ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้ร่างบางที่กำลังหลับสบายได้สติขึ้นมา แต่ยังไม่ทันลืมตาด้วยซ้ำ ใบหน้าสวยพลันเบ้ด้วยความเจ็บ เธอปวดระบมไปทั้งร่างั้แ่หัวจรดเท้า โดยเฉพาะตรงบริเวณนั้นที่เพียงแค่ขยับก็เจ็บร้าวจนแทบร้อง
รมิตาลืมตาขึ้นมาด้วยความใ เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไร หมายถึงเธอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงกลายมาเป็แบบนี้ไปได้ จำได้ว่าก่อนหน้าเทวิกากำลังพาเธอกลับบ้านนี่นา แล้วทำไม...
ใบหน้าที่แม้ว่าจะไร้เครื่องสำอางแต่ก็ยังสวยหันมองรอบตัวอย่างสงสัย เธอไม่คุ้นกับที่นี่ แต่ดูจากการจัดวางพวกเฟอร์นิเจอร์คงเป็โรงแรมที่ไหนสักแห่ง เหอะ...ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมาเจอกับเื่แบบนี้
รมิตาค่อยๆ ขยับตัว แม้ว่าจะเจ็บแต่เธอก็กัดฟันทนไม่ร้องออกมา หากแต่ในตอนนั้นเองที่รู้สึกถึงแรงขยับข้างตัว เธอรีบหันมองด้วยใ ส่วนหนึ่งเพราะไม่คิดว่าผู้ชายที่ใช้ค่ำคืนร่วมกันจะยังอยู่แบบนี้
และสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ยิ่งยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็อย่างดี แผ่นหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยเล็บของเธอเอง รอยมันมากจนรมิตาไม่อยากจะเชื่อว่าเธอเป็คนทำ และทั้งๆ ที่สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก แต่ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว เมื่อเห็นว่าบางรอยนั้นมีเืซิบออกมาด้วย
ตอนอาบน้ำเขาคงแสบน่าดู
แต่ก็...ช่างเขาแล้วกัน
ด้วยความที่เห็นแค่หลัง แต่รมิตาก็ดีใจมากที่เห็นแค่นั้น เธอไม่อยากเห็นหน้าเขา ในเมื่อเื่มันเกิดขึ้นไปแล้วก็ช่วยไม่ได้ โวยวายไปก็ไม่ทำให้อะไรที่เสียไปกลับคืนมา รมิตาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ...” แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะมีวันนี้
เมื่อปลงได้แล้ว รมิตาขยับตัวไปที่ข้างเตียงอย่างเบาที่สุด เธอกลัวทำคนข้างๆ ตื่นแล้วต้องมานั่งทำความรู้จักกันอีก หรือที่แย่ที่สุดจะเกิดเื่ซ้ำรอย ยิ่งอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานกันทั้งคู่แบบนี้ รมิตายิ่งไม่อยากจะคิด
โชคดีที่เสื้อผ้าของเธอตกอยู่ไม่ไกลจากเตียงนัก รมิตาคว้าได้ก็รีบจัดการตัวเองทันที เรียบร้อยก็ตรวจเช็คของๆ ตัวเอง เมื่อเห็นว่าทุกอย่างอยู่ครบ รมิตาไม่รอช้ารีบออกจากห้องไป
เื่ที่เกิดขึ้นแล้วก็ช่างมัน เธอเพียงแค่เดินหน้าต่อไป
รมิตาไม่หนีหายไปเฉยๆ แต่ติดต่อเื่ห้องพักและจ่ายค่าห้องเองทั้งหมด และเพราะมันอยู่ใน่เวลาที่วุ่นวาย ทำให้พนักงานไม่ทันสังเกตว่าห้องพักที่รมิตาทำเื่คืนนั้นคือห้องไหน
“เรียบร้อยค่ะ” พนักงานคืนบัตรให้เธอเมื่อจัดการเื่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเรียบร้อย
“เพื่อนฉันเมาค้างอยู่บนห้อง ถ้าตอนเย็นเขายังไม่ลงมา ช่วยขึ้นไปปลุกให้เขากินข้าวด้วยนะคะ”
“ได้ค่ะ จะให้ทางเราเตรียมอาหารไว้ให้เลยไหมคะ?”
