หลงเย่าเดินออกมาพร้อมกับเยว่ชิง และเจอเสวี่ยฉินยืนอยู่กับบิดาที่ด้านนอก
หัวคิ้วของเสวี่ยฉินขมวดในทันที
ทว่าเยว่ชิงกลับยกยิ้มให้ราวกับว่ามีเื่น่ายินดีพร้อมกับเดินออกไป รอยยิ้มน่ารำคาญพวกนั้นทำให้เสวี่ยฉินต้องหันมองไปทางอื่น เขาไม่อยากใส่ใจการกระทำสกปรกของอีกฝ่าย ความจริงที่เขาควรรู้คือเหตุใดเยว่ชิงจึงมีมนต์ดำพวกนี้ แถมยังใช้ชีวิตในวิหารระฟ้าได้อย่างมีความสุข
“เ้ามากับเขาได้อย่างไร?”
“ข้าพบเจอโดยบังเอิญ คนผู้นี้ตามจับผิดข้าเป็เงาเลยทีเดียว”
“พวกเ้ากระซิบอะไรกัน?” เสวี่ยซางเอ่ยถามคนทั้งสอง หลังจากที่ได้พบและพูดคุยกับพุทธองค์หลี่จิ้งหยางเพื่อประเมินสถานการณ์นั้น ก็พบว่านักบวชผู้นี้มีอำนาจในมือมากเสียจนน่าเป็กังวล
“คนผู้นั้นอย่างไร คนที่ข้าบอกท่านว่ามีมนต์ดำ” เสวี่ยฉินพยักหน้าไปทางที่เยว่ชิงกำลังเดิน ให้กับผู้เป็บิดาได้ล่วงรู้ถึงตัวบุคคลที่อยู่ในวิหารระฟ้า ผู้ได้ชื่อว่าเป็ศิษย์ของพุทธองค์
“อืม... ท่าทางยังเยาว์วัยนัก ไม่ได้เป็จอมยุทธ์ด้วยซ้ำ เป็เซียนก็ไม่น่าใช่”
“...”
“ไม่แน่ว่าศิษย์ของพุทธองค์ผู้นี้อาจเป็อัจฉริยะก็ได้นะขอรับ” หลงเย่าเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสวี่ยซางนั้นพยักหน้าสองสามที ส่วนเสวี่ยฉินนั้นใช้สายตาปรามสหายที่พูดเพ้อเจ้อ
“ก็ไม่แน่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ พุทธองค์นั้นมีอะไรมากมายที่เรายังไม่รู้”
“แต่ข้าว่าไม่! ััแรกก็พบเพียงความโสมม”
“ัั? เ้าััอะไรเข้าหรือเสวี่ยฉิน” ถ้อยคำของบิดาทำเสวี่ยฉินตอบไม่ถูก ปลายนิ้วของเขายังจำได้ถึงความนุ่มของริมฝีปากนั้น เขาส่ายหน้าไล่ความคิดงี่เง่าพวกนี้
“กลับกันเถอะท่านพ่อ”
ไร้ซึ่งคำตอบที่บิดาถาม เสวี่ยซางเองก็ไม่ได้ไปคาดคั้นหาความกับลูกชาย เขาย่อมรู้ว่าเสวี่ยฉินนั้นลำบากไม่น้อยในการตามหาเคล็ดวิชา ลูกชายผู้นี้กำลังกอบกู้ความยิ่งใหญ่ให้กับสำนักเทียนฉี คนเป็พ่อเช่นเขาก็พร้อมสนับสนุนและดันหลังลูกสุดกำลังอยู่แล้ว
รถม้าเคลื่อนตัวออกไปจากวิหารระฟ้า ท่ามกลางสายตาของศิษย์ในวิหาร หรือแม้แต่อาจารย์ก็ยังอยากรู้เื่ราวถึงการมาของสำนักเทียนฉีในครั้งนี้ พุทธองค์หลี่จิ้งหยางไม่สนใจเื่ของยุทธภพก็จริง แต่ก็ไม่เคยปิดกั้นที่จะพูดคุยสนทนากับพวกจอมยุทธ์ทั้งหลาย
หรือมันถึงเวลาที่วิหารระฟ้าจะต้องเปลี่ยนแปลง!
