“ถูกแล้วแม่ญิงแว่นแก้ว ศึกครานี้ใหญ่หลวงนัก เาาวเวียงสรวง หาได้นิ่งนอนใจได้ไม่ เื่นี้เป็ความจริง หากพวกมึงมิเชื่อกู จะกลับไปถามต่อผู้เป็บิดาที่เรือนดูก็ได้ แลกูเอง ก็มีเื่ที่จักร้องขอต่อพวกมึงทุกคน กูขอให้ทุกครัวเรือน เร่งเก็บเกี่ยวเสบียงอาหารเข้ายุ้งหลวง หากสุวรรณโคมคำรั้งศึกครั้งนี้ไม่อยู่ เวียงสรวงเรา เห็นทีคงมีอันต้องลำบากแสนเข็ญเป็แน่แท้”
คำบอกเล่าของเ้านางซอมพอ ทำเอาเหล่าสตรีชั้นสูงพากันแตกตื่น เร่งรีบกลับคืนเรือนเป็การเร่งด่วน ทำเอาเ้าแม่เกสรรู้สึกไม่พอใจเข้าไปซ้ำสอง ด้วยดูเหมือนธิดาเลี้ยงเช่นเ้านางซอมพอ จะมีอิทธิพลต่อสตรีฝ่ายในมากกว่าตน
เสลี่ยง[7]หามภิกษุชั้นครูบาหลวง สวนทางกับผู้คนที่แตกตื่นรีบแล่นกลับเรือน เ้านางเกสรเห็นครูบาจากวัดสบปินมาถึงหองานฝ่ายใน ก็รีบเร่งเดินลงมายังสนามหญ้า พร้อมคุกเข่าก้มลงกราบต่อภิกษุชั้นครูบาหลวง
“สีกา เหล่าขี้ข้าพวกนี้ อาตมาขอบิณฑบาทเถิดหนา งานที่วัดจำเป็ต้องใช้แรงทาสจากเรือนพิมานของเ้านางซอมพอ แลยังมีไร่ฝ้ายที่กำลังเบ่งบานต้องรีบเก็บเกี่ยว คนพวกนี้รับผิดชอบงานส่วนนั้นอยู่มิใช่ฤา ลงโทษมันเช่นนี้แล้ว เกิดเจ็บไข้ขึ้นมา โยมจะให้คนของโยมทำแทนพวกมันใช่หรือไม่”
“มิได้เ้าค่ะครูบาเ้า ในเมื่อเอ่ยขอ มีหรือที่ข้าเ้าจะให้มิได้ ปล่อยตัวพวกมันบัดเดี๋ยวนี้…กูจักทำบุญถวายครูบาท่าน” นางรีบเอ่ยออกคำสั่งต่อทหารฝ่ายใน
“ดีแล้ว เป็แม่เมืองต้องทรงมีพระเมตตา โยมตัดสินใจถูกต้องแล้ว" ครูบาจากวัดสบปินหันไปมองเ้านางซอมพอ ที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเสลี่ยง “สีกาซอมพอ เ้าก็พาคนของตนกลับเรือนพิมานไปเถิด ส่วนทาสที่รับผิดชอบงานที่สำนักดาบ ก็ให้พวกมันรีบเร่งตามอาตมาไป ยังมีอาวุธอีกมาก ที่ต้องเร่งจัดส่งไปทำศึก อ้อ…พระแม่เมืองเกสร อาวุธในสำนักดาบของอาตมา สร้างขึ้นเพื่อการศึกดูแลความสงบแก่บ้านเมือง มิใช่เพื่อก่อการฏ โยมคิดอะไรอยู่ หากไม่สะอาด ก็จงไปสวดมนต์ภาวนาที่หอพระบ้างเถิด จะได้ชำระจิตใจที่มืดดำให้ใสสว่างมากกว่าเดิม”
เ้านางซอมพอและพระแม่เมืองเกสร ก้มกราบลาครูบาสบปิน เมื่อเหล่าศิษย์ค่อย ๆ หมุนเสลี่ยงหามเดินจากไป เ้านางซอมพอก็หันไปเห็นสายตาของพระแม่เกสร ที่ตอนนี้กำลังจ้องมองมายังตนด้วยความแค้นใจ ก่อนที่นางจะสะบัดหน้าหนีแล้วรีบลุกเดินกลับเข้าไปด้านในหองาน จนชายผ้านุ่งสะบัดเหวี่ยงตามแรงเดิน บ่งบอกถึงอารมณ์ที่ร้อนรุ่มสุ่มในหัวอกของคนที่พ่ายแพ้