“ไม่ต้องค่ะ”
“ได้ค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะที่มาใช้บริการ” พนักงานกล่าวขอบคุณพร้อมกับยกไหว้ตามที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี
เพราะไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็ใคร ทั้งยังไม่รู้ว่าเขาจัดการเื่ห้องพักไปหรือยัง รมิตาไม่รอช้าที่จะติดต่อแล้วถามด้วยตัวเอง เมื่อรู้ว่าเขายังไม่ได้จัดการอะไรทั้งนั้น เธอก็ไม่รังเกียจที่จะเป็คนจ่าย และเพราะว่าเวลาเช็คเอาท์ของทางโรงแรมคือไม่เกินเที่ยง แต่นี่ก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว เมื่อสอบถามจนรู้ว่าห้องที่ใช้บริการไม่มีคนพักต่อ รมิตาก็ทำเื่เข้าพักอีกคืนทันที เธอไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นจะตื่นเมื่อไหร่ และไม่ได้ใจร้ายมากพอที่จะให้เขาโดนพนักงานของโรงแรมจับโยนออกไป
เมื่อจัดการเื่ทั้งหมดเสร็จ รมิตาเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังไม่หยุด และดูเหมือนว่าคนที่โทรเข้ามาจะมีเื่ด่วนมาก เขาคงไม่คิดวางและจะโทรต่อไปจนกว่าปลายสายจะรับ
“โอ้ยยยย! มีใครตายหรือไง!?” เทวิกาที่ปวดหัวอย่างหนักแต่ก็ฝืนลุกขึ้นมาเพราะไม่อาจทนฟังเสียงโทรศัพท์ต่อไปได้
“ใคร!?” เธอไม่คิดจะทักทายหรือไม่แม้แต่จะดูชื่อคนที่โทรเข้ามาด้วยซ้ำ
“เทล!” หากแต่ปลายสายเองก็หงุดหงิดไม่ต่างกัน เขาตะคอกกลับมาด้วยเสียงที่ดังกว่า และมันทำให้สติของเทวิกากลับมาได้อีกครั้ง
เธอมุ่นคิ้วด้วยความสงสัย ยกโทรศัพท์ออกมาดูชื่อคนที่โทรมา เมื่อเห็นว่าเป็ใครก็กลับไปคุยต่อ ไม่ได้สะทกสะท้านกับความหงุดหงิดของฝั่งนั้นเลย เธอสิที่ต้องโมโห โทรมากวนทำไมก็ไม่รู้ ปวดหัวจะตายอยู่แล้วเนี่ย!
“มีอะไรอ่ะนน?” ถามไปก็หาวไปด้วย รีบคุยให้จบแล้วเธอจะได้กลับไปนอนต่อ
คนที่โทรเข้ามาคือเพื่อนชายคนหนึ่งของเทวิกา เป็เพื่อนต่างคณะที่เคยไปสนุกด้วยกันอยู่สองสามครั้ง
“จะอะไรซะอีก ก็มินไง มึงพามินไปไหน? แม่ง...ปล่อยให้กูรอทั้งคืน” น้ำเสียงของอีกฝ่ายยังบ่งบอกได้ถึงความหงุดหงิด
แต่เทวิกากลับชะงักไป เธอขมวดคิ้ว พยายามคิดถึงเื่เมื่อคืน
“ก็ขึ้นรถแกไปแล้วนี่?” เธอจำได้ว่าเป็คนพารมิตาขึ้นรถของอานนท์ด้วยตัวเอง เป็ทั้งคนเปิดและปิดประตู
“รถกูที่ไหน เนี่ย...รอทั้งคืนมึงก็ไม่พามินมาสักที นี่มึงหลอกกูเหรอเทล?”
“หลอกอะไร!? ถ้าไม่ใช่รถแกแล้วรถใคร ก็พอมินมันขึ้นรถเสร็จก็ขับออกไปเลยนี่...” ยิ่งพูดเทวิกายิ่งหน้าเสีย
“เอางี้...กูถามคำเดียว”
“...”
“เมื่อคืนมึงเมาหรือเปล่า?” น้ำเสียงของอานนท์บอกชัดว่าเขารู้คำตอบอยู่แล้ว
“ฉัน...”
“แม่ง! แผนจะแตกก็เพราะความโง่ของมึงนี่แหละเทล”
“...”
