เจ้าภูแสนมองหน้าอลินตาก่อนจะตวัดดาบในมือกลับไปด้านหลังแล้วเสียบเข้าที่ท้องของยักษ์หุ่นพยนต์จนมิดด้ามดาบยักษ์หุ่นพยนต์ตายสนิททั้งที่ยังยืนอยู่ เจ้าภูแสนดึงดาบออกแล้วโยนกลับมาให้อลินตาอลินตารับดาบอย่างแม่นยำ จากนั้นเจ้าภูแสนก็เดินเร็วเข้ามาใกล้ ก่อนจะพูดน้ำเสียงดุๆ แต่อลินตามองว่ากลบเกลื่อนพิรุธมากกว่า
“ฉันตำหนิตัวเองไปตามประสาคนเคยผิดพลาดในอดีตเธอจะเอาคำตอบอะไร?” เจ้าภูแสนกระโดดถีบยักษ์จนล้มลง อลินตาใช้ดาบเล่มยาวคมกริบปักฉึกไปที่หัวยักษ์หุ่นพยนต์ตัวนั้นก่อนจะหันมาพูดกับเจ้าภูแสน
“นายเป็นใคร?นายมายึดร่างคนอื่นได้ยังไง!?” คราวนี้อลินตาเปลี่ยนสรรพนามให้เสร็จสรรพเพราะเธอเริ่มมั่นใจแล้วว่า คนตรงหน้าต้องมีอะไรแอบแฝงที่เธอยังไม่รู้แน่นอนโดยลืมสังเกตไปเลยว่ายักษ์หุ่นพยนต์ทั้งหมดหายไปแล้วจากฝีมือการตีฝีปาก เอ้ย..กระบวนดาบของทั้งสองคน ฝ่ายหมิงถึงกับยืนอึ้ง เพราะหมิงได้แต่ยืนถือดาบแต่แทบไม่ได้ออกแรงอะไรเลย สองคนตวัดดาบกระบวนท่าต่อเนื่องขนาดยักษ์เป็นสิบก็ถึงกับพ่ายแพ้ราบคาบ เมื่อยักษ์หุ่นพยนต์หายไป เจ้าภูแสนกับอลินตาก็เผชิญหน้ากันทั้งสองมีอาการเหนื่อยหอบด้วยกันทั้งคู่เจ้าภูแสนไม่ค่อยชอบใจที่อลินตาเปลี่ยนสรรพนามเรียกเขา
“อย่าเรียกฉันเหมือนเพื่อนเล่นฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของเธอ แม้กระทั่งตำแหน่งองค์รัชทายาทก็ยังเทียบไม่ได้กับฉัน”อลินตาหรี่ตามองหน้าเจ้าภูแสน ก่อนจะสวนกลับทันควัน
“งั้นนายก็บอกมาว่านายเป็นใคร..?” แน๊.. ยังไม่เรียกสรรพนามเดิมดื้อรั้นมิใช่น้อย
“ฉันเป็นใครสำคัญยังไงแล้วทำไมเธอคิดแบบนั้น...?” เจ้าภูแสนไม่ยอมตอบคำถามของอลินตาแต่ดันถามกลับ
“คิดแบบไหน..?”อลินตาถามกลับบ้าง เจ้าภูแสนนิ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแล้วพูดซ้ำ
“คิดว่าฉันไม่ใช่ฉัน..”อลินตาจ้องสบตากับเจ้าภูแสนไม่ได้กลัวเกรงสิ่งใดเพราะเธอยึดหลักผิดถูกว่ากันตามหน้างานอยู่แล้ว และใครทำอะไรไม่โจ่งแจ้งชัดเจนเธอก็ไม่ค่อยจะปลื้มสักเท่าไหร่
“กายทิพย์ของเจ้าภูแสนมาหาฉันในสมาธิจิตสองครั้งสองครา มาใบ้ว่าหอแสนหลวงมีห้องใต้ดินแล้วยังพูดเป็นนัยๆ ว่าฝากเมืองเชียงภูแสนด้วย..” เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้าภูแสนคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอลินตาก็ถึงกับจุ๊ปากอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะสบถออกมา
“ให้มันได้อย่างนี้สิน่า...”อลินตามองเจ้าภูแสนตรงก่อนจะพูดเสียงหนัก
“เจ้า..ถ้าอยากดิวส์งานกับฉันอย่าพยายามมีความลับหรือมีพิรุธ เพราะฉันไม่ชอบ และ..อย่าให้ฉันต้องรู้เอง.. เพราะไม่อย่างนั้นงานของเจ้าก็จะพังยิ่งกว่าตัวเลขหุ้นที่ดิ่งลงเหวซึ่งฉันสามารถเททิ้งได้อย่างไม่เสียดายเลยด้วยซ้ำ” เจ้าภูแสนยืนมองอลินตานิ่งๆแววตาของคนพูดบ่งบอกว่าเอาจริงก็คงจะมีแต่เธอคนนี้ที่ไม่เกรงบารมีความลับอันยิ่งใหญ่ของเขาเลยแม้แต่นิดเดียวเจ้าภูแสนพยักหน้าช้าๆ ผู้หญิงคนนี้ฉลาดจริงๆ ที่สำคัญ นางก็น่ากลัวจริงๆ อีกด้วยซึ่งผิดแผกจากแม่หญิงแพงอรโดยสิ้นเชิง
“อือ..”เจ้าภูแสนยอมรับอย่างจำนน เขาถอนหายใจเบาๆก่อนจะตัดสินใจ
“ที่เธอตั้งข้อสันนิษฐานเอาไว้นั่นถูกต้อง แต่ฉันจะเล่าให้ฟังวันหลังเพราะตอนนี้เธอควรโฟกัสกับไอ้พวกนั้นก่อนดีไหม?” เจ้าภูแสนพูดพลางชี้มือไปทางเข้าวัดซึ่งตอนนี้มืดสนิทและไม่ทันจะได้ทำอะไร เสียงมอเตอร์ไซต์สองถึงสามคันและรถยนต์สองคันก็แล่นฝ่าความมืดเข้ามาจอดยังหน้าประรำพิธีที่อลินตาวางคนโทน้ำและเทียนเอาไว้อลินตามองไปยังผู้มาใหม่ก่อนจะถอยหลังออกมาสองสามก้าว เจ้าภูแสนเองก็เช่นกันเพราะมันไม่ได้มาตัวเปล่ามันมีอาวุธปืนมาด้วย แต่ดูท่าทางแล้วก็ไม่ได้เหมือนว่าจะมาจู่โจมเสียทีเดียวเพราะหน้าตาพวกมันเลิ่กลั่ก ตื่นกลัวผิดปกติ
สักพักอลินตาก็ยิ้มออกทันที เพราะเธอเห็นแล้วว่าแม่เพียงปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเธอด้วยสภาพ เลือดโชก ท้องแหวกพร้อมเด็กทารกตัวเขียวคล้ำนอนพาดขวางกลางท้องและดูดนิ้วอยู่ตาแม่เพียงแดงฉานด้วยความโกรธเกรี้ยวคงเพิ่งจะผ่านการแปลงร่างเป็นผีเฮี้ยนหลอกหลอนพวกมันจนพวกมันต้องแล่นมาที่วัดสินะเจ้าภูแสนหันไปเห็นวิญญาณของแม่เพียงก็มีสะดุ้งเล็กน้อย แต่หนุ่มหมิงของเรานี่สิ สะดุ้งสุดตัวจ้าหมิงดีดผึงห่างออกจากอลินตากระแซะไปซบหลับเจ้าภูแสน อลินตารีบถามวิญญาณแม่เพียง
“ไอ้พ่อเลี้ยงฉลองนั่นล่ะ...”ถามเสียงเรียบประหนึ่งแม่เพียงมิใช่ผีหลอนผู้น่ากลัวผีแม่เพียงยิ้มมุมปาก ดวงตาดุ ก่อนจะตอบช้าๆ เสียงเย็นชืด
“กำลังมาเจ้าค่ะคุณ..”อลินตาหันไปทางเจ้าภูแสน
“เจ้าพวกมันมากันหลายคน มีแผนอะไรไหม?” เจ้าภูแสนเสยผมปลายตามองอลินตาอย่างน้อยเจ้าหล่อนก็เปลี่ยนสรรพนามเรียกเขาเหมือนเดิมแล้วเจ้าภูแสนยืนมองกลุ่มคนตรงหน้าพวกมันลงมาจากรถแล้วไปยืนตรงบานประตูรถเหมือนทำหน้าที่พิทักษ์ใครบางคนและก็จริงดังคาด เมื่อประตูรถเปิดออกก็เผยให้เห็นร่างหนุ่มใหญ่ กำยำก้าวลงมาจากรถพร้อมด้วยอะไรบางอย่างในมือ อลินตาเพ่งมอง