อีเอื้องกับอีฟั่นที่อยู่ในตำแหน่งหัวหน้านางกำนัล รีบรุดเข้าไปเร่งดูแลคนของตนให้กลับคืนเรือนพิมาน คนไหนมีงานใดต้องทำ ก็แยกย้ายกันไปดูแลในหน้าที่ของตน จบเื่วุ่นวายไปได้เพราะข่าวาช่วยหนุนนำ แลด้วยเพราะบารมีของครูบาสบปิน คงอีกนาน กว่าที่พระแม่เ้าเกสรจะแผลงฤทธิ์เดชให้กวนใจได้อีก
ไม้กระดาษแผ่นใหญ่ ถูกขัดถูจนขึ้นเงามัน สะท้อนร่างคนที่นั่งออกันอยู่หน้าหอพระ ภายใน้เรือนพิมานเ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย เสียงสวดมนต์เข้าสู่บทแผ่เมตตาธรรม เ้าแสนเมืองสิงห์ที่นั่งอยู่หน้าหอพระเริ่มขยับองค์ ด้วยพระองค์นั้นนั่งแช่อยู่บนพื้นกระดานกว้างราวสามศอก ที่ปูต่อจนแทบไม่เห็นรอยร่องไม้ นานจนเหน็บชาเริ่มก่อกวน
ตัวเรือนพิมานของเ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย แม้นเป็เรือนพิมานรองจากเ้ามหาอุปราชคำหลวง แลไม่งามเท่าพิมานหลวงของเ้ามหาชีวิต แต่ก็มิด้อยจนเกินไป เสาเรือนไม้สักทองขนาดไม่ต่ำกว่าสามคนโอบ ถูกแกะสลักเสล่าลวดลายเครือเถาพฤกษาสวยงาม ไม้กระดานหน้ากว้างไม่ต่ำกว่าสามศอก ถูกใช้ปูเป็พื้นกระดานขัดถูจนขึ้นเงาไม่เก่าหมอง ความสวยงามในฝีมือช่างของตัวเรือน มารวมกันอยู่ที่หอพระ ซุ้มเรือนไม้กรอบประตู ถูกรังสรรค์แกะสลักเล่าถึงตำนานชาดกและเหล่าสัตว์์ บันไดที่ก้าวขึ้นสู่ตัวหอเพียงไม่กี่ขั้น ขนาบข้างด้วยตัวมอม ที่แม้นมีรูปร่างอ้วนท้วนน่ารัก แต่กลับมีเขี้ยวเล็บน่าหวาดกลัว มันสองกำลังหมอบกราบอยู่ข้างแท่นบันไดที่มีอยู่เพียงห้าขั้น
คุณท้าวบัวแก้วถือถ้วยน้ำหยาดทองเหลือง ออกมาจากหอพระ ทุกคนที่รออยู่หน้าหอพระจึงรับรู้กัน ว่าถึงเพลาจบกิจทำวัตรเช้าของเ้าขุนอินทร์ถวายแล้ว แสงเงาตะคุ่มภายในหอพระเริ่มขยับเคลื่อนไหว ก่อนที่ร่างของบุรุษสูงใหญ่กำยำเปลือยท่อนอก นุ่งห่มเพียงโสร่งแพรไหมลอยชายสบาย ผมยาวสยายยังมิได้เกล้ามวยปักปิ่นคาดบุปผามาลาทัดเหน็บช่อมาลี ทรงก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกมาจากด้านใน
เพียงแค่มองเห็นคนที่นั่งรออยู่ด้านนอก พระโอษฐ์ก็แย้มยิ้มดีใจ รีบเอ่ยทักทายในทันที “อ้าว ไอ้แสนเมืองสิงห์ ไยมิให้คนมาแจ้งแก่กูก่อน นี่มึงมาถึงั้แ่เมื่อใดกันฤา”