“ถ้ามินเอาเื่ บอกเลยว่ากูไม่เกี่ยว กูยังไม่ได้ทำอะไรมินเลยสักนิด!” พูดจบก็ตัดสายไปทันที
เทวิกายังนิ่งค้าง เธอเหมือนจะเรียบเรียงเื่ราวไม่ทัน รมิตาไม่ได้ไปกับอานนท์ แล้วหายไปไหน? เทวิกาจำได้ว่ารถคันนั้นเคลื่อนตัวออกไปทันที เธอยืนมองมันจนลับสายตา ในหัวตอนนี้มีแต่เื่สงสัยเต็มไปหมด แต่กลับไม่มีสักเสี้ยวที่จะเป็ห่วงเพื่อน
“ทำยังไงดี?” ยิ่งคิดตามคำพูดของอานนท์ เทวิกาก็ยิ่งกลัว เธอคิดไปถึงเื่ที่รมิตาอาจจะเอาเื่นี้ไปแจ้งตำรวจ แล้วถ้าเป็แบบนั้นจริงเธอจะทำยังไงดี!?
“มิน...ต้องรีบโทรหามิน” อย่างน้อยตอนนี้ต้องรู้ก่อนว่ารมิตาเป็ยังไง บางทีมันอาจจะไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นก็ได้
ทุกวินาทีของเสียงรอสายบีบหัวใจของเทวิกาจนเธอเครียด หัวที่ปวดจากอาการเมาค้างก็ยิ่งปวดหนักกว่าเดิม แต่นอกจากการโทรไปหารมิตา เทวิกาก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว
“ฮัลโหล...”
“มิน!! แกทำอะไรอยู่!? ทำไมฉันโทรไปตั้งนานแล้วแกไม่รับ!!” เทวิกาเปิดประเด็นด้วยการด่าก่อนเลย ปลายสายเงียบสักพักจนเธอใจหาย แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น มันมีเสียงถอนหายใจดังออกมา
“เฮ้อ...ฉันซื้อยาอยู่” น้ำเสียงของรมิตาที่ดังมาตามสายไม่ต่างอะไรไปจากตอนปกติเลยสักนิด
เทวิกาใจชื้นขึ้นมาหน่อย แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวเมื่อนึกได้ว่ารมิตากำลังทำอะไรอยู่
“ซื้อยาทำไม? แกเป็อะไร?” น้ำเสียงของเทวิกาไม่สู้ดีนัก ั้แ่ที่รู้จักกันมาเธอรู้ว่าร่างกายของรมิตาแข็งแรงมาก ถ้าไม่ติดว่าไม่ค่อยดูแลตัวเองแล้วเอาแต่ทำงาน เทวิกาไม่คิดด้วยซ้ำว่าคนอย่างรมิตาจะป่วยเป็
“ทำไมเหรอ?” หากแต่น้ำเสียงของรมิตากลับเรียบนิ่งจนคนที่มีความผิดติดตัวใจไม่ดี
“...”
“แกถามทำไมเหรอเทล?”
“ก็...” เทวิกากรอกตาไปมา พยายามคิดหาข้ออ้าง “ก็เมื่อคืนแกหายไปไหนก็ไม่รู้ ฉัน...ก็เลยเป็ห่วง”
“เหรอ...”
“มิน...แกไม่เป็อะไรจริงๆ ใช่ไหม?”
“อืม ไม่เป็ไร” แต่ถึงรมิตาจะบอกแบบนั้น ใจของเทวิกาก็ยังไม่ยอมสงบ ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ก็ยิ่งเต้นกระหน่ำ
“มีอะไรอีกมั้ยเทล?”
“ไม่แล้ว...”
“งั้นแค่นี้ก่อนนะ”
“ได้ๆ ถ้ายังไงเดี๋ยววันจันทร์ค่อยเจอกันนะ” พูดจบเทวิกาก็ชิงตัดสายไปทันที
ทั้งที่ก่อนหน้ากังวลแทบตาย แต่ตอนนี้กลับรู้สึกปลอดโปร่งที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หมายถึง...รมิตายังไม่เอ๊ะใจหรือซักไซ้เอาความ แต่ถึงอย่างนั้นก็น่าเจ็บใจที่มันรอดไปได้ ทำให้แผนของเธอพังหมด!
