้คอยสอนพวกแกได้ตลอดเวลานะเฟ้ยเ้าพวกบ้า ฉันเองก็แก่มากแล้วนะ อนาคตน่ะเป็สิ่งที่ไม่แน่นอน บางทีถ้าพวกแกกลับมาที่นี่อีกครั้ง ฉันก็คงอาจจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าพวกแกอยากจะแข็งแกร่งขึ้นล่ะก็ บทเรียนสุดท้ายของฉันในวันนี้ก็คือ…”
เซและอีวานต่างก็กลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื้อกด้วยความกดดัน
“ออกไปเผชิญโลกกว้างซะ!! ออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ด้วยตาของพวกแกเอง จงเดินทางไปเรื่อย ๆ เดินทางไปจนถึงสุดขอบโลก และกลับมาเล่าเื่ราวการผจญภัยของพวกแกให้ข้าฟังด้วยล่ะ แกอาจจะใช้เวลาซัก 5 ปี หรือ 10 ปี หรือมากกว่านั้น แต่อย่าให้มันนานเกินไปล่ะเฟ้ยเ้าพวกบ้า ฉันไม่อยากรอนาน เข้าใจไหม!!”
อังเดรได้พูดเสียงดังออกมาด้วยเสียงที่หนักแน่นมาที่เซและอีวานจนทำให้ทั้ง 2 คนสะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที
“คะ...ครับ!!!” หลังจากพูดจบเซและอีวานก็กำลังจะเดินเข้าไปในบ้านแต่ทันใดนั้นเอง
“เดี๋ยวก่อนเซ่.…” อังเดรได้ขัดจังหวะขึ้นมาจนทำให้เซและอีวานต้องหยุดเดินและสับสนว่าอังเดรจะมาไม้ไหนอีก
“จะรีบไปไหนกันเล่า.… ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว มาสู้กันเป็ของขวัญอำลากันหน่อยดีกว่า ข้าล่ะอยากจะรู้จริง ๆ ว่าเ้าลูกศิษย์ 2 คนที่ข้าคอยเฝ้าสอนขัดเกลามาตลอด 10 ปี จะแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหนกันเชียว- เอาล่ะ...เข้ามาพร้อมกันทั้ง 2 คนนั่นแหละ ไม่ต้องออมมือเพราะเห็นว่าข้าแก่แล้วหรอกนะ เพราะข้าเองก็จะไม่ออมมือให้เหมือนกัน…” อังเดรพูดพลางยิ้มออกมาและได้ชูไม้เท้าของตนขึ้นเสมือนกับว่าเขากำลังมีดาบจริง ๆ อยู่ในมือ
แรงกดดันอันมหาศาลราวกับคลื่นพายุลูกใหญ่ของอังเดรได้กระหน่ำซัดเข้ามาที่เซกับอีวานจนทั้งคู่ต่างก็พากันเหงื่อตกและเริ่มประหม่าขึ้นมา แต่ทว่าเซและอีวานสามารถยืนหยัดต่อแรงกดดันนี้ได้
“เอาล่ะ...จัดเต็มเลยนะอีวาน!”
“เออ!!”
“แล้วจะมาอ้างที่หลังไม่ได้นะลุง…! เซฟิรัส แอกเนส อายุ 16 ขวบ ไปละนะครับ!!” เซและอีวานได้พุ่งตรงไปโจมตีอังเดรอย่างไม่เกรงกลัวต่อแรงกดดันอันมหาศาลของเขาเลยแม้แต่น้อยจนทำให้อังเดรแสยะยิ้มออกมาด้วยความสนุกปนความภูมิใจ
ย้ากก!!!
...
ผ่านไปหลายชั่วโมง ดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ควันไฟที่มาจากการย่างหมูหน้าบ้านได้ล่องลอยขึ้นไปจนสามารถมองเห็นได้จากทั่วทั้งหมู่บ้าน กลิ่นหมูย่างหอม ๆ ที่ลอยตามกระแสลมไปทั่วทุกสารทิศ แสงส้มอ่อน ๆ จากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องมายังลานฝึก ร่องรอยจากการต่อสู้ของอาจารย์และลูกศิษย์ได้กระจัดกระจายไปทั่วทุกพื้นที่
เซและอีวานที่ได้สู้กับอังเดรด้วยทุกอย่างที่พวกเขามีกำลังนอนหมดแรงหายใจพะงาบ ๆ อยู่บนพื้นหญ้า ทั้งคู่เต็มไปด้วยรอยาแฟกช้ำและฝุ่นเขรอะทั่วทั้งร่างกาย ผิดกับอังเดรที่ไร้รอยขีดข่วนก็ได้นั่งกินเอแคลร์ด้วยความสบายใจอยู่ห่าง ๆ พร้อมกับยิ้มมีความสุข
“แฮ่ก...แฮ่ก...ตาลุงอังเดร...แข็งแกร่งชะมัด...นี่ขนาดเป็คนที่ไม่สามารถใช้มานาได้นะเนี่ย ยังแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ ถ้าใช้มานาได้ล่ะก็…ไม่อยากจะคิดเลย...” อีวานบ่นพึมพำออกมา
“นั่นน่ะสิ...เป็สัตว์ประหลาดหรือไง…”
อังเดรที่ได้ยินเซที่หาว่าตนเองเป็สัตว์ประหลาดก็ได้สำลักขนมเอแคลร์ทันที
“แค่ก! แค่ก! แกว่าใครเป็สัตว์ประหลาดกันฟะเ้าบ้า…!!!”
จากนั้นอังเดรก็ได้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเดินไปที่ที่เซกับอีวานกำลังนอนแผ่อยู่
“ลุกขึ้นได้แล้ว จะนอนไปถึงเมื่อไหร่กัน เด็กสมัยนี้นี่ไม่ได้เื่เอาซะเลย จะบอกอะไรให้...ถ้าเป็ข้าสมัยหนุ่ม ๆ ล่ะก็นะ…”
เซและอีวานที่เห็นว่าอังเดรกำลังจะร่ายยาวเกี่ยวกับเื่ราวสมัยที่ตนเองยังหนุ่มที่ทั้งคู่เคยได้ฟังมาเป็ร้อยรอบแล้ว ก็ได้อาศัยจังหวะที่อังเดรกำลังเล่าเพลิน ๆ รีบลุกขึ้นและวิ่งไปหน้าบ้านทันที
“ไปช้าระวังจะได้แทะแต่กระดูกนะลุง!!” เซได้หันหน้ามาพูดยียวนกวนประสาทใส่อังเดร
“เดี๋ยวเถอะ!!! เ้าเด็กพวกนี้นี่ รอข้าด้วยเซ่!!” อังเดรที่กำลังฉุนเฉียวก็พยายามที่จะวิ่งตามเซและอีวานไปแต่ทันใดนั้นเอง
กร๊อบ!!!
กระดูกสันหลังของอังเดรก็ได้ดังลั่นขึ้นมา จนทำให้อังเดรได้แต่เดินค่อย ๆ ไปหน้าบ้านอย่างช้า ๆ พลางบ่นคำพูดติดปากของเขาออกมา
“หนอยย...ถ้าเป็ข้าสมัยหนุ่มๆ ล่ะก็…”