หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 108 เพราะเหตุใด

            เปลวไฟโหมแรงลามลุกไปทั้งท้องทุ่ง สือชียืนอยู่ข้างเปลวไฟ มองเปลวเพลิงนั้นลุกโหมเผาผลาญอย่างบ้าคลั่ง

            เปลวเพลิงแผดเผาวัดที่เขาเติบโตมาจนมอดไหม้ เผาผลาญรังนอนของเจ้านกหน้ามนุษย์จนวอดวาย เผาผลาญทุ่งหญ้าจนเหี้ยนเตียน แผดเผาแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ปะทุเดือด

            ยามที่มันกำลังแผดเผาทุ่งหญ้า ทั้งอาจารย์และศิษย์พี่ล้วนแต่โดนเผาจนเหลือเพียงอัฐิ ทว่าใบหน้านั้นก็ยังคงหันมามองตน

            เขารู้ว่าตนเองคงจะแค่ฝันไป เพราะยามนี้เขานั้นอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นจิง ในวัดเทียนเหรินข้างวังหลวง

            ท่านอาจารย์อาพาเขาเดินทางมากับตน เขาได้เห็นทิวทัศน์ ได้พบผู้คนมากหน้าหลายตา แล้วสุดท้ายจึงมาหยุดลงที่วัดแห่งนี้

            วัดเทียนเหรินนั้นใหญ่โตนัก

            เขาไม่จำเป็นต้องคอยกวาดหิมะทุกวัน ไม่จำเป็นต้องให้อาหารเจ้านกหน้ามนุษย์ ทั้งยังสามารถตั้งใจจำพระสูตรเรียนพระธรรมได้

            ทว่าเขาไม่ชอบเรียนพระธรรม เขาชอบฟังเสียงศิษย์ในสำนักเชินยามอ่านตำรามากกว่า

            เสียงอ่านตำราดังฟังชัดเหล่านั้น ไพเราะยิ่งกว่าเสียงระฆังในวัดเสียอีก

            สือชีรู้ดีว่าตนกำลังฝันอยู่ ทว่าแม้จะเป็นเพียงความฝัน เขาก็ยังไม่อาจควบคุมหยดน้ำตาของตนให้หยุดไหลได้

            เขาร่ำร้องอย่างเจ็บปวดใจ เพราะภาพในความฝันเหมือนจริงเหลือเกิน

            เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนที่กำลังแผดเผาราวกับตนนั้นอยู่ในกองไฟ เปลวไฟร้อนแรงจนร่างกายเขารวดร้าว มองเนื้อหนังบนใบหน้าของท่านอาจารย์อาค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมเปลวเพลิง เหลือเพียงเถ้ากระดูกสีดำไว้กองหนึ่ง

            เขาพลันคิดถึงเด็กสาวคนนั้น เด็กสาวที่มีนามว่าเฉินโย่ว พวกเขานั้นมีความลับที่สัญญากันไว้ว่าใครก็ห้ามพูดออกมา กระทั่งท่านอาจารย์ก็ห้ามบอก

            เด็กหญิงคนนั้นที่ร่างเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่ยังลุกโชนอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาถามนางว่าเจ็บหรือไม่ นางกลับส่ายหน้าแล้วกล่าวว่าไม่เจ็บ

            เขาว่าน่าจะเจ็บมากกระมัง มิเช่นนั้นท่านอาจารย์อาของเขาจะมีสีหน้าเจ็บปวดถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ทั้งที่ท่านอาจารย์อายามอยู่บนเขาก็ฝึกวิชาหนังเหนียวอยู่ตลอด กระทั่งใช้ไม้ทุบลงไปบนศีรษะท่านอาจารย์อา ท่านอาจารย์อาก็ยังไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ

            ทว่ายามอยู่กลางเปลวเพลิง ท่านอาจารย์อากลับร้องโหยหวนอย่างน่าหวาดกลัว

            กระทั่งปรากฏแววขุ่นเคืองในดวงตา สือชีก็รู้สึกว่าความขุ่นเคืองนั้นเป็นเพราะเขา

            เมื่อคิดถึงเด็กหญิงคนนั้นก็เห็นว่านางกำลังยืนอยู่กลางทุ่งหญ้า

            เปลวเพลิงที่ลุกโหมขึ้นมา กำลังโลมเลียครอบกายเด็กหญิงตรงหน้าเขาเอาไว้ จนสือชีต้องร้องลั่นออกมา “อย่า อย่า.....”