เสียงสัญญาณหายไปแล้ว รมิตาถือโทรศัพท์ออกมาดูหน้าจอที่ดับสนิท มุมปากของเธอยกยิ้ม มันเป็รอยยิ้มเย้ยหยันให้กับตัวเอง
เมื่อกี้เทวิกาบอกว่าเป็ห่วงเธอใช่ไหมนะ?
หึ...ถ้าเป็ห่วงจริง คงติดต่อกลับมาั้แ่เมื่อคืนแล้วล่ะ แต่นี่ในประวัติการโทรกลับไม่มีสักสาย
เทวิกาคิดได้ยังไงว่าเธอจะหลงเชื่อคำโกหกนั่น
แต่ทั้งที่รู้ว่าเพื่อนโกหก ก็ไม่มีสักเสี้ยวความคิดที่ว่าอยากเลยคบกันเลยสักนิด เทวิกาคือเพื่อนคนแรกของเธอ ทั้งยังเป็คนที่เธอไว้ใจมาก ถึงจะรู้สึกว่าบางครั้งเพื่อนคนนี้มีอะไรแปลกๆ แต่ก็ไม่อยากจะฟันธงแล้วตัดสินใครง่ายๆ
ไม่ว่าใครก็ผิดพลาดกันได้ทั้งนั้นนี่?
สุดท้ายรมิตาก็ปล่อยผ่านเื่นี้ไป เธอไม่อยากเก็บมันมาคิดให้ทุกข์ใจอีก พยายามหลอกตัวเองต่อไปว่ามันคือความผิดพลาด ใครๆ ก็พลาดกันได้ หลังจากที่เก็บโทรศัพท์ไปแล้ว รมิตารับยาจากหมอก่อนจะจ่ายเงิน เธอเดินออกจากคลินิกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่ามันจะมีสายตาของคนรอบข้างมองมาก็ตาม
ก็แน่ล่ะ...ถึงคนพวกนั้นจะไม่รู้ว่าเธอมาซื้อความคุมฉุกเฉิน แต่ตอนนี้ทั้งตัวของรมิตาเต็มไปด้วยรอยที่ผู้ชายคนนั้นทำเอาไว้ หากคนที่มองมาไม่ได้อ่อนต่อโลกนัก ก็คงจะรู้ว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้น
อยากมองก็มองไปเถอะ เพราะยังไงก็ทำได้แค่มอง
รมิตาไม่คิดจะสนเื่ที่เกิดขึ้นอีก เธอเดินหน้าต่อไป เพิ่มเติมอีกนิดคือรอดูว่าเมื่อไหร่เทวิกาจะพูดเื่ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นกับเธอตรงๆ
แต่สุดท้ายไม่ว่าจะรอแค่ไหน เพื่อนคนดีก็ไม่เคยพูดถึงมันอีกเลย รมิตาเลยเลิกหวัง เทวิกาคงปล่อยเบลอเื่นี้แล้วจริงๆ ในเมื่ออยากจบงั้นก็ให้มันจบแต่เพียงเท่านี้...
แต่ใครจะคิด...ว่าเื่มันไม่จบ
ซ้ำคนที่ทำให้มันกลายเป็เื่ใหญ่ ยังไม่พ้นคนที่รมิตาเรียกว่าเพื่อนสนิท
“นี่มันอะไรวะมิน!? นี่แกท้องเหรอ!!” เสียงของเทวิกาไม่ได้เบานัก ทั้งๆ ที่พื้นที่ในห้องพักก็ไม่ได้เยอะอะไร พวกเพื่อนที่มาติวหนังสือด้วยกันก็นั่งกองสุมหัวกันอยู่กลางห้อง มันไม่มีเหตุผลอะไรให้เทวิกาต้องะโเสียงดังเลยสักนิด
“อะไรวะเทล? ท้องอะไร?” เพื่อนร่วมคลาสคนหนึ่งรีบทิ้งหนังสือในมือ พุ่งเข้าใส่เทวิกา เพื่อดูสิ่งที่เธอถือออกมาจากห้องน้ำ
รมิตารู้ั้แ่ที่ได้ยินเสียงเพื่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แตกตื่นใ เธอยังทำเหมือนว่าสิ่งที่เทวิกาะโออกมานั้นเป็แค่เื่ปกติ ก็เื่ปกติจริงๆ นี่ การสืบพันธ์และการตั้งครรภ์เป็เื่ปกติธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตอยู่แล้ว รมิตาเป็ผู้หญิงคนหนึ่ง สักวันเธอก็ต้องท้อง ยังไงก็ไม่ได้วางแผนจะถือครองความเป็โสดตลอดชีวิตเสียหน่อย