“เมื่อมึงเห็นกูนี่แล รอเสียนาน ช่วยดึงกูที เหน็บกินขากูจนชาไปหมดแล้ว” เ้าแสนเมืองสิงห์ยิ้มแล้วหัวล่อต่อสหาย ที่ตนทำขายหน้า จะลุกก็ลุกมิได้ จะนั่งก็มิถนัด ด้วยแข้งขาชาเพราะเหน็บกิน
เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย เห็นท่าทีของผู้ที่เป็ทั้งพระญาติแลสหาย ก็พาให้ขบขัน รีบเข้าไปช่วยดึงร่างกำยำสูงใหญ่ของเ้าแสนเมืองสิงห์ให้ยืนขึ้น
“มึงนี่ท่าจะล้างลาห่างเมืองไปนาน แค่นั่งรอกูสวดมนต์ไหว้พระ ยังถึงกับลุกไม่ขึ้น”
“ถ้าจะจริงเช่นที่กล่าว อยู่ป่าอยู่เขาเสียนาน จนจะลืมไปเสียแล้ว ว่ากูเป็ใคร เมื่อเช้ามืดเร่งรีบมาพบมึง จนไอ้พวกทหารหน้าประตูเวียงจะจับตัวกูเสียให้ได้ ด้วยคิดว่ากูเป็โจราหมายปล้นชิงเมือง ไอ้ฉิบหาย…คิดมาได้ว่ากูจะปล้นบ้านเมืองตัวเอง”
เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย ถอยหลังหนึ่งก้าว ทรงทอดพระเนตรมองดูพระสหายั้แ่หัวจรดตีน แล้วทรงพระสรวลออกมาจนเสียงดังลั่น
“เออ…มึงเหมือนโจรดั่งที่พวกมันว่า ดูฤาเนื้อตัวม่อมแมมนุ่งผ้าเก่าเหม็นสาบ หากมิรู้จักกัน กูคงคิดไม่ถึงว่ามึงจะเป็หน่อเนื้อเชื้อวงศ์ษา ถูกหรือไม่อ้ายแสนเป็ง…”
ทรงหันไปถามแม่ทัพองค์รักษ์ข้างกาย แม้มีศักดิ์เป็ข้ารองพระบาท แต่ก็ล้วนเติบใหญ่มาพร้อมกัน รักไคร่กลมเกลียวดุจมิตรสหาย ที่เพลานี้เอาแต่นั่งยิ้มหัวจนเห็นฟันดำ เพราะเคี้ยวหมากมาั้แ่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม
“พระเ้าข้า หากข้ามิรู้จักว่าเป็เ้าแสนเมืองสิงห์ ข้าคงไม่ให้เข้ามาถึงยังเรือนพิมานเ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย ดีที่ทุกคนในเรือนรู้จักพระองค์ดี ไม่เช่นนั้น ป่านนี้คงไปนั่งให้เหน็บมันกิน อยู่เสียแต่ในคุกหลวงไปแล้วกระมัง”
“กูดูแย่ป่านนั้นเชียว เอาเถิดหนาให้อภัยกูหน่อย กูรีบ กูร้อนใจเป็หนักหนา”
เ้าขุนอินทร์ถวายมองหน้าพระสหาย ที่ทรงแต่งตั้งขึ้นให้อยู่ในตำแหน่งแสน[8]เป็แม่ทัพดูแลกองรบเสือดำ กองกำลังลับที่ทำงานด้วยความเงียบ ก็พอเดาได้ว่า เื่ที่เ้าแสนเมืองสิงห์กำลังจะเอ่ยต่อพระองค์ ก็คือเื่ที่พระองค์กำลังเคลือบแคลงสงสัยมานานปี
“ไปทางโน้นเถิด”
