ตอนที่ 6
“เสี่ยวหลง หวนเอ๋อร์!! มีใครอยู่บ้าง” เสียงแหลมของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น ทว่าเสียงฝีเท้าไม่ได้มีเพียงหนึ่งเท่านั้น
เยว่เฉียนแค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่งอย่างไม่ได้สนใจอะไรมาก มีเพียงเหลือบไปมองเด็กน้อยทั้งสองที่มีสีหน้าไม่สู้ดีเท่านั้น
“พี่ใหญ่ จะทำอย่างไรดีขอรับ หากพวกนั้นเข้ามาแล้วพบอาหารของพี่สะใภ้ จะต้องเอาไปหมดแน่” เสี่ยวหลงหวาดกลัวเป็ที่สุด เขาพูดออกมาโดยไม่จำเป็ต้องคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากว่าคนเ่าั้เข้ามาในบ้าน
“พี่ เราไปต้อนรับป้าๆด้านหน้าเถอะ อย่าให้เข้ามาในบ้านเลย” หวนเอ๋อร์มองไปรอบๆ ข้าวของพี่สะใภ้ทุกชิ้นล้วนล้ำค่า หากปล่อยให้บรรดาป้าๆเข้ามา มีหวังจะต้องเอาไปหมดแน่ๆ
“อื้ม ไปกันเถอะ” สองคนพี่น้องคิดกันเองเสร็จสรรพ ร่างเล็กๆทำใจกล้า พุ่งออกไปข้างหน้าต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ที่กำลังเข้ามากันสองคน
มู่เหิงเองก็เดินออกไปด้วยเช่นกัน เขาตีหน้าขรึมกว่าใคร ภรรยาของเขาใครก็จะกลั่นแกล้งไม่ได้!!
เห็นท่าทางของสามพี่น้องเป็เช่นนั้น เยว่เฉียนก็รู้สึกผิดคาดไปเล็กน้อย เดิมทีคิดว่าคนทั้งสามจะต้องเป็คนหัวอ่อน ผู้ใหญ่ว่าอย่างไรก็ต้องว่าตามกัน เก็บน้ำช้ำในอกเอาไว้รินเพียงคนเดียว ที่นางไม่คิดก็คือสามศรีพี่น้องจะออกไปเผชิญหน้ากับเหล่าญาติๆเพื่อปกป้องสมบัติของนาง
หากเป็เช่นนี้....เยว่เฉียนก็เบาใจไปมากเลย
นางกลัวว่าจะมีสามีโง่เง่าอยู่ตั้งนาน ไม่อย่างนั้นเมื่อคืนไม่ตั้งแง่กับเขาเช่นนั้นหรอก
ใช่แล้ว ที่นางบอกว่าจะแบ่งส่วนของใครของมัน ก็เพราะไม่้ามีปัญหากันภายหลัง นาง้าให้สามีเกรงใจยามที่จะหยิบจับเอาอะไรไปใช้งาน ด้วยเกรงว่าเขาจะยอมคนโตๆแล้วก็ให้ทุกอย่างในบ้านไปหมด ยอมถูกเอาเปรียบเพียงเพราะคำว่ากตัญญูรู้คุณ
“เสี่ยวหลง ยวนเอ๋อร์มาแล้วหรือ? แล้วพี่สะใภ้จากเมืองหลวงของพวกเ้าเล่า ไม่ออกมาต้อนรับพวกเราหรือ?” เสียงของคนที่เรียกตนเองว่าป้าจีดังขึ้นอีกครั้ง
ป้าจีหรือจีฉวง นางเป็สะใภ้ของสกุลมู่ สามีของนางก็คือพี่ชายของบิดามู่เหิง ดังนั้นเด็กๆต้องให้ความเคารพกับอีกฝ่ายอยู่มากถ้าลำดับตามเครือญาติแล้ว
“หรือสะใภ้ผู้นั้นจะไม่เห็นพวกเราในสายตา?” เสียงของสตรีอีกนางดังขึ้น
น้ำเสียงของนางนั้นมีเพียงความขุ่นมัว ดูก็รู้ว่าเป็พวกขี้อิจฉาริษยา ที่มาที่นี่จุดประสงค์ก็เพราะความอิจฉาบ้านมู่เหิงที่ได้เงินจากการแต่งสะใภ้ แทนที่จะเสียเงินทองเหมือนบ้านอื่นๆ
ชื่อของนางคือ “มู่เถียน” เป็ป้าอีกคนของพวกเขา มีศักดิ์เป็ลูกสาวของปู่มู่เสียนของมู่เหิงอีกที หรือก็คือมีสายเืเดียวกับบิดาของมู่เหิงอย่างแท้จริง
“จะไม่เห็นพวกเราในสายตาได้อย่างไรคะพี่ นางแต่งเข้าสกุลมู่ หลังจากนั้นก็ต้องใช้กฎสกุลมู่ของพวกเรา จะมาไม่เคารพผู้ใหญ่ได้อีกหรือ?