พุทธองค์ยังคงนั่งสงบใจอยู่ในห้องชำระจิต เมื่อครู่เขากระทำการที่ไม่อาจควบคุมได้ การที่เห็นเสวี่ยฉินกระทำเช่นนั้นกับเยว่ชิง มันทำให้จิตที่เคยสงบเริ่มร้อนรน นี่ไม่ใช่วิสัยของสมณะนักบวช หลี่จิ้งหยางจึง้าชำระจิตที่ฟุ้งซ่านเมื่อครู่ทิ้งไป
ตัดอาวรณ์สำเร็จ ตัดอารมณ์สำเร็จ พุทธองค์นั้นสำเร็จทุกอย่างที่บำเพ็ญเพียรมา
ไฉนจึงยังคงตัดใจเื่ของเยว่ชิงไม่ได้สักที หากครั้งนี้ไปนิพพานไม่สำเร็จดังที่หวัง ทุกสิ่งที่เพียรทำมาคงต้องวนกลับไปทำใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งไม่ใช่ความปรารถนาของเขาเลยแม้แต่น้อย
“ท่านอาจารย์ ข้านี้ควรทำอย่างไรดีเล่า”
เขาเฝ้าถามองค์ยูไลถึงวันข้างหน้าของตนเอง คำตอบก็เป็อย่างเดิมทุกครั้งไม่เคยเปลี่ยน
‘อยู่ที่ตัวของเ้าแล้วหลี่จิ้งหยาง เ้าจะจบเื่ราวทั้งหมด หรือจะยังลุ่มหลงในอาวรณ์ไม่จบสิ้น’
หลี่จิ้งหยางผ่อนลมหายใจของตนเอง หลับตาลงปล่อยให้จิตเข้าสู่ความสงบ
ทุกอย่างที่เห็นนั้นล้วนไม่ใช่ความจริง แม้ในตอนนี้ที่เขากำลังเห็นเยว่ชิงนั้นหลงทางอยู่ในฌานของตนเอง ท่าทางงุนงงนั้นเดินวนไปมาหาทางออก
“เยว่ชิง”
“ฌานของท่านหรือ? แล้วข้าน้อยเข้ามาได้อย่างไรกัน”
คงเป็เพราะการซ่อนตัวตนของเยว่ชิง พุทธองค์จำต้องให้กายิญญานั้นเชื่อมกับพลังของพุทธองค์ เยว่ชิงไม่เคยล่วงรู้เื่ที่เนตรจักรดาราของเสวี่ยฉินมองสิ่งใดไม่พบ
“นั่งลงแล้วหลับตาเสีย ที่นี่จะทำให้ใจของเยว่ชิงสงบขึ้น”
“แต่ข้าน้อยอยากออกไป”
“เหตุใดเยว่ชิงจึงดื้อนักนะ อาตมาคิดว่าเยว่ชิงเป็เด็กดี คอยเชื่อฟังมาตลอด”
“...”
ไป๋เยว่ชิงถึงกับตบหน้าของตนเองอีกรอบ เพื่อย้ำให้แน่ชัดว่าคำพูดของพุทธองค์นั้นเขาฟังไม่ผิด
“ท่านไม่ใช่พุทธองค์ที่ข้าน้อยรู้จัก”
“อาตมาก็เป็เช่นนี้”
“บ้าไปแล้ว! ท่านกำลังใช้แผนการอะไรกับข้าน้อย ท่านอยากให้ข้าน้อยปล่อยท่านไปงั้นหรือ บอกเลยว่ามันไม่ได้ผลหรอก ข้าน้อยยืนกรานว่าจะไม่ยอมให้ท่านได้สมหวัง”
“เยว่ชิงคิดเยอะเกินไป”
“ท่านใจร้ายมาก ข้าน้อยยังเจ็บทุกครั้งที่นึกถึง ฉะนั้นแล้วต่อให้ท่านทำดีเพียงใด ข้าน้อยก็ไม่มีวันเชื่อใจท่านอีกแล้ว”
“...”
พุทธองค์ไม่ตอบกลับสิ่งใด เขาหวังให้เยว่ชิงพบทางสว่าง และยังคงหวังให้เยว่ชิงมีความสุขอยู่เสมอ ความทุกข์นั้นเปรียบเหมือนเชื้อโรคคอยกัดกิน หลี่จิ้งหยางจึงต้องหาทางดับทุกข์ให้ตนเองทุกคืนวัน
“สักวันเยว่ชิงจะรู้ทุกอย่าง อาตมายังคงหวังว่าเมื่อถึงวันนั้นเยว่ชิงจะไม่ต้องทุกข์เพราะอาตมาอีก”
กลิ่นของธูปหอมคลายกังวลอบอวล เยว่ชิงสงบจิตลงได้บ้างเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็นึกได้ว่าก่อนหน้าที่จะเข้าฌานสมาธินั้น เยว่ชิงไม่ได้จุดธูปหอมคลายกังวล “พุทธองค์จุดธูปหอมหรือ?”