เ้าขุนอินทร์ถวาย ชี้นำสหายไปอีกมุมของเรือน ห้องโล่งที่มีเพียงโต๊ะแหย่งทรงงาน ด้านข้างมีหน้าต่างที่คั่นด้วยลูกมะหวด มิได้ปล่อยโล่งแต่ยังรับลมให้อากาศถ่ายเทเย็นสบาย แลหันไปสั่งอ้ายแสนเป็ง ให้มันนั่งรออยู่ด้านนอก ห้ามมิให้ใครเข้าหา ด้วยเื่ที่จะคุยกับเ้าแสนเมืองสิงห์นั้นเป็ความลับ
เ้าแสนเมืองสิงห์นั่งลงหน้าโต๊ะทรงงาน พร้อมกับเทน้ำจากคนโฑดินเผาลงจอก แล้วทรงรีบยกขึ้นดื่มด้วยความกระหาย
“ว่ามา มีเื่ใดสำคัญ”
“ศึกที่บุกมาบดขยี้เวียงชัยในครานี้ เห็นทีจะเป็ข้าศึกเมืองเงี้ยว[9]”
“เงี้ยวฤา แปลกนักปกติแล้ว คนพวกนี้ไม่ไคร่ก่อกวนชาวเรา จะมีบ้างก็แค่ชนบางกลุ่ม”
“ก่อนหน้านี้ คนกลุ่มนี้อาจเคยมีการกระทบกระทั่งกับเขตเมืองบริวารของเราอยู่บ้าง แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป นั้นเป็เพราะการกวาดล้างของเมืองใหญ่ที่อยู่ทางตอนบน ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องพากันอพยพลงมา เมื่อการเจรจาในครั้งต้นไม่เป็ผล จึงก่อเกิดการสู้รบในครั้งต่อมา คนพวกนี้แม้ไม่ชำนาญชัยภูมิ แต่นับว่าเป็คนป่าเขา จึงไม่ใช่เื่ยากที่พวกมันจะรุกคืบเข้ารุกรานเรา ก่อนหน้านี้เห็นจะมีการประทะมาก่อน แต่อ้ายพญาศรีศักดิ์ คงคิดว่าตนแน่ จึงไม่แจ้งรายงานมายังสุวรรณโคมคำ ปล่อยทุกอย่างจนจวนตัวมิอาจแก้ไข ถึงส่งแจ้งใบบอกมา”
[7]เสลี่ยง มีลักษณะเป็ที่นั่งขนาดเล็ก มักทำจากไม้ไผ่หรือหวาย มีพนักพิงและที่นั่ง ้ามีหลังคากันแดดหรือฝน มักใช้สำหรับนั่งหรือนอน โดยทั่วไปแล้วเสลี่ยงจะหามโดยคนสองคน โดยแต่ละคนจะจับคานหามข้างหนึ่ง เสลี่ยงมีขนาดเล็กและเบากว่าวอ จึงเหมาะสำหรับการเคลื่อนย้ายในระยะสั้นหรือพื้นที่แคบ
[8]แสน เดิมหมายถึงผู้ดูแลไพร่พล 100,000 นาย (ในทางทฤษฏี) ดูแลเมืองขนาดกลาง หรือกองกำลังสำคัญ เป็หนึ่งในหกตำแหน่งงานสำคัญ สำหรับขุนนางที่ไม่ได้สืบเชื้อสายเ้าโดยตรง แต่ได้รับแต่งตั้งให้ดูแลไพร่พลและบริหารงานเขตปกครองต่าง ๆ
[9]เงี้ยว กลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษา ไท-กะได (ตระกูลเดียวกับคนไทย คนลาว และคนจ้วงในจีน)ถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวิน พื้นที่ในปัจจุบันคือ รัฐฉาน (Shan State) ในประเทศเมียนมา เงี้ยว เป็คำที่ชาวไทยเหนือ (ไทยวน) ในสมัยก่อนใช้เรียกชาวไทใหญ่ แต่ในปัจจุบันคำนี้อาจถูกมองว่าไม่ค่อยสุภาพในบางบริบท ดังนั้นการเรียกว่า "ชาวไทใหญ่" จึงมีความเหมาะสมกว่า