บทที่ 22 พี่สามโกหก! (รีไรต์)
หากจะเอ่ยไปก็น่าอายนัก แม้ไฉ่ซื่อจะเติบโตจนเป็ผู้ใหญ่แล้ว ทว่านางใช้ชีวิตตรากตรำลำบากมาั้แ่เด็ก ไม่เคยได้ลิ้มลองของฟุ่มเฟือยอย่างซาลาเปาไส้เนื้อเลยสักครา
นี่น่ะหรือ... คือรสชาติของซาลาเปาไส้เนื้อ
เหตุใดมันถึงได้หอมหวนและเลิศรสถึงเพียงนี้!
ในชั่วพริบตา ขอบตาของไฉ่ซื่อก็รื้นไปด้วยหยาดน้ำตา
เ้าก้อนแป้งน้อยเห็นดังนั้นก็ใ "ท่านแม่ ท่านไม่ชอบกินหรือเ้าคะ หยวนเป่าขอโทษเ้าค่ะท่านแม่ หยวนเป่าผิดไปแล้ว หยวนเป่าไม่ควรบังคับให้ท่านแม่กินเลย..."
ไฉ่ซื่อใช้แขนข้างหนึ่งโอบอุ้มเ้าตัวน้อยไว้ ส่วนมืออีกข้างถือซาลาเปาที่กัดค้างไว้พลางสูดน้ำมูกกัดกินต่อไป "ชอบจ้ะ แม่ชอบที่สุดเลย แม่เพียงแต่ไม่เคยกินของที่อร่อยถึงเพียงนี้มาก่อนเท่านั้นเอง"
คำกล่าวนี้ทำให้ทั้งต้าเป่าและซานเป่าต่างเห็นพ้องต้องกันในใจ
แม่ลูกทั้งสี่นั่งกินซาลาเปาไปพลางก็น้ำตาคลอเบ้าไปพลาง หากไม่ใช่เพราะน้องสาว พวกเขาคงไม่รู้ว่าเมื่อใดถึงจะมีวาสนาได้ลิ้มรสชาติที่แสนวิเศษเช่นนี้
ความรู้สึกนี้เตือนใจเสี่ยวหยวนเป่าขึ้นมา "เช่นนั้นพี่รองก็คงไม่เคยกินเหมือนกันสิเ้าคะ เดี๋ยวพวกเราซื้อซาลาเปาไส้เนื้อไปฝากพี่รองกันเถิด!"
"ตกลง"
ซื้อเพิ่มอีกย่อมไม่ใช่ปัญหาเมื่อเป็เช่นนั้น ไฉ่ซื่อและต้าเป่าจึงละวางความตระหนี่แล้วลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย
หลังจากจัดการซาลาเปาเรียบร้อย เ้าก้อนแป้งน้อยยังนึกสนุกซื้อถังหูลู่ แป้งทอดใส่ไข่ และเกี๊ยวน้ำอีกไม่น้อย...
ไฉ่ซื่อและต้าเป่าต่างส่ายหน้าไม่ยอมกินร่วมกับนางอีก นางจึงซื้อให้เพียงซานเป่าและตัวนางเองเท่านั้น
เสี่ยวหยวนเป่ากินจนพุงน้อย ๆ กลมป่อง ของกินมีมากมายจนนางกินไม่ไหวอีกต่อไป ต้าเป่าและไฉ่ซื่อจึงต้องช่วยจัดการส่วนที่เหลือจนหมดสิ้น
ซานเป่ารำพึงในใจว่า การมาตลาดกับน้องสาวครานี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก เขาได้ลิ้มลองสิ่งที่อยากกินมาทั้งชีวิตจนครบถ้วน
วันนี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน!