เด็กๆไปเรียกนางออกมา ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับคุณหนูจากเมืองหลวงหรอกนะ พวกเราตื่นเช้าเช่นไร นางก็ต้องตื่นเร็วกว่าเช่นนั้น พวกเราเหนื่อยยากอย่างไร นางก็ต้องเหนื่อยยากเช่นกัน อย่างไรเสียตอนนี้สามีของนางก็เป็แค่คนจนคนหนึ่ง”
น้ำเสียงดูแคลนและเต็มไปด้วยความสะใจนี้เป็ของสะใภ้เล็กอย่าง “อี้ฝาน” ั้แ่ยังเด็กแล้วนางอิจฉาพวกคนในเมืองที่ได้แต่งตัวสวยๆ มีเงินให้ใช้ มีอาหารดีๆให้กิน ดังนั้นวันนี้เป็โอกาสดีที่จะได้ลดปมในใจของตนเองด้วยการเหยียบซ้ำแผลของผู้อื่น เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว มีหรือที่นางจะตื่นแต่เช้าตรู่มาข้างนอกยามหิมะโปรยเช่นนี้
ได้ยินคำของอี้ฝานเช่นนี้ มู่เถียนกับจีฉวงก็เบ้ปากให้กัน พวกนางสองคนรู้ดีว่าอี้ฝานนั้นนับเป็ตัวี้เีขนาดไหน ทว่าเพราะนางจูที่เป็ภรรยาของมู่เสียน ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็ผู้าุโสูงสุดรักและเอ็นดูอี้ฝานมากๆเพราะนางถือเป็คนร่ำรวยคนหนึ่งในหมู่บ้าน ที่ยอมแต่งเข้าบ้านสกุลมู่ก็ทำให้ได้หน้าได้ตาแล้ว
ดังนั้นต่อให้นางตื่นสายและไม่ช่วยฝ่าฟืน อี้ฝานก็ไม่ได้ถูกทำโทษ มีเพียงการตำหนิเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
ครั้นตอนนี้เ้าตัวพูดเหมือนตนเองตกระกำลำบากก็ทำให้ทั้งสองคนอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้ ทว่าตอนนี้พวกนางทั้งสองนั้นมาที่นี่ไม่ได้เพื่อรบราฆ่าฟันกันเอง จึงพยายามที่จะไม่โต้เถียงกันให้เปล่าประโยชน์
เพียงมองข้ามคำพูดของอี้ฝานที่ดูจะเหมือนด่าตนเองไป แล้วมองหาสะใภ้สาวที่เขาเล่าลือว่างดงามและร่ำรวยอย่างยิ่งแทน
“พวกท่านมาเสียงดังอะไรั้แ่ยามเหม่า” มู่เหิงที่เดินออกมา เขาทันได้ยินทุกประโยค แม้จะไม่ชอบใจ ทว่าก็ไม่อยากจะไปต่อล้อต่อเถียงให้คนพูดกลับเอาได้ว่าไม่เคารพคนโตกว่า
“มู่เหิง? ยังไม่ออกไปไร่อีกหรือ?” จีฉวงใเล็กน้อยที่ยังเห็นเ้าของบ้านยังอยู่ด้วย