            เขาพลันตื่นขึ้นจากนิทรา

            เหงื่อผุดพรายจนศีรษะเปียกชุ่ม ใบหน้าก็ขาวซีดไร้สีเลือด

            แล้วเขาก็เห็นว่าท่านอาจารย์กับศิษย์พี่กำลังนั่งสวดมนตร์อยู่ตรงหน้าตน

            “ท่านอาจารย์ ข้าฝันว่าท่านอาจารย์อากับคนอื่นๆ...”

            “เจ้าเด็กโง่ มันเป็นแค่ความฝัน ไม่ต้องเล่ามันออกมา ต่อไปก็อย่ากล่าวถึงมันอีก” ท่านอาจารย์ร่างผอมแห้งราวกับต้นหญ้าในทุ่งหญ้าที่ถูกแผดเผา มีเพียงหนังที่ยังคงยึดติดกับกระดูกเท่านั้น

            ศิษย์พี่ก็ยังคงเคร่งขรึมเงียบงันไม่กล่าวอันใด ไม่เหมือนวันก่อนที่มักจะหยอกเย้าเขาเล่น

            สิ่งที่เขาฝันนั้นเป็นความจริง

            เขารู้ว่าตนนั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ

            เขาหยิบกระจกออกมา กระจกบานนี้คือสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้รับมอบเป็นรางวัลครั้งที่ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทในวังหลวง

            กระจกใสจนเห็นใบหน้าได้ชัดเจน

            ว่ากันว่าเป็นองค์หญิงที่คิดค้นมันขึ้นมา บนโลกนี้มีอยู่เพียงไม่กี่บาน

            เมื่อกลับมาแล้ว ท่านอาจารย์ก็ยกมันให้เขา ให้เขานั้นตั้งใจสังเกตตาซ้ายของตนให้ดี

            เขาจึงเพิ่งรู้ว่าเหตุใด ท่านอาจารย์จึงมักจะให้เขาสวมผ้าปิดตาไว้

            เพราะตาซ้ายของเขานั้นมีตาดำถึงสองดวงทับซ้อนกันอยู่

            บัดนี้ยามเขาส่องกระจก ตาดำในกระจกนั้นกลับมีดวงหนึ่งเป็นสีแดง ส่วนอีกดวงเป็นสีดำ สีดำและสีแดงรวมกันเป็นหนึ่ง

            เขาเห็นเช่นนั้นก็ตกใจเสียจนแทบจะโยนกระจกในมือตนทิ้ง

            ในมือเขายังคงถือลูกปัดเม็ดสีฟ้านั้นไว้ ยามนี้ท่านอาจารย์ยังคงโดนหลอกเรื่องเชือกเส้นนั้น เชือกที่เขาห้อยคอไว้

            ในตอนนั้นครั้งแรกที่ท่านอาจารย์เห็นว่าจี้หยกที่เคยมอบให้เขาหายไป ก็โกรธเกรี้ยวนัก

            ทว่าเมื่อเห็นว่าเขาแลกมันกับลูกปัดสีฟ้าของเฉินโย่ว ท่านอาจารย์ก็นิ่งเงียบไม่กล่าวสิ่งใดอีก

            ยามเขาถือลูกปัดนั้นไว้ก็รู้สึกว่าในใจตนนั้นค่อยๆ สงบลง ลูกตาสีแดงก็ค่อยๆ กลับคืนสีดำ เพียงแต่เขานั้นไม่อาจห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้

            “ท่านอาจารย์ พวกเรากลับไปภูเขาศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่ ท่านอาจารย์อาจะมารับพวกเราหรือไม่ หรือเขาจะเกิดเรื่อง ข้ามองเห็นเขา”

            ภิกษุชราหลับตาลง แล้วจึงยื่นมือมาลูบศีรษะล้านเลี่ยนของเณรน้อยเบาๆ

            ตาทั้งสองที่หลับอยู่มีหยดน้ำใสๆ ไหลริน เขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน

            .....

            เณรน้อยตื่นแล้ว ฟ้าสว่างแล้ว ประตูเมืองก็เปิดแล้ว

            ทุกวันของเมืองหลวงแคว้นเชินที่แสนจะมั่งคั่งมีคนเข้าออกอยู่ไม่ขาดสาย ชวนให้ผู้เห็นความรุ่งโรจน์อย่างสูงสุดของแคว้นอยู่ไม่ไกล

            คนที่ต่อแถวรอเข้าเมืองนั้นมีมากมายนัก กระทั่งยามเช้าตรู่ที่ประตูเมืองเพิ่งจะเปิด แถวของผู้คนที่รอเข้าเมืองก็ยาวเหยียดจนมองไม่เห็นปลายแถวแล้ว

