เย่ซวน อดทนกับความเ็ปทั้งคืนไม่ได้ไปไหน จนรุ่งเช้าเขาถึงได้ลืมตา ไม่รู้ว่าเขาสลบไปตอนไหน ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อและของเหลวสีดำ ชุดที่จากเดิมเป็สีขาวตอนนี้มันเต็มไปด้วยคราบเื
'คงต้องอาบน้ำก่อน' เย่ซวนลุกขึ้นแล้วเดินออกไปภายนอกห้อง
เมื่อเดินมาถึงห้องโถงใหญ่เขาก็เห็นครอบครัวของเขานั่งอยู่ "ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่" เย่ซวนเรียกพวกเขา
เมื่อทั้งสามได้ยินเสียงของเย่ซวนพวกเขาก็หันมาพร้อมกัน "ลูกแม่" เยว่อิงเป็คนแรกที่พูดขึ้น ก่อนที่นางจะเดินมาหาเย่ซวนทันที นางพยายามที่จะกอดเย่ซวน แต่เย่ซวนกลับถอยหนี ทำให้นางมองอย่างตกตะลึง
"ท่านแม่ตัวลูกค่อนข้างที่จะสกปรก" เย่ซวนกล่าวพร้อมกับยกมือเกาหัว
"ฮ่าๆ เย่เอ๋อร์เ้าอย่าแกล้งแม่ของเ้าแบบนั้นสิ" ไท่หลิน หัวเราะออกมา
"ท่านพี่ !" นางหันไปมองค้อนสามีของตน
เย่ซวนยิ้มให้กับการกระทำของพวกเขา "ท่านแม่ข้า้าที่จะชำระร่างกาย"
"จริงด้วย" เยว่อิงมองสภาพชุดของเย่ซวน "เยว่เอ๋อร์ เ้าช่วยพาเย่ซวนไปที่ห้องของเขาหน่อย" นางหันไปบอกกับผู้เป็ลูกสาว
"เ้าค่ะ ท่านแม่" เยว่ซินตอบ พร้อมกับมองไปทางเยว่ซวน
"รบกวนท่านพี่แล้ว" เย่ซวนยิ้มให้กับนาง
"คงต้องให้พวกเขาสองพี่น้องใกล้ชิดกันให้มากขึ้น" ไท่หลินพูด
เยว่อิงพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาเป็พ่อและแม่ ทำให้รู้สึกสนิทสนมกับเย่ซวนได้ไว แต่กลับเยว่ซินนั้นนางยอมรับเย่ซวนเป็น้องชาย แต่ก็ยังไม่รู้สึกสนิทสนมเท่าที่ควรจะเป็ คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ
หลังจากที่นางเดินไปส่งเย่ซวนเสร็จนางก็กลับมายังห้องโถง นางมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข นางเองก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ ปกตินางจะคอยอยู่เป็เพื่อนมารดา เพราะเวลามารดาอยู่คนเดียวนางจะนึกถึงเหตุการณ์ของน้องชายอยู่ตลอด แต่ตอนนี้เย่ซวนกลับมาแล้ว ทำให้ทุกคนในจวนหลังนี้มีความสุขเพิ่มขึ้นมาก
,,,