พวกเขาทั้งเดินเที่ยวทั้งหาของกิน ไฉ่ซื่อแวะซื้อเครื่องปรุงรสทั้งน้ำมัน เกลือ น้ำตาล และซีอิ๊ว ทั้งยังซื้อเนื้อหมูสดอีกสองชั่ง กระดูกหมูชิ้นใหญ่หนึ่งท่อน และเต้าหู้อีกแผ่นหนึ่ง ไม่ลืมที่จะหิ้วซาลาเปาไส้เนื้อและน้ำตาลปั้นไปฝากเอ้อร์เป่าด้วย
ยามเดินผ่านร้านขนม เสี่ยวหยวนเป่าอยากกินขนมหวาน ไฉ่ซื่อจึงยอมกัดฟันซื้อขนมถั่วลิสงให้หนึ่งห่อ
เพียงแค่ค่าของกิน ไฉ่ซื่อก็รู้สึกปวดใจเหลือแสน เพราะยามอยู่ที่บ้านเก่าตระกูลทัง แม้แต่่เทศกาลปีใหม่ก็ยังไม่เคยจับจ่ายมากถึงเพียงนี้
เมื่อซื้อของกินครบแล้ว ลำดับถัดมาคือของใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งเป็รายการใหญ่ ทั้งมีดทำครัว หม้อหุงข้าว ชามข้าว ไหใส่น้ำ ถังไม้ และมีดตัดฟืน
ทว่าสิ่งที่สิ้นเปลืองเงินทองที่สุดเห็นจะเป็เครื่องนอนและผ้าห่ม เนื่องจากทั้งครอบครัวเคยนอนซุกกองหญ้า ภายในบ้านใหม่จึงไม่มีสิ่งใดเลย แม้จะนึกเสียดายเงิน แต่นางก็ตัดสินใจซื้อชุดเครื่องนอนมาสองชุด
ชุดหนึ่งสำหรับไฉ่ซื่อและเสี่ยวหยวนเป่า
ส่วนอีกชุดสำหรับเด็กชายทั้งสามคนนอนรวมกัน
จากนั้นก็ถึงคราวจัดหาชุดใหม่ให้เสี่ยวหยวนเป่า
เด็กทั้งสี่คนของบ้านนี้ไม่เคยได้สวมใส่เสื้อผ้าใหม่มาั้แ่เกิด ล้วนแต่รับเสื้อผ้าเก่าที่ผู้อื่นไม่ใช้แล้วมาสวมใส่ต่อทั้งสิ้น
บนร่างกายมีแต่รอยปะชุนหนาเตอะ ที่สำคัญคือ ในชนบทที่ยากไร้เช่นนี้ บ้านใดเล่าจะมีเหลือ ล้วนแต่ปะแล้วปะอีกจนไม่ต่ออาจปะได้อีกถึงจะทิ้ง ไฉ่ซื่อจึงไปเก็บมาตัดเย็บใหม่แม้จะเป็เพียงเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เพื่อให้ลูก ๆ มีเสื้อผ้าสวมใส่ได้ครบตัว
ทุกอย่างเลยเป็เช่นนี้เรื่อยมา... ต้าเป่าใส่เสร็จส่งต่อให้เอ้อร์เป่า เอ้อร์เป่าใส่เสร็จส่งต่อให้ซานเป่า
เสี่ยวหยวนเป่านั้นยังโชคดีอยู่บ้าง เนื่องจากหลานสาวของแม่เฒ่าหลี่ที่ชื่อหลี่เสี่ยวชุ่ย มักจะมอบเสื้อผ้าเก่าให้นางเสมอ ไฉ่ซื่อจึงนำมาแก้ทรงให้เสี่ยวหยวนเป่าใส่ ชุดของนางจึงไม่ได้ดูขาดรุ่งริ่งเท่าพวกพี่ชาย
อย่างไรก็ตาม ทุกคนในบ้านต่างรุมรักเสี่ยวหยวนเป่าที่สุด การซื้อชุดใหม่เป็คนแรกจึงย่อมต้องเป็นาง โดยไม่มีผู้ใดขัดข้อง
ซานเป่าเสนอขึ้นว่า "ใกล้จะปีใหม่แล้ว ซื้อเสื้อนวมสีมงคลให้น้องสาวสักตัวเถอะ ใส่แล้วจะได้ทั้งอบอุ่นและงดงาม"
ไฉ่ซื่อเองก็คิดเช่นนั้น