            แคว้นเชินมีสำนักเชินที่เลื่องลือไปทั้งใต้หล้า

            ปัจจุบันมีสามแคว้นหลัก ได้แก่แคว้นเชิน แคว้นซี และแคว้นจิง นอกจากแคว้นใหญ่นี้แล้ว ยังมีแคว้นเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลอีกจำนวนหนึ่ง

            หนึ่งในสามแคว้นใหญ่แคว้นเชินคือแคว้นแห่งพิธีการ ทั้งยังถูกขนานนามว่าเป็นแคว้นอันดับหนึ่งที่ทั้งเปิดกว้างต้อนรับคนจากภายนอกเป็นอย่างดี กระทั่งความรู้ต่างๆ ก็ล้วนแต่เปิดเผย ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว พวกเขาไม่เคยเก็บงำความรู้ของตนไว้เพียงผู้เดียว

            คนจากแคว้นอื่นที่ได้มาเยือนแคว้นเชินล้วนแต่ชื่นชมแคว้นเชินไม่ขาด ทว่าเบื้องหลังอาจจะลอบนินทาลับหลังว่าแคว้นเชินโง่งมหรือไม่ก็ไม่อาจทราบ แต่เบื้องหน้านั้นเหล่าแคว้นน้อยใหญ่ล้วนแต่ออกปากชมรูปแบบของแคว้นเชิน

            อาหลานตระกูลหยินที่รู้เรื่องการบุกมาของกองทัพจิงก่อนใครนั้น บัดนี้กำลังต่อแถวอยู่เช่นกัน

            พวกเขาหลบหนีจากทุ่งหญ้ารกร้างมานานแล้ว ทว่ากลับไม่ได้ตรงมาเมืองหลวงของแคว้นเชินทันที ด้วยเพราะพวกเขานั้นมีภารกิจที่ต้องทำ จึงได้เผื่อเวลาสำหรับการพักเดินทางเอาไว้แล้ว แต่เพราะด้านหลังมีกองทัพจิงอยู่ เวลาสำหรับการหยุดพักจึงไม่นับว่านานนัก เพียงพอแค่ให้มาถึงเมืองหลวงแคว้นเชินเท่านั้น

            เพียงแต่ยามนี้บรรยากาศในรถม้าไม่ค่อยจะดีนัก

            หยินสงไม่ได้สวมชุดผ้าไหมหูเตี๋ยอีก ด้วยจำเป็นต้องส่งมันกลับแคว้นซีเท่านั้น เพราะมีแต่ตระกูลหยินของเขาที่สามารถซ่อมแซมมันได้

            วันนี้เขาเปลี่ยนมาสวมชุดยาวสีน้ำเงินน้ำทะเลที่น่ามองไม่แพ้กันแทน

            ผ้าโพกศีรษะสีน้ำเงิน ชุดยาวสีน้ำทะเล เรือนผมยาว คิ้วงาม หากว่าบนหลังแบกตำราไว้สักตั้งหนึ่ง เขาย่อมต้องดูเหมือนบัณฑิตที่ออกท่องไปทั่วใต้หล้าเพื่อหาความรู้ที่รูปงามที่สุดเป็นแน่

            ส่วนหยินสงนั้นวันนี้สวมชุดสีขาวตลอดร่าง ทั้งยังยับยู่ยี่ไปทั้งตัว กระทั่งผ้าคาดเอวก็ยังไม่มัดให้เรียบร้อย

            เด็กชายกำลังทำสงครามกับท่านอาของตน ที่เขาทำตนเองให้มีสภาพเช่นนี้ก็เพื่อจะแสดงออกว่าตนกำลังไม่พอใจอยู่

            ตลอดการเดินทางเด็กชายก็พยายามลอบหนีกลับไปที่ทุ่งหญ้ารกร้างตั้งหลายครั้ง กล่าวว่าตนนั้นจะไปใช้หนี้พนัน ช่างรนหาที่ตายจริงๆ

            การค้าของตระกูลเขาถือเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า ข่าวสารต่างๆ ที่ส่งมาย่อมจะต้องรวดเร็วกว่าใคร

            หยินหัวเองก็ไม่อาจลงมือตีเจ้าหลานชายได้ จึงได้แต่จับตามองเจ้าเด็กนี่ไว้ตลอดทาง หวังว่าไปถึงเมืองหลวงแคว้นเชินแล้วก็คงจะดีขึ้น

            “อาจะพาเจ้าไปเจอองค์หญิงน้อยของแคว้นเชิน นางอายุน้อยกว่าเจ้าเพียงเล็กน้อย ทว่าท่าทางดูราวชาวสวรรค์ ข้าขอรับรองหากเจ้าได้เจอนางแล้วจะต้องลืมเด็กหญิงบนหลังม้านางนั้นได้แน่” หยินหัวกล่าวโน้มน้าวหลานชายตนอย่างขมขื่น

            ตลอดทางมานี้สตรีที่หมายปองก็ไม่ได้เจอสักนาง ทั้งยังต้องมาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ครั้งหน้าหากว่าเขายังจะพาเด็กมาอีก ก็มาเรียกเขาว่าสุนัขได้เลย!

