หลังจากที่ครอบครัวซูกับครอบครัวฉินตกลงเื่หมั้นระหว่างฉินซูเม่ยกับซูซ่างจิ่นเป็ที่เรียบร้อย วันคืนที่แสนสุขสบายของฉินซูเม่ยก็ได้จบลง เธอต้องกลับมาทำงานบ้านรับใช้คนในครอบครัว และยังต้องลงไปทำงานในนาเพื่อแลกแต้มเหมือนเดิม
“ซูเม่ย ได้ยินมาว่าเธอหมั้นกับซูซ่างจิ่นแล้วเหรอ” เซี่ยหงล้วงสร้อยข้อมือลูกปัดออกมาจากกระเป๋ากางเกงอย่างเขินๆ “ฉันขอโทษนะ แต่ฉันไม่ค่อยมีเงิน ฉันก็เลยซื้อได้แค่สร้อยข้อมือลูกปัดมาให้เธอเป็ของขวัญเท่านั้น”
ฉินซูเม่ยเกือบจะลืมเพื่อนยุวชนที่แสนดีคนนี้ของเธอไปแล้ว “ขอบใจนะอาหง ความจริงเธอไม่น่าลำบากต้องเสียเงินมาซื้อของขวัญให้ฉันเลย”
“เธอหมั้นทั้งทีฉันก็ต้องมีของขวัญมาแสดงความยินดีกับเธอบ้างสิ จะให้ฉันเป็ฝ่ายรับคนเดียวได้ยังไงกัน”
เซี่ยหงเป็ยุวชนที่ถูกส่งให้มาใช้แรงงานที่หมู่บ้านแห่งนี้ ความจริงแล้วการมาใช้แรงงานครั้งนี้เป็เธอสมัครใจที่จะเดินทางมาเอง เป็เพราะเธอไม่อยากอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยง ั้แ่ที่แม่ของเธอเสียชีวิตและพ่อได้แต่งภรรยาคนใหม่และยังพาลูกติดย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน ชีวิตของเซี่ยหงก็เปลี่ยนไป เธอถูกแม่เลี้ยงกับน้องสาวต่างแม่รังแกมาสารพัด มิหนำซ้ำพ่อยังเข้าข้างภรรยากับลูกสาวคนใหม่อย่างออกนอกหน้า
เมื่อทางการมีประกาศเชิญชวนให้ยุวชนลองไปััชีวิตในชนบทเพื่อจะได้เห็นคุณค่าของชนชั้นแรงงาน เซี่ยหงจึงสมัครเข้าร่วมโครงการโดยไม่ได้บอกครอบครัว เมื่อถึงกำหนดเดินทาง เซี่ยหงถึงได้บอกความจริงกับพวกเขา
น้องสาวต่างแม่ร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจ แม่เลี้ยงต่อว่าเซี่ยหงอย่างหนัก ทั้งพ่อยังตบเธอจนฟันของเธอแทบจะหลุด ไม่ใช่ว่าคนในครอบครัวจะรักและเป็ห่วงเธอมากขนาดนั้น แต่เป็เพราะพวกเขาตั้งใจจะส่งเซี่ยหงไปแต่งงานแทนน้องสาวต่างแม่ของเธอต่างหาก สัญญาหมั้นฉบับนี้ทำขึ้น ั้แ่ก่อนที่แม่เลี้ยงจะแต่งเข้าบ้านมา แต่พอแม่เลี้ยงและน้องสาวได้มาใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ทั้งยังรู้มาว่าคู่หมั้นที่เป็ทหารคนนั้นไปออกรบแล้วได้รับาเ็จนร่างกายพิการ ทำให้คู่หมั้นคนนั้นถูกย้ายตำแหน่งให้มานั่งทำงานในสำนักงานแทนการเป็ทหารแนวหน้า
แม่เลี้ยงกับน้องสาวไม่ได้ถามไถ่อาการของคู่หมั้นคนนั้นแม้แต่น้อย ทั้งครอบครัวของคู่หมั้นหนุ่มก็ไม่ยินยอมที่จะยกเลิกการหมั้น แม่เลี้ยงจึงตั้งใจจะส่งเซี่ยหงให้ไปแต่งงานแทนลูกของเธอ แต่เซี่ยหงกลับสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อไปใช้แรงงานที่ชนบทเสียก่อน
จนถึงตอนนี้เซี่ยหงก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสัญญาหมั้นหมายฉบับนั้นจะถูกจัดการอย่างไร แต่เธอไม่สนใจหรอก เพราะไม่รู้ว่าอีกกี่ปีเธอถึงจะได้กลับเข้าไปชีวิตในเมืองเหมือนเดิม