ที่จริงแล้วพวกนางนัดหมายกันมาก็คาดเวลาเอาไว้ว่าจะมาหลังจากที่มู่เหิงออกไปแล้ว อย่างไรหากมีแต่ผู้หญิงด้วยกันก็จะจัดการได้ง่ายกว่า นอกจากนี้มู่เหิงก็เป็บุรุษใจแข็งคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้พวกนางเคยมาขอแบ่งเงิน 100 ตำลึงจากเขาไปแล้วครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าถูกตอกหน้ากลับไปเสียหน้าหงาย คล้ายกับจะแตกหักกันทั้งสองบ้านเลย
แล้วจู่ๆพวกนางก็ปรากฏตัวอีกครั้งหลังจากประกาศว่าจะไม่เหยียบที่นี่อีกแล้ว ถ้ามีแต่เด็กๆก็ยังมีข้ออ้างได้หรอก แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับยังอยู่บ้านเสียนี่
ทั้ง 3 มองหน้ากันว่าจะเอาอย่างไรต่อ ทว่าก็ไม่อาจจะพ่ายแพ้ต่อความโลภได้ ยอมหน้าด้านหน้าทนอยู่ต่อเพียงเพราะได้ยินคำเล่าลือว่าเมื่อวานนั้น คนหาบเอาสินเดิมของสะใภ้ใหม่มานั้นเยอะแยะเหลือเกิน คาดว่าน่าจะมีเงินหลายตำลึงทองอยู่ด้วย
แค่ได้ยินคำว่าตำลึงทอง ตาของปีศาจทั้งสามก็เบิกกว้างแล้ว ที่จริงอยากจะมาั้แ่เมื่อคืนเพื่อดูเงินเ่าั้ แต่ก็ถูกมู่เสียนตำหนิเอาเสียก่อน ไม่อย่างนั้นคงไม่รั้งรออยู่หรอก
“ข้าจะไปหรือไม่ ย่อมไม่เกี่ยวกับพวกท่านแต่อย่างใด” มู่เหิงตอบกลับ
น้ำเสียงของเขาไม่มีเหลือเยื่อใยใดๆเลย
หากต้องเล่าย้อนความ ก็ต้องพูดถึงตอนที่บิดามารดาของเขาเสียใหม่ๆ คนเ่าั้แย่งที่ดินจาก 21 มู่ของพ่อเขา เหลือเพียง 7 มู่เอาไว้ให้เขาทำกิน
ข้ออ้างของคนเ่าั้ก็คือมู่เหิงและน้องทั้งสองนั้นไม่ได้ลำบากอะไรเหมือนกับรุ่นพ่อแม่ นอกจากนี้ถ้าให้บ้านใหญ่ได้ทำกิน เผื่อมีเื่เหลือขาดอะไรก็จะได้ช่วยกัน
ผู้ใหญ่บ้านตอนนั้นได้แต่หลับตาข้างหนึ่ง ยอมความให้ผู้ใหญ่ที่พูดจาดิบดีได้เอาที่กลับไปเกินครึ่ง ทว่าเมื่อมู่เหิงเติบโตก็ไม่มีทีท่าว่าจะให้คืนแต่อย่างใด
นอกจากนี้ทุกครั้งที่มู่เหิงได้ของดีๆก็จะมาขอแบ่งเสมอ เหตุผลก็คือมู่เหิงนั้นเดินทางไปกับลุงๆน้าๆของเขา กระทั่งตอนล่ากวางที่ผ่านมา มู่เหิงถูกเอาเปรียบไปหลายร้อยอีแปะ เหลือเพียงเงินซื้อไข่กับข้าวแค่พอรอดฤดูหนาวเท่านั้น
ั้แ่ตอนนั้นมา มู่เหิงก็ไม่ไปข้องเกี่ยวกับบ้านใหญ่อีก ไม่ไปล่ากับกลุ่มของสกุลมู่ แม้ว่าลุงและปู่ของเขาจะมาตาม แต่เขาก็ยืนกรานว่าตนเองจะแยกกับคนสกุลมู่และขอยืนด้วยขาของตนเอง