เ้าก้อนแป้งน้อยจ้องมองซานเป่าที่ยืนสูดน้ำมูกฟุดฟิดท่ามกลางลมหนาว "พี่สาม เหตุใดท่านถึงไม่ใส่เสื้อนวมบ้างเล่าเ้าคะ"
"พี่สามไม่หนาวหรอก" ซานเป่าสวมเพียงเสื้อตัวบางสองชั้นทับด้วยเสื้อถักจากหญ้าแห้ง
"พี่สามโกหก! ท่านแม่เ้าคะ ซื้อเสื้อนวมใหม่ให้พี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สามใส่ด้วยนะเ้าคะ!" เ้าตัวน้อยออกคำสั่งเฉียบขาดอีกครั้ง
เมื่อเสี่ยวหยวนเป่าเอ่ยปาก ไฉ่ซื่อที่สงสารลูกชายจับใจอยู่แล้วก็ไม่อาจนิ่งเฉย ลูก ๆ ของนางไม่มีเสื้อนวมเลยสักคน ต้องใส่เสื้อหญ้าแห้งกันลมที่พัดผ่านจนหนาวสั่นถึงกระดูก
"ได้จ้ะ ใส่เสื้อนวมใหม่กันทุกคน แม่จะซื้อผ้ากับนุ่นกลับไปเย็บเอง จะได้ประหยัดเงิน"
นางกัดฟันซื้อผ้าเนื้อหยาบที่ราคาถูกที่สุดและนุ่นเนื้อหนาเพื่อทำเสื้อนวมให้ลูกชาย
ส่วนของเสี่ยวหยวนเป่านั้น นางเลือกซื้อผ้าเนื้อละเอียดที่ราคาแพงกว่าเล็กน้อย เพื่อให้เด็กน้อยสวมใส่ได้นุ่มสบายตัว
เมื่อเห็นเช่นนั้น เถ้าแก่ร้านผ้าสังเกตเห็นรองเท้าของเด็ก ๆ ที่ยังเป็เพียงรองเท้าฟางท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ เท้าของพวกเขาแดงก่ำและบวมเป่งดูน่าเวทนายิ่งนัก เขาจึงยอมขายเศษผ้าราคาถูกให้ไฉ่ซื่อ เพื่อให้นางนำกลับไปทำรองเท้าบุฝ้ายให้เด็ก ๆ ได้ครบทุกคน
เถ้าแก่ยังพยายามแนะนำให้ไฉ่ซื่อซื้อชุดใหม่ให้ตนเองด้วย ทว่านางปฏิเสธเสียงแข็งท่าเดียว
ท้ายที่สุด เงินสิบตำลึงก็เหลือกลับบ้านเพียงสองสามตำลึงเท่านั้น
ไฉ่ซื่อรู้สึกเสียดายเงินจนแทบกระอัก
ทว่าของที่ได้รับมานั้นก็เต็มไม้เต็มมือเหลือเกิน
ต้าเป่าและซานเป่าต่างแย่งกันแบกข้าวของพลางเดินตัวปลิวโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
เสี่ยวหยวนเป่าลงมาเดินด้วยตนเอง ส่วนไฉ่ซื่อก็หอบหิ้วของพะรุงพะรังเต็มสองบ่า
เมื่อนำของทั้งหมดขึ้นเกวียนวัวของผู้เฒ่าหวัง ทั้งครอบครัวก็เดินทางกลับบ้านด้วยใจที่พองโต
ความรู้สึกของการมีเงินให้ใช้นี่มันช่างดีเหลือเกิน!
ไฉ่ซื่อคิดพลางโอบกอดบุตรสาวตัวน้อยแล้วระดมจูบด้วยความรัก
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็บารมีของเสี่ยวหยวนเป่าโดยแท้
นางช่างนำพาความสุขสบายมาสู่ครอบครัว ทั้งอิ่มท้องและมีที่ซุกหัวนอน ช่างเป็วาสนาที่นางสั่งสมมาหลายภพหลายชาติจริง ๆ!