“เชือกอาคม..” เจ้าภูแสนรีบถาม
“คล้ายๆกับเชือกที่รัดคอเป๋าหรือเปล่า?” อลินตายังไม่ได้ตอบพลัน.. เจ้าภูแสนก็ตะโกนบอกทุกคน
“ก้มลง....!!”เสี้ยววินาทีตามมาด้วยเสียง
“ปัง! ปังๆๆๆๆ” อลินตากับหมิงหลบห่ากระสุนที่กราดยิงออกมาอย่างไม่กลัวเกรงกฎหมาย อลินตากัดฟันเดือดจัดที่พวกมันอุกอาจได้ถึงเพียงนี้แต่ก็ยังอุตส่าห์กอดคนโทน้ำมนต์ไว้แน่น ชายที่เพิ่งลงจากรถเมื่อสักครู่ ย่างสามขุมเข้ามาทางที่อลินตายืนอยู่จากนั้นก็เป่ามนต์คาถาลงไปที่เชือกในมือ
พลัน...เชือกเหล่านั้นก็เลื้อยพุ่งดุจอสรพิษร้ายเข้าใส่ทั้งสามอย่างรวดเร็ว อลินตาเพ่งมองดาบในมือพลันดาบก็หดสั้นกลับเป็นมีดเล็กเช่นเดิม เมื่อดาบกลายเป็นมีดเล็กแล้วอลินตาก็กลิ้งตัวม้วนหน้าเข้าไปกลางพื้นที่ว่างพร้อมกับขว้างอาวุธมีดในมือตัวเองพุ่งออกไปตัดเชือกนั้นจนขาดกระเด็นเชือกที่ดูเหมือนมีชีวิตเมื่อโดนมีดตัดฉับมันก็หดสั้นกลับเข้าไปอยู่ในมือของชายร่างกำยำนั้นอีกครา
แต่แล้วชายคนนั้นก็พึมพำคาถาก่อนจะเป่าพรวดไปที่เชือกอีกครั้งเพียงวับเดียวเชือกนั่นก็พุ่งเข้าดีดใส่อลินตาจนหญิงสาวต้องม้วนตัวกลิ้งเป็นลูกบอลหลบไปอยู่หลังต้นไม้ใหญ่และพบว่าเจ้าภูแสนยืนชิลอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่เหนือหัวอลินตา หญิงสาวนึกหมั่นไส้ไม่ช่วยแถมยังยิ้มเยาะอีกไอ้หมอผีนั่นก็นับว่ามีอาคมไม่หยอก เจ้าภูแสนกระโดดลงมายืนข้างอลินตาก่อนจะถามเสียงเรียบๆ
“จะถอนอาคมมันยังไง?”อลินตารีบบอกวิธีการทันที
“ต้องใช้น้ำมนต์ที่ฉันปลุกเสกเมื่อสักครู่พรมลงไปบนตัวของไอ้หมอผีอาคมนั่นแล้วน้ำมนต์จะทำการดูดคาถาที่มีในตัวมันทั้งหมดแปลสภาพเป็นน้ำตาเทียนจากนั้นก็เผาทำลาย และเมื่อเทียนถูกเผาทำลายแล้วคาถาของหมอผีเหล่านั้นก็จะระเหยกลายเป็นควันไม่สามารถย้อนกลับมายังตัวเจ้าของอาคมได้อีกหลังจากนั้นฉันก็จะทำการส่งวิญญาณบริวารของหมอผีคนนั้นไปเกิดใหม่ส่วนไอ้หมอผีนั่นก็จะกลายสภาพเป็นคนปกติไร้ซึ่งคาถาอาคมใดๆ ทั้งสิ้นและถ้ามันยังดันทุรังที่จะเล่นคุณไสยต่อไป มันก็จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ กว่าคาถาอาคมจะแก่กล้าหมอผีนั่นก็คงจะเหนียงยานแก่จนคลานไม่ไหวแล้วล่ะ” เจ้าภูแสนฟังอลินตาอธิบายพลางพันแขนเสื้อสองข้างพับไว้ที่ข้อศอก
“ฉันช่วยเธอได้...”