แรกๆลุงๆคิดว่าเขานั้นก้าวร้าว ทั้งหมดจึงไม่ยอมมาช่วยงานที่ไร่ของมู่เหิงอีก คาดว่าให้เขาลำบากทำไร่คนเดียวสักพัก พอไม่ไหวก็ต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือ แต่ที่พวกเขาไม่คิดก็คือมู่เหิงกลับแข็งแกร่งมาก ในเมื่อไม่ต้องเอาแรงของตนเองไปช่วยเหลือพื้นที่ของลุงๆน้าๆ พื้นที่ของเขาแค่ 7 มู่ เมื่อเทียบกับต้องเสียแรงไปกับพื้นที่อื่นๆกว่า 50 มู่ ที่ดิน 7 มู่ของเขาไม่นับเป็อะไร
ทางบ้านใหญ่สกุลมู่มากกว่าที่ลำบากขึ้นเพราะขาดแรงงานชั้นดีไปอีกคน ทว่าจะมาขอให้เด็กน้อยไปช่วยก็กระไรอยู่ นอกจากนี้ทางนั้นก็ยังเป็แค่หลานชายอีกด้วย
มู่เหิงทำงานขยันขันแข็ง ทั้งยังมีทักษะในการวางกับดักที่ดีเหมือนบิดาของเขา ทำให้ได้เงินมาใช้ไม่ขัดสน ต่อให้เขาทำงานคนเดียวก็หารายได้เพียงพอค่าใช้จ่าย แม้ว่าจะอยู่อย่างขัดสนบ้างในบางครั้ง ท้ายที่สุดก็จะรอดกันไปได้อย่างดี
เขาทำงานหนักขึ้นและก่อบ้านจนมีขนาดใหญ่ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง มีที่นอนและผ้าห่มให้น้องๆไม่ต้องทนหนาวเหมือนบ้านอื่นๆ เรียกได้ว่ามู่เหิงทำหน้าที่ของตนเองดีมากๆ
คนบ้านใหญ่เดิมทีก็มาเอาเปรียบบ้างหลังจากที่ได้ยินข่าวว่าพวกเขามีเนื้อหรือไข่ แต่ก็ไม่ได้เอาไปมากนัก มีเพียงข้ออ้างว่าจะเอาไปให้นางจูและปู่มู่เสียนเท่านั้น มู่เหิงจึงจะยอมแบ่งอาหารไป
ล่าสุดที่ทะเลาะรุนแรงจนถึงกับให้ผู้ใหญ่บ้านเป็พยานก็ตอนที่มู่เหิงนั้นรับคำว่าจะแต่งภรรยาเพื่อแลกเงิน 100 ตำลึงเงิน ไม่ว่าคนบ้านใหญ่จะพูดอย่างไร มู่เหิงก็ไม่ยอมแบ่งแม้แต่เหรียญเดียว เขาทำให้เื่ใหญ่ถึงกับจะไปแจ้งทางการ ผู้ใหญ่บ้านก็เลยมาไกล่เกลี่ยให้
ผลสรุปคือลงนามว่าพวกเขาจะไม่ข้องเกี่ยวกันอีก แลกกับที่ดินที่มู่เหิงเคยให้บ้านใหญ่ดูแลจำนวน 14 มู่นั่นแหละ แน่นอนว่าสำหรับบ้านใหญ่นั้นรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับอะไรกลับมาเลย พวกเขาไม่คิดจะคืนที่ดินให้มู่เหิงอยู่แล้ว แต่ชาวบ้านคนอื่นๆนั้นได้แต่สงสารมู่เหิงกันทั้งสิ้น
เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยและกดดันให้บ้านมู่ลงนามว่าจะไม่เรียกร้องขอค่าตอบแทนอะไรอีก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมู่เหิงและพี่น้องอีกต่อไป นี่ทำให้มู่เหิงสบายใจขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม....หลังจากลงนามได้ 2 วันเท่านั้น คนเหล่านี้ก็มาบอกว่าตัวเองเป็ญาติผู้ใหญ่อะไรอีก
“เหอะ!! มู่เหิงหนอมู่เหิง ได้เมียก็เปลี่ยนไป งานการไม่ทำอีกต่อไปแล้ว อีกหน่อยคงไม่แคล้วจะหมดหนทางทำกิน ที่ดินก็ต้องขายมาปรนเปรอให้เมียผู้ดี” มู่เถียนทำเป็ส่ายหน้า มองมู่เหิงที่ตั้งตัวเป็อริกับบ้านมู่ด้วยสายตาไม่ชอบใจนัก
ทว่านางในฐานะญาติของเขา คำสั่งสอนเหล่านี้ยังทำได้อยู่
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้ข้าได้ขายของที่เป็ของข้าเถอะ” มู่เหิงไม่ยอมอยู่เฉย ยิ่งมาว่าภรรยาเขาเช่นนี้ยิ่งไม่ยอมเด็ดขาด เฉียนเอ๋อร์ของเขานอกจากจะไม่คิดเอาเปรียบแล้ว ก็ยังมีน้ำใจแบ่งอาหารให้ได้กินอีก
ถ้าเทียบกับคนที่บอกว่าตนเองเป็ญาติ แต่กลับทำตัวเหมือนปลิงเหล่านี้ เขารู้สึกว่าภรรยาของเขาน่ารักกว่าเยอะ
“นี่เ้า!! พูดมาไม่อายฟ้าดินหรืออย่างไร นั่นคือที่ดินที่บิดามารดาของเ้าพยายามเพื่อมัน แต่ตอนนี้เ้าคิดจะขายที่นั่นเพื่อความสุขสบายของยัยจิ้งจอกจากเมืองหลวงหรือ?” มู่เถียนเกือบจะกรีดร้องออกมา
นางแทบจะปราดไปตบหน้าของเขาอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเขาตัวใหญ่โตชนิดที่ว่าสามารถตบนางได้กระเด็นกระดอนล่ะนะ
“ใครกำลังพูดถึงข้าว่าสุขสบายอยู่หรือท่านพี่ ฮ้าวววว...”
เสียงหวานใสราวระฆังแก้วดังขึ้นจากในบ้าน ร่างเล็กๆที่ขาวงามราวกับหยกเนื้อดีปรากฏออกมา ดวงตายังปรือง่วงงุนเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน
เห็นท่าทางเช่นนั้นแล้วเด็กๆทั้งสองก็นึกประหลาดใจอย่างมาก ก่อนหน้านี้พี่สะใภ้ยังสดใสอยู่เลย เหตุใดตอนนี้จึงเหมือนกับคนเพิ่งตื่นกันเล่า พวกเขามองไปยังพี่ใหญ่ที่ตอนนี้ลดความบึ้งตึงลงไปหลายส่วน ยิ่งเมื่อได้ยินคำเรียกหวานเสนาะหูอย่าง “ท่านพี่” ด้วยแล้ว
เขาเกือบจะหลุดยิ้มออกมาต่อหน้าพวกแม่มดเหล่านี้เสียแล้ว
…………………………………………………….