            “ข้าไม่อยากเจอองค์หญิงอะไรนั่น ท่านอยากเจอก็เจอไปคนเดียว ข้ารู้แค่เพียงว่าลูกผู้ชายต้องพูดคำไหนคำนั้น กล่าวออกมาแล้วก็ต้องทำให้ได้ หากเจอปัญหาแล้วเอาแต่หนีเช่นนี้จะเป็นวีรบุรุษได้อย่างไร!” เด็กชายยังคงนั่งอยู่บนตั่งของตนอย่างเกรี้ยวกราด สะบัดหน้าหนีท่านอารองของตน มองออกไปนอกหน้าต่าง

            “เจ้าขวัญอ่อน ช่วยอันใดก็ไม่ได้ หากยังอยู่ที่นั่นก็รั้นแต่จะเพิ่มภาระให้พวกเขา เช่นนั้นเจ้าจะทำอันใดได้เล่า เจ้าไม่เห็นหรือว่าเมืองหลวงแห่งนี้งดงามตระการตาเพียงใด ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะเอาแต่หลับหูหลับตากังวลใจไปอย่างเปล่าประโยชน์ อีกเดี๋ยวเมื่อถึงเวลาข้าจะเป็นคนพาเจ้าไปพบผู้มีพระคุณเอง” แม้หยินหัวจะโกรธหลานชายนัก แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะโน้มน้าวสักหน่อย

            หยินสงยังคงนิ่วหน้า เขายังคงไม่เบิกบานใจ ทว่าก็ไม่ได้โต้แย้งคำของท่านอาตน

            บ้านเมืองที่เขาเห็นนอกหน้าต่างนั้นช่างเจริญรุ่งเรืองจริงๆ ประตูเมืองสูงตระหง่าน ผู้คนร้องรำอย่างสำราญใจ

            ทันใดนั้นก็มีม้าตัวหนึ่งห้อตะบึงเข้ามา จนคนในแถวพากันหลบไปคนละทิศคนละทาง

            เหล่าทหารบนกำแพงเมืองก็พลันลนลานควานหาธนู

            ทว่ากลับเห็นว่าบนหลังม้านั้นยังมีคนนอนซบอยู่ บนร่างสวมชุดขุนนางแคว้นเชิน หมวกขุนนางบนศีรษะห้อยอยู่ มันขยับไหวตามจังหวะของม้าที่ควบมา

            ประตูเมืองพลันเปิดออก ต้อนรับให้เขาเข้าเมือง

            คนบนหลังม้าพยายามยันกายให้ลุกขึ้น ขาของเขาเหวอะหวะไปด้วยแผล แม้แต่ร่างก็ยังต้องผูกติดไว้กับม้า ชุดขุนนางนั้นก็ขาดไปหมดแล้ว

            ทว่าบัดนี้ชาวแคว้นเชินที่ให้ความสำคัญกับเรื่องรูปลักษณ์ที่สุด กลับไม่มีใครนึกขันคนตรงหน้าขึ้นมา

            ชายหนุ่มกล่าวขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง “กองทัพจิงบุกแล้ว ราษฎรถูกฆ่าตาย ทหารชายแดนก็ตายกันหมด ราชสำนักไม่ยอมส่งกองทัพมาสนับสนุนสักนาย ข้าเฉินเจี๋ยอวี๋ ไม่ขอรับหมวกขุนนางจากราชสำนักนี้ไว้ เพียงแต่ขอถามสักเถิดว่าเพราะเหตุใด...เพราะเหตุใด...เพราะเหตุใดเล่า”

            ชายชราราวกับเสียสติไปแล้ว บัดนี้จึงได้กรีดร้องอยู่หน้าประตูเมือง

            เสียงพิณฟังสบายที่แว่วมาพลันหยุดลง

            เหล่าพ่อค้าที่ร้องเรียกคนให้เข้าร้านก็เงียบเสียงลงเช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592