ส่วนเื่ที่ว่าทำไมเซี่ยหงถึงรู้สึกเกรงใจและยังบอกกับฉินซูเม่ยว่าเธอไม่อยากเป็ผู้รับเพียงฝ่ายเดียว ก็เพราะั้แ่วันแรกที่เธอมาถึงหมู่บ้าน เพื่อนยุวชนที่เดินทางมาพร้อมกันต่างก็ไม่อยากคบหากับเธอ เป็เพราะมีเพื่อนยุวชนคนหนึ่งมาขอยืมเงินเธอเพื่อไปซื้อน้ำดื่ม เธอเพิ่งเคยเจอกับเพื่อนยุวชนคนนั้นเป็ครั้งแรก เธอจึงไม่มั่นใจที่จะให้อีกฝ่ายยืมเงิน อีกทั้งเซี่ยหงมีเงินติดตัวมาแค่สิบหยวน มันเป็เงินเก็บทั้งหมดที่เธอมี และพ่อกับแม่เลี้ยงก็ไม่ได้ให้เงินเธอติดตัวมา หากเพื่อนยุวชนคนนั้นยืมเงินไปแล้วไม่เอาเงินมาคืนให้เธอแล้วเธอจะทำยังไง ถึงเวลาที่เธอเดือดร้อนบ้างล่ะ จะมีใครมาช่วยเหลือเธอหรือเปล่า
เพื่อนยุวชนคนนั้นไม่พอใจที่ยืมเงินไม่สำเร็จ เธอจึงเอาเื่ที่เซี่ยหงเป็คนตระหนี่ไม่มีน้ำใจไปเล่าให้เพื่อนยุวชนคนอื่นฟัง ทำให้เพื่อนยุวชนมองว่าเซี่ยหงเป็คนเห็นแก่ตัว ทุกคนจึงเลี่ยงและไม่ยอมที่จะพูดคุยกับเธอ แม้พวกเขาจะพักอยู่ในบ้านพักหลังเดียวกันก็ตาม
บ่อยครั้งที่เซี่ยหงรู้สึกอึดอัดจึงแอบไปนั่งร้องไห้ที่ทุ่งนา และก็เป็ฉินซูเม่ยที่มาเห็นเหตุการณ์ทุกครั้ง จากนั้นทั้งสองก็ได้มาเป็เพื่อนกัน เมื่อทั้งสองคนเริ่มสนิทกัน เซี่ยหงจึงเล่าเื่ของตนเองให้ฉินซูเม่ยฟัง และฉินซูเม่ยก็เล่าเื่ความเป็อยู่ของเธอให้เซี่ยหงฟังอย่างไม่ปิดบังเช่นกัน ทั้งสองคนจึงสนิทสนมกันและมักจะทำอาหารมาแบ่งกันกิน แต่อาหารส่วนใหญ่ก็เป็ฉินซูเม่ยที่เอามา เซี่ยหงจึงซาบซึ้งกับการกระทำของฉินซูเม่ยอยู่ตลอด
“ฉันจะเป็ผู้รับฝ่ายเดียวได้ยังไง เธอก็ช่วยสอนหนังสือให้ฉันแล้วไม่ใช่เหรอ”
“สอนหนังสือให้เธอได้แค่เดือนเดียว แต่หลังจากนั้นพ่อกับแม่ของเธอก็ไม่อนุญาตให้ฉันสอนเธอแล้ว” เซี่ยหงนึกถึงเื่นี้ขึ้นมาทีไรเธอก็อดที่จะโมโหไม่ได้ “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อกับแม่ของเธอถึงไม่อยากให้เธออ่านออกเขียนได้ ไม่ส่งเธอไปเรียนก็แล้วไปเถอะ แต่ยังไม่ยอมให้ฉันสอนหนังสือให้เธออีก ทั้งๆ ที่มันไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย แต่พวกเขาก็เอาแต่ห้ามเธออยู่ท่าเดียว นี่ถ้าฉันเป็คนคิดมาก ฉันคงคิดว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพวกเขาแล้ว”
ฉินซูเม่ยได้แต่ยิ้ม เธอก็อยากให้เป็อย่างนั้นเหมือนกัน แต่โชคร้ายที่เธอเป็ลูกสาวของฉินซานเหลียงกับหลูเหนียงจริงๆ น่ะสิ ทำไมเธอถึงตอบได้อย่างมั่นใจมากน่ะหรือ ก็เพราะในชาติที่แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พ่อกับแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุ พวกเขาเสียเืจึง้าเืเป็จำนวนมาก เธอถึงได้บริจาคเืของเธอให้กับโรงพยาบาลเพื่อทดแทนเืที่ถูกนำออกมาใช้ จากนั้นเธอก็ใช้โอกาสนี้ตรวจดีเอ็นเอ และผลก็คือเธอเป็ลูกสาวของพ่อกับแม่จริงๆ
“ไม่พูดเื่นี้กันแล้ว ว่าแต่เธอเถอะ เพื่อนยุวชนพวกนั้นยังรังแกเธออยู่หรือเปล่า” ฉินซูเม่ยพูดเปลี่ยนเื่