หลังจากที่เย่ซวนอาบน้ำเสร็จเขาก็กลับมาทานข้าวพร้อมกับทุกคน เย่ซวนเล่าเื่ต่างๆให้พวกเขาฟัง แต่มีบางเื่ที่ต้องเก็บเป็ความลับแต่พวกเขาก็ไม่ได้สนอะไร สิ่งที่พวกเขาอยากรู้คือเย่ซวน ออกจากหลุมศพไปได้ยังไง เย่ซวนเองก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับคำถามนี้ เพราะเย่ซวนคนเก่าเองก็จำบาง่เหตุการณ์ไม่ได้ เหมือนความทรงจำขาดหาย เื่ที่เย่ซวนคนเก่ารู้ก็คือเขากลายเป็ขอทานไปซะแล้ว
"ช่างมันเถอะ" ไท่หลินพูดหยุดความคิดต่างๆ นานา ของทุกคน "แค่เ้ามีชีวิตอยู่ ข้าก็ดีใจมากแล้ว" หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเสร็จ เยว่อิงกับเยว่ซินก็พาเย่ซวนออกไปเดินดูรอบๆหุบเขาจันทรา แต่สิ่งที่เย่ซวนสนใจที่สุดคงเป็ต้นหลิวที่อยู่ด้านหลังเขา หลังจากที่ใช้เวลาทั้งวันกับเยว่อิงและเยว่ซิน
่ค่ำไท่หลินก็พาเย่ซวนไปตรงทางเข้าหุบเขาจันทรา เพราะเย่ซวนบอกว่าเขาสามารถสร้างค่ายกลป้องกันเอาไว้ที่ทางเข้าหุบเขาได้
"ประมุขน้อยท่านจะสร้างค่ายกลอะไร" เนี่ยนเจินถามขึ้น ตอนนี้พวกผู้าุโทั้ง 4 กับ ทูตซ้าย ทูตขวา ต่างมาดูขั้นตอนของการวางค่ายกล ตอนที่เย่ซวนเสนอที่จะวางค่ายกลพวกเขายังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เลยต้องมาดูให้เห็นกับตา
"ท่านเนี่ยนเจินเรียกข้าว่า เย่ซวนก็พอ" เขายิ้มแห้งๆให้กับ เนี่ยนเจิน
"งั้นข้าเรียกท่านว่านายน้อยแล้วกัน" เนี่ยนเจินตอบกลับ เมื่อเห็นเย่ซวนพยักหน้าเห็นด้วยเขาก็ยิ้มออกมา
"ค่ายกลที่ข้าจะวางคือ ค่ายกลศิลา8ประตู" เย่ซวนอธิบายเกี่ยวกับค่ายกลคร่าวๆให้ทุกคนฟัง เขาจะเริ่มสร้างค่ายกลั้แ่ตีนเขา ค่ายกลนี้จะมีกับดักถูกวางเอาไว้ด้วยกันทั้งหมด 4 ชั้น สลับกับอีก 4 ชั้นที่เป็ค่ายกลเกี่ยวกับจิติญญา ยิ่งเข้ามาลึกค่ายกลก็ยิ่งแข็งแกร่ง แม้ค่ายกลนี้จะไม่สามารถป้องกันศัตรูได้ทั้งหมด แต่ก็ยังสามารถลดทอนกำลังศัตรูได้
เย่ซวนนั้นอธิบายเกี่ยวกับการสร้างกับดักให้ทุกคนฟัง เพราะเย่ซวนคงไม่สามารถสร้างคนเดียวได้ ส่วนค่ายกลชั้นที่เป็ค่ายกลจิติญญานั้นมีแต่เย่ซวนเท่านั้นที่ทำได้
เมื่อทั้งหมดฟังคำอธิบายเกี่ยวกับค่ายกล ดวงตาของพวกเขาก็เปล่งประกายขึ้นทันที
"พวกเราค่อยเริ่มลงมือในวันพรุ่งนี้เถอะ" ไท่หลินพูดพร้อมกับตบไปที่บ่าของเย่ซวนเบาๆ
ทุกคนพยักหน้าก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับที่พักของตน
...