แค่มีลูกก่อนมีสามีเท่านั้นเอง
ที่จริงต่อให้ไม่มีสามีก็ไม่ใช่ปัญหาเหมือนกัน รมิตามั่นใจว่าตัวเองสามารถเลี้ยงลูกได้เป็อย่างดี
“มิน...เื่จริงเหรอวะ?” เพื่อนที่เข้าไปดูเครื่องตรวจครรภ์ในมือของเทวิกาถามออกมาเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
ในบรรดาเพื่อนทั้งหมด รมิตาเป็คนเดียวที่ไม่เคยมีแฟน ทั้งยังไม่มีวี่แววแม้แต่เงาด้วย จนไม่มีเพื่อนคนไหนคิดว่าเธอจะตั้งท้องแบบนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่พวกเพื่อนจะใกันขนาดนี้
“ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ” แต่ความใของเพื่อนก็ไม่สามารถทำอะไรรมิตาได้เลยสักนิด เธอยังนั่งเท้าคางอ่านหนังสือต่อไป
“ั้แ่เมื่อไหร่?” เพื่อนอีกคนถาม
“หมายถึงเื่ไหน? รู้ั้แ่เมื่อไหร่? หรือมีอะไรั้แ่เมื่อไหร่?” เมื่อโดนถามออกไปตรงๆ กลายเป็พวกเพื่อนๆ ที่เงียบกันไปแทน
หากเป็เพื่อนคนอื่นทุกคนก็คงจะกล้ามากกว่านี้ แต่นี่คือรมิตาที่มีปราการน้ำแข็งในใจสูงมาก เรียนด้วยกันมาสี่ปีทำไมทุกคนจะไม่รู้ว่ารมิตาเป็คนที่เหมือนจะเข้าถึงง่าย แต่ที่จริงแล้วไม่เลย ทางที่ดีที่สุดคืออย่าได้ล้ำเส้นความเป็ส่วนตัวของเธออย่างเด็ดขาด เพราะแบบนั้นเลยไม่มีใครกล้าถาม
แต่ก็ยกเว้นอยู่คนหนึ่ง...คนที่ได้ชื่อว่าเป็เพื่อนสนิทมาั้แ่สมัยเด็ก
“แกมีอะไรกับผู้ชายั้แ่เมื่อไหร่?” เป็เทวิกาที่ถามออกมา
เมื่อได้ยินคำถามนี้ รมิตาละสายตาออกจากหนังสือ เปลี่ยนมานั่งเท้าคางมองเพื่อนสนิทของตัวเองแทน ชั่ววินาทีที่ทั้งสองสบตากัน กลายเป็เทวิกาที่หลบสายตาออกไปก่อน ทำทีเป็ก้มมองเครื่องตรวจครรภ์ในมือ รมิตากระตุกยิ้มเมื่อเห็นท่าทางนั้น
กล้าถาม...ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ
ไม่มีใครสังเกตเห็นท่าทางที่แปลกไปของทั้งสอง เพื่อนทั้งหมดสนใจเพียงคำตอบของรมิตาเท่านั้น ในแววตาของแต่ละคนฉายอารมณ์ที่ต่างกัน บางคนเป็ห่วงกังวล บางคนเพียงแค่อยากรู้อยากเห็นเท่านั้น
“ประมาณเดือนก่อนมั้ง คืนวันที่ไปผับ” รมิตาตอบออกไปด้วยน้ำเสียงปกติ
เมื่อเห็นว่าเทวิกาไม่สร้างเื่เพิ่ม รมิตาก็กลับมาสนใจหนังสือในมือต่อ ในขณะที่เพื่อนทุกคนนั้นไม่มีใครสามารถจดจ่อกับการเรียนได้อีกแล้ว ทุกคนต่างคาดหวังให้รมิตาเล่าต่อ
ก็แล้วจะให้เธอเล่าเื่อะไรล่ะ?
ท่วงท่าลีลาในคืนนั้นเหรอ? ขอโทษเถอะ...เธอจำอะไรไม่ได้สักอย่าง