“เหมือนเดิม ส่วนใหญ่ก็ต่างคนต่างอยู่ จะมีก็แต่เหอเจียวเจียวคนนั้นนั่นล่ะที่มีปัญหา”
“ความจริงเื่มันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว เหอเจียวเจียวก็น่าจะเลิกยุ่งกับเธอได้แล้วนะ”
“เื่ยืมเงินน่ะจบไปแล้ว” เซี่ยหงถอนหายใจ “ความจริงเมื่อก่อนฉันก็รู้สึกผิดเหมือนกันนะที่วันนั้นฉันไม่เอาเงินให้เหอเจียวเจียวยืมซื้อน้ำ ถ้า เหอเจียวเจียวเกิดเป็ลมไปเพราะขาดน้ำขึ้นมาจะเป็ยังไง แต่มาตอนนี้ฉันกลับรู้สึกดีใจที่ฉันไม่ให้เงินผู้หญิงคนนั้นยืม เธอรู้ไหมว่าเพราะอะไร”
“เพราะอะไรล่ะ”
“ก็เพราะว่าฉันแอบไปรู้มาน่ะสิว่าเหอเจียวเจียวไม่ใช่คุณหนูบ้านรวยอะไรหรอก ที่วางท่าไปอย่างนั้นก็แค่แกล้งทำ แล้วฉันยังรู้มาอีกนะว่าเหอเจียวเจียวหยิบยืมเงินเพื่อนยุวชนคนอื่นเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่เคยคืนเงินใครเลย” เซี่ยหงหัวเราะ “เมื่อก่อนคนพวกนั้นเอาแต่ด่าว่าฉันเห็นแก่ตัว ฉันจะรอดูเหมือนกันว่าเมื่อความลับเื่ที่เหอเจียวเจียวยืมเงินคนเขาไปทั่วแล้วไม่คืนแดงขึ้นมา คนพวกนั้นจะว่ายังไง”
“อาหง อีกไม่นานประเทศเราจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถึงตอนนั้นเธออาจจะได้กลับบ้าน ตอนนี้เธอพยายามอ่านหนังสือให้มากๆ นะ”
เซี่ยหงที่อยู่ดีๆ ก็ถูกฉินซูเม่ยชวนพูดไปเื่อื่นก็มองหน้าเพื่อนสนิทอย่างสงสัย “เธอไปรู้อะไรมาเหรอ แล้วไอ้ที่ว่าฉันอาจจะได้กลับบ้านมันหมายความว่ายังไง”
ฉินซูเม่ยจำได้ดีว่าอีกสองปีข้างหน้าจะมีการรื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่ได้ร่ำเรียนมาเหมือนคนอื่นจึงไม่ได้ตื่นเต้นกับเื่นี้มากนัก แต่เหตุการณ์นี้ก็มีผลกระทบครั้งใหญ่กับเธอเหมือนกัน เมื่อชาติที่แล้ว หลังจากที่เธอกับซูซ่างจิ่นแต่งงานกันได้หนึ่งปีก็มีการประกาศว่าจะมีการรื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมาเป็ปีแรก ซูซ่างจิ่นกับฉินซิ่วหลานสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ทั้งคู่
ตอนนั้นเธอรับซูซ่างเฉวียนมาเลี้ยงเป็ลูกบุญธรรมแล้ว และการย้ายที่อยู่ก็ยังเป็เื่ยาก ฉินซูเม่ยจึงไม่ได้ตามซูซ่างจิ่นไปปักกิ่งด้วยกัน แต่ถึงอย่างนั้นฉินซูเม่ยก็มีหน้าที่ที่ต้องหาเงินส่งให้ซูซ่างจิ่นเพื่อเป็ค่าใช้จ่าย อีกทั้งพ่อกับแม่ของเธอยังให้เธอหาเงินส่งเสียให้ฉินซิ่วหลานเรียนด้วยอีกคนหนึ่ง
เมื่อมาตรการหลายๆ อย่างเริ่มผ่อนปรน หลังจากเสร็จงานในนา ฉินซูเม่ยก็จะเข้าไปหางานทำในเมือง แต่เพราะเธออ่านเขียนได้ไม่คล่อง งานที่ถูกจ้างส่วนใหญ่จึงเป็งานทำงานความสะอาด หรือไม่ก็เป็คนล้างจานตามร้านขายอาหารเท่านั้น
ด้วยมีภาระที่ต้องส่งเสียสามีและน้องสาวให้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งยังต้องส่งเสียน้องชายให้เรียนในระดับชั้นมัธยม ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายของทั้งสองครอบครัวอีก ดังนั้นเงินค่าจ้างที่ได้มาจึงไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย
ฉินซูเม่ยจึงเริ่มปลูกผักและรับซื้อผลิตผลทางการเกษตรของเพื่อนบ้านเข้าไปขายในเมือง เรียกว่าธุรกิจของเธอเดินมาถูกทาง ทำให้ฉินซูเม่ยหารายได้จากอาชีพค้าขายนี้ได้ไม่น้อย ดังนั้นจึงถือได้ว่าความอยู่รอดของคนในบ้านและความสำเร็จของซูซ่างจิ่นและฉินซิ่วหลานล้วนมาจากแรงกายของฉินซูเม่ยทั้งสิ้น
เมื่อนึกไปถึงอดีตอันแสนเ็ปที่เธอได้รับเป็ค่าตอบแทนของการทำงานหนัก น้ำตาของฉินซูเม่ยก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว
เซี่ยหงเห็นว่าอยู่ดีๆ ฉินซูเม่ยก็เงียบไป แต่พอเธอเห็นว่าเพื่อนกำลังร้องไห้ เธอก็ถามด้วยความใ “ซูเม่ย! ซูเม่ย เธอเป็อะไร ทำไมอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ล่ะ”
“ไม่มีอะไร แค่คิดว่าต่อไปฉันกับเธอจะไม่ได้เจอกันอีก ฉันก็อดที่จะเศร้าไม่ได้” ฉินซูเม่ยจำเป็ต้องโกหกออกไป
เซี่ยหงขมวดคิ้ว “ตกลงว่าเื่ที่เธอบอกว่าประเทศของเรากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงมันคืออะไร แล้วมันเกี่ยวกับเื่ที่ฉันจะต้องกลับบ้านยังไง”
ฉินซูเม่ยพยายามนึกว่าเธอจะโกหกเพื่อนว่ายังไงดี จากนั้นเธอก็นึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้ “เธอจำตอนที่ฉันไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้ไหม”
“จำได้สิ ตอนนั้นเธอช่วยคุณป้าหูที่กำลังจะจมน้ำ”
“ฉันนอนพักอยู่โรงพยาบาลหลายวัน ทำให้ฉันได้ยินข่าวลือบางอย่างมา” ฉินซูเม่ยแสร้งมองซ้ายขวาแล้วพูดกระซิบ “คุณหมอลี่บอกว่าอีกสองปีจะมีการรื้อฟื้นระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ ถึงตอนนั้นยุวชนที่มาใช้แรงงานก็จะได้กลับบ้านของตัวเอง แล้วยังจะมีการเปิดเสรีทางการค้า โดยที่พวกเราไม่จำเป็ต้องใช้คูปองในการซื้อของอีกต่อไป แต่เื่พวกนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน เธออย่าเพิ่งไปบอกใครล่ะ ฉันยังไม่อยากถูกเ้าหน้าที่จับไปขังคุก”
“ถ้าเป็อย่างที่เธอพูด คนกลุ่มแรกที่จะได้กลับเข้าเมืองก็คือคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ใช่ไหม”
“อืม...ที่ฉันได้ยินมาก็เหมือนจะเป็อย่างนั้นนะ”
“ที่เธอบอกให้ฉันอ่านหนังสือไว้ก็เพราะข่าวลือนี้น่ะเหรอ”
ฉินซูเม่ยพูดด้วยท่าทางจริงจัง “ถึงมันจะเป็ข่าวลือแต่เธอเตรียมตัวไว้ก่อนก็ดี ถ้าเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ตอนเธอกลับไปเธอก็ไม่จำเป็ต้องกลับไปอยู่บ้าน เธอก็พักในหอพักของมหาวิทยาลัยไปเลย รอจนเรียนจบแล้วก็หางานทำ จากนั้นก็หาเช่าบ้านหรือจะซื้อบ้านแล้วออกมาอาศัยอยู่เองก็ได้ เธอจะได้ไม่ต้องเจอหน้าแม่เลี้ยงทุกวันไง”
เซี่ยหงหัวเราะ “เธอก็บอกอยู่ว่ามันเป็แค่ข่าวลือ เธอไม่ต้องทำท่าทางจริงจังขนาดนั้น”
“ฉันพูดจริงนะอาหง เธอต้องเชื่อฉัน เธอต้องหาเวลาอ่านหนังสือ ถ้าข่าวลือเป็จริง เธอจะได้มีโอกาสมากกว่าคนอื่น”