เช้าวันต่อมา หลังจากที่เย่ซวนอยู่ทานอาหารเช้ากับมารดากับพี่สาวแล้ว ไท่หลินกับเย่ซวนก็รีบมุ่งตรงไปทางเข้าหุบเขาทันที
เป็แบบนี้อยู่ 10 วันกว่าจะสร้างค่ายกลเสร็จ ส่วนที่ยากที่สุดก็คงเป็ค่ายกลกับดักเพราะว่าเย่ซวนต้องคอยอธิบายขั้นตอนต่างๆ ให้ทุกคนฟังและให้พวกเขาสร้างตาม
10 วันที่ผ่านมา เยว่อิงมีความสุขมาก นางกับบุตรสาวจะคอยทำอาหารเย็น รอพวกไท่หลินกับเย่ซวนกลับมา เมื่อเห็นมารดามีความสุข เยว่ซินเองก็มีความสุขไปด้วย ยิ่ง่นี้นางไม่ต้องคอยอยู่เป็เพื่อนมารดาแล้ว ทำให้นางมีเวลาว่างมากขึ้น นางเลยใช้่เวลานั้นทำในสิ่งที่นางชอบคือการอ่านหนังสือต่างๆ โดยเฉพาะการอ่านหนังสือเกี่ยวกับ กวีต่างๆ
เย่ซวนเห็นพี่สาวของตนเองสนใจเกี่ยวกับกวี เยว่ซวนเลยนำกวีในชีวิตก่อนของเขามาท่องให้นางฟัง นั้นทำให้ความสนิทสนมระหว่างพี่น้องทั้งสองเพิ่มขึ้น
"น้องพี่วันนี้เ้ามีกวีอะไรมาท่องให้ข้าฟังอีก" เยว่ซินถามน้องชายที่นั่งอยู่ตรงข้าม ส่วนเยว่อิงเองก็ชอบกวีของเย่ซวนเช่นกัน ตอนนี้นางมองบุตรชายของตนเป็เทพกวีไปเสียแล้ว
เห็นจันทร์กระจ่างฟ้า เหนือมหาชลาไศย
แม้นอีกฟากฟ้าไกล ก็ชมจันทร์ดวงเดียวกัน
คืนนี้ช่างเนิบช้า ใจของข้ายิ่งไหวหวั่น
ยิ่งดึกยิ่งนึกฝัน เฝ้ารำพึงถึงเพื่อนไกล*
ดับเทียนแล้วเงยมอง เผยจันทร์ผ่องสว่างไสว
พลางคว้าผ้าคลุมกาย หนาวน้ำค้างพร่างพรายมา
มิอาจหยิบยื่นจันทร์ เป็ของขวัญดั่งปรารถนา
ขอเพียงเอนกายา แล้วพบกันในฝันเอย
"ยอดเยี่ยมๆ" เสียงของไท่หลิน ดังมาแต่ไกล เนื้อตัวของเขามีแต่กลิ่นสุรา
"เ้าเก่งจริงๆน้องพี่" เยว่ซินชมเชยน้องชายของตนเอง ก่อนที่น่างจะก้มลงไปจดกวีที่เย่ซวนเพิ่งกล่าวออกมา แม้ว่าเย่ซวนจะพยายามบอกว่าเขาไม่ได้เป็คนแต่งก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ
"เอาละๆ พวกเ้าแยกย้ายกันเข้านอนเถอะ" เยว่อิงยิ้มมองบุตรชายกับบุตรสาวของตน ก่อนที่จะเดินไปช่วยพยุงไท่หลินกลับห้อง
เย่ซวนพวกทั้งสองจากไปก่อนที่จะหันไปจ้องเยว่ซิน ก่อนที่เขาจะขอตัว ปล่อยให้พี่ของตนนั่งวิเคราะห์บทกวีเมื่อครู่
...
ขอบคุณสำหรับการติดตามครับผม
“มองพระจันทร์แล้วคำนึงถึงคนไกล” ของจาง จิ่วหลิง(张九龄)ขุนนางสมัยราชวงศ์ถัง
*ในภาษาจีนมีท่อนนึงเขียนว่า 情人怨遥夜 คำว่า 情人 ในภาษาจีนสมัยใหม่แปลว่าคนรัก (แบบโรแมนติก) แต่ในบทกวีนี้ไม่ได้หมายถึงคนรักในแบบนั้นเพราะในภาษาจีนโบราณหมายถึง ‘เพื่อนรัก’ (หรือแม้แต่ ‘ญาติ’)