กลางดึกอันเงียบงัน
หลินเซวียนยังคงนั่งอยู่บนเตียงไม้เก่า หายใจไม่สม่ำเสมอ
ภาพเมื่อครู่ยังติดอยู่ในหัวเขาไม่หาย
เมืองโบราณใต้ดินโซ่ยักษ์ร่างมหึมาที่ถูกผนึกและดวงตาคู่นั้น…
เพียงนึกถึง เขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง
โคมิญญาที่วางอยู่ข้างกายกลับมาดับสนิทอีกครั้ง ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวง
แต่หลินเซวียนรู้ดี
มันคือ “ของจริง”
เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะตัวโคมอย่างช้า ๆ
ผิวโลหะเย็นเฉียบ
ไม่มีปฏิกิริยาใดเกิดขึ้น
“เ้าตกลงเป็อะไรกันแน่…”
เขาพึมพำเบา ๆ
ั้แ่พบโคมดวงนี้ ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปทีละน้อย
เริ่มมองเห็นิญญา
เห็นกรรม
เห็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่ควรเห็น
และตอนนี้…
มันกำลังพาเขาเข้าใกล้บางสิ่งใตู้เามากขึ้นเรื่อย ๆ
ทันใดนั้นเอง—
“ยังไม่นอนหรือ”
เสียงเรียบต่ำดังขึ้นจากหน้าประตู
หลินเซวียนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันไปเห็นชายถือดาบยืนอยู่ด้านนอก
อีกฝ่ายยังคงสวมชุดคลุมสีเข้มเช่นเดิม
เพียงแต่คืนนี้ สีหน้าดูเคร่งขรึมกว่าปกติ
“ข้า… นอนไม่หลับ”
ชายถือดาบพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนเดินเข้ามาในห้อง
สายตาของเขากวาดผ่านโคมิญญาเพียงชั่วครู่
จากนั้นจึงกล่าวขึ้น
“พรุ่งนี้พวกเราจะลงไปตรวจสอบโพรงใต้ดิน”
“ก่อนหน้านั้น ข้าอยากลองดูบางอย่าง”
หลินเซวียนขมวดคิ้ว
“อะไรหรือ”
ชายถือดาบหยิบยันต์สีเหลืองซีดใบหนึ่งออกมา
ต่างจากยันต์ก่อนหน้านี้ อักขระบนแผ่นกระดาษดูเรียบง่ายกว่ามาก
“ยันต์ผนึกิญญาระดับพื้นฐาน”
“ลองถือมันไว้”
หลินเซวียนลังเลเล็กน้อย ก่อนยื่นมือไปรับ
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะกระดาษยันต์—
ฟู่…
ลมเย็นสายหนึ่งพลันพัดผ่านทั้งห้อง
ดวงตาของหลินเซวียนเบิกกว้างทันที
โลกตรงหน้าเปลี่ยนไปแล้ว
เขาเห็นเส้นแสงจาง ๆ จำนวนมากไหลอยู่ในอากาศ
บางสายไหลจากพื้นดิน
บางสายลอยอยู่รอบตัวมนุษย์
บางสายพันรอบิญญาที่เร่ร่อนอยู่ไกล ๆ
ราวกับทั้งโลกเต็มไปด้วย “เส้นใยบางอย่าง” ที่มองไม่เห็นมาก่อน
“นี่คือ…”
“ปราณ”
ชายถือดาบตอบเรียบ ๆ
“ทุกสิ่งล้วนมีการไหลของปราณ”
“ผู้ฝึกตนเรียนรู้มัน ใช้มัน และเข้าใจมัน”
หลินเซวียนนิ่งค้าง
เขาก้มมองยันต์ในมือ
ก่อนจะเห็นว่าอักขระบนกระดาษไม่ได้เป็เพียงหมึกสีแดงธรรมดาอีกต่อไป
แต่กำลัง “ไหล”
เส้นปราณจำนวนมากเคลื่อนผ่านอักขระเ่าั้อย่างช้า ๆ
คล้ายโลหิตในเส้นเื
และในตอนนั้นเอง—
เขาเริ่มเห็น “กรรม”
ไม่ใช่เพียงหมอกดำเหมือนก่อน
แต่เป็เส้นสายจำนวนมากพันรอบผู้คน
บางคนมีเส้นสีหม่น
บางคนมีสีแดงคล้ำ
บางคนมีเงาิญญาเล็ก ๆ เกาะติดอยู่โดยไม่รู้ตัว
หลินเซวียนรู้สึกเวียนหัวทันที
ข้อมูลจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ดวงตา
เขาเริ่มได้ยินเสียงกระซิบแ่เบาอีกครั้ง
“คนบาป…”
“ผู้ตาย…”
“กรรม…”
ฟึ่บ!
ยันต์ในมือพลันลุกไหม้เอง
หลินเซวียนสะดุ้ง รีบปล่อยมันทันที
เปลวไฟสีแดงลุกวาบ ก่อนดับลงอย่างรวดเร็ว
ทั่วห้องกลับสู่ความเงียบ
หลินเซวียนหอบหายใจแรง เหงื่อเย็นไหลเต็มหน้าผาก
ชายถือดาบมองเขาเงียบ ๆ
แววตาครั้งนี้เปลี่ยนไปแล้ว
“ปกติ ผู้เริ่มฝึกจะไม่อาจมองเห็นเส้นปราณได้เร็วเช่นนี้”
หลินเซวียนยังคงหายใจไม่สม่ำเสมอ
“เมื่อครู่… ข้าเห็นบางอย่างมากมาย”
“เหมือนโลกทั้งใบเปลี่ยนไป”
ชายถือดาบพยักหน้าเบา ๆ
“เมื่อเปิดประตูมรรคาแล้ว โลกจะไม่เหมือนเดิมอีก”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“แต่การมองเห็นมากเกินไป ก็อาจทำให้คนเสียสติได้เช่นกัน”
หลินเซวียนเงียบลง
เขานึกถึงชาวบ้านที่ถูกิญญาครอบงำ
นึกถึงเงาดำ
และนึกถึงดวงตาใตู้เา
ชายถือดาบเดินไปยังหน้าต่างช้า ๆ
สายลมหนาวพัดชายเสื้อของเขาไหวเบา ๆ
“เ้ามีััที่ผิดปกติ”
“บางที… อาจเกี่ยวข้องกับโคมดวงนั้น”
หลินเซวียนชะงักทันที
แต่ชายถือดาบไม่ได้หันกลับมา
ราวกับจงใจไม่ถามต่อ
“ข้าไม่สนว่าเ้ามีความลับอะไร”
“แต่หากวันหนึ่ง เ้าควบคุมสิ่งนั้นไม่ได้…”
เสียงของเขาหนักขึ้นเล็กน้อย
“เ้าจะกลายเป็สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าิญญา”
ภายในห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
มีเพียงเปลวตะเกียงเล็ก ๆ ที่สั่นไหวอยู่ในความมืด
ส่วนหลินเซวียนนั้น…
กำลังรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า—
ชีวิตของตน ได้ก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่งแล้วจริง ๆ