เมื่อกลับมาถึงบ้านพร้อมข้าวของพะรุงพะรัง
เอ้อร์เป่าเห็นของมากมายถึงเพียงนั้นก็ทั้งยินดีและแทบไม่อยากเชื่อสายตา
คนในครอบครัวต่างดีใจยิ่งนัก แม้จะมีคนนอกอย่างหวังเทียนโกวอยู่ด้วย ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศอันอบอุ่นของบ้านลดน้อยลงไป
มื้อเที่ยง พวกเขากินซาลาเปาไส้เนื้อที่ซื้อมา
พอถึงมื้อค่ำ ผู้เฒ่าหวังและภรรยาก็นำเนื้อแห้งชิ้นใหญ่มามอบให้เป็ค่าอาหารของหวังเทียนโกว และเพื่อเป็การร่วมฉลอง 'พิธีตั้งเตา' ให้แก่ครอบครัวไฉ่ซื่อ
การขึ้นบ้านใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือความครื้นเครง
ไฉ่ซื่อยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง
ทั้งสองครอบครัวล้อมวงกินมื้อค่ำร่วมกัน ไฉ่ซื่อนำเนื้อสดที่ซื้อมาเมื่อกลางวันมาสับเพื่อทำไส้เกี๊ยว
ยามนี้มีเครื่องครัวครบครัน ทั้งหม้อใหม่และชามใบใหม่ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่พอรองรับผู้คน
ทุกคนในบ้านต่างช่วยกันห่อเกี๊ยว บรรยากาศช่างรื่นเริงยิ่งนัก เสี่ยวหยวนเป่าเองก็เข้าร่วมขบวนการห่อเกี๊ยวด้วย
นางห่อเกี๊ยวตัวเล็ก ๆ ที่บิด ๆ เบี้ยว ๆ ทว่ากลับรู้สึกภูมิใจในผลงานของตนเองยิ่งนักจนหัวเราะร่า
หวังเทียนโกวยังคงนิ่งขรึม เขาลอบห่อเกี๊ยวรูปร่างอัปลักษณ์อย่างยิ่งตัวหนึ่ง แล้วอาศัยจังหวะที่ไม่มีผู้ใดสังเกตวางลงตรงหน้าซานเป่า ก่อนจะชักมือกลับอย่างแเี
ต้าเป่าเองก็ฝีมือไม่ได้ความเท่าใดนัก
เอ้อร์เป่าดูจะไม่ค่อยสนใจเท่าใด
มีเพียงซานเป่าที่ลงมือลงแรงห่อได้อย่างเป็รูปเป็ร่าง
ซานเป่ารำพึง "มื้อเที่ยงกินซาลาเปาไส้เนื้อ มื้อค่ำกินเกี๊ยว วันนี้พวกเรากินดีเสียยิ่งกว่า่เทศกาลปีใหม่เสียอีก!"
คำกล่าวนั้น ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน
นั่นน่ะสิ!
ยามอยู่ที่บ้านเก่าตระกูลทัง ถึง่ปีใหม่ก็มีการห่อเกี๊ยวเช่นกัน
ทว่า... พวกเขามีหน้าที่เพียงแค่ห่อเท่านั้น ยามที่ถึงเวลากิน ทั้งห้าแม่ลูกมักจะได้รับเกี๊ยวแบ่งมาไม่ถึงสิบตัวเสียด้วยซ้ำ บางครั้งแบ่งกันคนละสองตัวยังไม่ครบเลย แถมยังเป็ตัวที่เล็กที่สุด เรียกได้ว่าเพียงแค่ได้ลิ้มรสััของแป้งเกี๊ยวเท่านั้น
ยามนี้เกี๊ยวมีมากมายจนทุกคนสามารถกินได้จนอิ่มหนำ เพียงแค่คิด หัวใจก็เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขจนแทบจะล้นออกมา