วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 11.32 น.
เสียงร้องไห้ฟูมฟายสะอึกสะอื้นเหมือนคนใจจะขาดทำให้เกียกกายต้องสะดุ้งตื่นขึ้น และมองไปยังต้นเสียงที่อยู่เบื้องหน้า นั่นก็คือเพื่อนรักที่กำลังนอนคุดคู้อยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งทุบลงบนอกด้านซ้ายของตัวเองไม่หยุด ทำเอาคนเพิ่งตื่น ใในการกระทำนั้น จึงรีบดึงมือเพื่อนรักออกทันทีและเขย่าตัวเพื่อให้ตื่น
“ไอ้ที ตื่น ๆ เป็อะไรวะ ร้องไห้ทำไม”
ทีปกรสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง ใช้มือปาดคราบน้ำตาที่ยังเปื้อนอยู่ทั้งสองแก้ม และค่อย ๆ ดันตัวให้ลุกขึ้นมานั่ง
“เห้อ… อะไรวะเนี่ย”
“จะอะไรสะอีก นายร้องไห้ฟูมฟายจะเป็จะตาย ทำเอาฉันตกอกใหมด” เกียกกายโวยวายออกรสออกชาติเพราะไม่เคยเห็นเพื่อนรักเป็แบบนี้มาก่อน แต่ทีปกรกลับนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความฝัน ก็รู้สึกถึงความเ็ปที่แทรกซึมอยู่ก้นบึ้งภายในจิตใจ เ้าตัวค่อย ๆ ยกมือขึ้นมาจับที่หน้าออกด้านซ้ายของตัวเอง
“ฉันว่าฉันรักเขา" ทีปกรพูดขึ้นมาด้วยแววตาที่เลื่อนลอย
“รักใคร? อย่าบอกนะว่าเป็นายเขมทัตอะไรนั่น” ทีปกรพยักหน้ายอมรับ
“เห้ย!! นายจะบ้าเหรอ เพิ่งเจอกันแค่ไม่กี่ครั้งจะเป็ความรักได้ไง แล้วอีกอย่างเขาก็ไม่ใช่คนนะเว้ย เขาเป็ผี คนกับผีจะรักกันไม่ได้” เกียกกายพยายามพูดเตือนสติเพื่อนรักที่กำลังติดอยู่ในภวังค์
“ฉันรู้ว่าเขาไม่ใช่คนแล้วเขาก็ไม่ใช่ผีอย่างที่แกเข้าใจด้วย ถึงแม้ว่าเราจะอยู่กันคนละภพ แต่เจอกันทีไร เขาก็ทำให้ใจฉันเต้นระรัวทุกที ทำไมฉันต้องรู้สึกหวั่นไหวไปกับท่าทีที่นิ่งขรึม และเสียงพูดที่ทุ้มต่ำของเขาด้วยนะ พอฉันคิดว่าเขามีคนรักอยู่แล้ว ใจของฉันตรงนี้มันก็เจ็บ เจ็บอย่างไม่รู้สาเหตุ ฉันห้ามอาการพวกนี้ไม่ได้จริง ๆ” ทีปกรพูดออกมา พลางใช้มือข้างขวาตีไปที่หน้าอกด้านซ้ายของตัวเองเบา ๆ เพื่อลดอาการความเ็ปนั้น
“อาการถ้าจะหนักแล้วนะ เดี๋ยวกลับไปกรุงเทพฯคราวนี้ ฉันจะพานายไปรดน้ำมนต์” เกียกกายได้แต่ส่ายหัวกับความรักที่ไม่มีอยู่จริงของเพื่อนรัก ทันใดนั้นสายตาก็พลันไปเห็นบรรยากาศโดยรอบที่มีแต่หยากไย่ ก้มลงไปมองบนเตียงก็มีแต่ฝุ่นเกาะหนาเกรอะกรังเหมือน ณ ที่แห่งนี้เป็ที่รกร้างมานาน ซึ่งแตกต่างไปจากภาพที่เห็นเมื่อวานโดยสิ้งเชิง
"หยุดเ็ปก่อนเพื่อนรัก มาสนใจตรงหน้านี่ดีกว่า ดูสิ” เกียกกายชี้ให้ทีปกรดูรอบ ๆ ห้อง และใช้มือตบไปที่บนเตียงจนทั้งคู่สำลักฝุ่นที่ฟุ้งกระจายออกมา ทำให้ทีปกรนึกถึงคำที่เขมทัตพูดก่อนที่ตื่นขึ้นมาได้ จึงรีบบอกเพื่อนรักทันที
“เออใช่ เราต้องรีบออกจากที่นี่ก่อนจะค่ำ”
“แล้วจะรออะไรล่ะครับ” ทั้งสองต่างกระเด้งขึ้นจากที่นอนและเก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว เมื่อเปิดประตูบ้านออกไปก็พบว่าด้านนอกกลายเป็ป่ารกชัฏ ดอกไม้แสนสวยที่เคยเห็นเมื่อวานก็สลายหายไปหมด ลานโล่งกว้างที่เคยมีตอนนี้กลับไม่มี มีแต่หญ้าสูงใหญ่ที่ลู่ไปตามล้อของรถยนต์ ทั้งสองยืนอึ้งกิมกี่กับภาพตรงหน้าได้ไม่นาน ก็ตั้งสติได้ จึงรีบขนของขึ้นรถและขับออกไปในทันที
วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 12.31 น.
เพื่อนรักทั้งสองกำลังขับรถมุงหน้าออกจากอุทยานที่แสนจะวังเวงแห่งนี้ จากถนนที่เคยมีสองเลนตอนนี้เหลือเพียงแค่เลนเดียวเท่านั้น อาจจะเป็เพราะรกร้างมานาน ต้นไม้จึงขึ้นข้างทางบีบไหล่ทางเข้ามาให้ดูแคบลง เกียกกายได้แต่ขับไปตามรอยล้อรถยนต์ของตนที่เคยกรุยทางเข้ามา
“ถ้าขับออกมาตอนกลางคืนมีหวังได้ช็อกตายอีกรอบ จะมีตัวอะไรโผล่ออกมาข้างทางอีกรึป่าวก็ไม่รู้” เกียกกายบ่นพึมพำกับตัวเองหลังจากที่เงียบกันไปนาน
“กลางวันแสก ๆ ไม่ต้องกลัวหรอกน่า” ทีปกรพูดปลอบใจเพื่อนรักและหันไปมองหน้า ก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน
“ทำไมนายตาบวมวะ ร้องไห้เหรอ” เ้าตัวชะโงกไปมองหน้าเพื่อนรัก เพื่อให้เห็นดวงตาที่ปูดบวมชัด ๆ
“เออ” เกียกกายตอบแบบไม่สบอารมณ์
“เป็ห่วงฉันเหรอ?”
“เออ”
“นอกจากขี้กลัวแล้ว ยังขี้แงด้วยเหรอเนี่ย” ทีปกรเริ่มแซว จนเกียกกายหลี่ตาลงเหมือนพร้อมที่จะเริ่มทำาประสาทอีกครั้ง