“อาตมาเปล่า”
“เช่นนั้นกลิ่นธูปหอมคลายกังวลมาจากที่ใดเล่า” เยว่ชิงทำจมูกฟุดฟิดสูดหาที่มาของกลิ่นหอม
ธูปหอมคลายกังวลมีคุณสมบัติหลายด้าน มันช่วยให้สงบจิตได้ก็จริง ทว่ามันก็เป็ยานอนหลับชั้นยอดหากสูดเข้าไปมากเกิน เพราะเช่นนี้พุทธองค์จึงจำกัดในการให้ศิษย์ใช้ธูปหอมคลายกังวลในเวลาที่จิตว้าวุ่นจนยากเกินควบคุม และต้องใช้ในปริมาณที่พอดี
“ข้าน้อยต้องออกจากสมาธิแล้ว”
“เยว่ชิงอย่าเพิ่ง”
“กลิ่นธูปหอมแรงถึงเพียงนี้ ข้าน้อยว่านี่ไม่ใช่การจุดเพื่อสงบจิตใจ แต่จุดเพื่อให้ทุกคนนอนหลับเสียมากกว่า”
ดวงตาสีชาลืมขึ้นออกจากสมาธิ ควันสีขาวลอยขโมงอยู่ในอากาศ ทั้งเรือนเล็กและในวิหารระฟ้านั้นเต็มไปด้วยกลิ่นธูปหอมคลายกังวล ด้วยความที่เขาเป็เพียงิญญาจึงไม่มีผลอันใด
“จื่อหลิง!! จื่อหลิงเ้าอยู่ไหน!?”
เยว่ชิงค้นหาทั่วเรือนเล็กแล้วกลับไม่พบจื่อหลิง สองขาจึงวิ่งไปที่วิหารระฟ้าเพื่อตามหาสหาย ทว่าสิ่งที่พบกลับน่าใยิ่ง บรรดาศิษย์และอาจารย์ในวิหารระฟ้าต่างพากันนอนกองอยู่ที่พื้น เสียงประตูห้องชำระจิตถูกเปิดออก เยว่ชิงรีบปรี่เข้าไปหาพุทธองค์ในทันที
“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือพุทธองค์!”
“...”
“จื่อหลิงหายตัวไป” เยว่ชิงเอ่ยในสิ่งที่ตนเองเป็กังวล ทว่าพุทธองค์นั้นกลับยังนิ่งเฉยเป็รูปปั้น เพียงปรายตามองเหล่าศิษย์ที่นอนหลับใหลกันอยู่ที่พื้น
“ธูปหอมถูกเก็บอยู่ในห้องปรุงยา ใครกันที่สามารถเข้าออกในห้องนั้นได้”
“หมายความอย่างไร?”
ั์ตาสีอำพันมองไปยังกระถางธูปที่อยู่ใจกลางของวิหาร มันเต็มไปด้วยธูปที่เพิ่งจุดได้ไม่นาน คนที่จุดคงเร่งรีบมาก เพราะบางดอกยังไม่ติดไฟเลยด้วยซ้ำ คงตั้งใจทำให้ทุกคนหลับใหลเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่างในวิหารระฟ้า อีกทั้งยังรู้ว่าเวลานี้เป็เวลาที่พุทธองค์เข้าฌาน
“พุทธองค์กำลังจะบอกข้าน้อยว่า...”
“ยุทธภพนี้อันตราย อาตมาจึงบอกเยว่ชิงอยู่เสมอว่าอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว”
“...”
ทั้งวิหารระฟ้าอยู่ในความเงียบสงบ จากปกติที่จะมีเสียงของศิษย์ที่อ่านท่องตำรา อีกทั้งตอนนี้จื่อหลิงเป็คนเดียวที่หายไป ความสงสัยทั้งหมดตกอยู่ที่จื่อหลิง เยว่ชิงกำมือของตนเองแน่น เขาไม่มีทางเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็ฝีมือของจื่อหลิง สหายเพียงคนเดียวของเยว่ชิง
“ข้าน้อยไม่เชื่อว่าเป็เขา!”
“...”
“ท่านเองก็ใช่ว่าจะปรักปรำผู้ใดได้ ในวันที่ข้าน้อยไม่อาจไปเยือนยมโลกได้ จื่อหลิงเป็คนแรกที่ช่วยเหลือข้าน้อยเอาไว้ เขาคอยดูแลและอยู่ข้างกายของข้าน้อยมาโดยตลอด”
“เยว่ชิง”
“ผิดกับพุทธองค์โดยสิ้นเชิง ท่านทอดทิ้งข้าน้อยไม่ต่างกับสุนัข วันนี้ท่านเองอาจสร้างเื่ขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายจื่อหลิงก็ได้ ใครต่างก็รู้ถึงพลังอำนาจของพุทธองค์ทั้งนั้น!”
เยว่ชิงกล่าวจบก็วิ่งออกไปจากวิหารระฟ้าในทันที
สดับเพียรหมื่นภพชาติ