บทที่ 2 สัญญาณแห่งชะตา
สถานที่แห่งนี้แม้อยู่ในป่าลึกแต่ดูปลอดภัยเป็พิเศษ ทหารหน้าเข้มหนังหยาบยืนประจำการโดยรอบไม่หย่อนยาน
เ้าหนุ่มน้อยเฉ่าเจาถูกมัดมือสองข้างด้วยเอ็นั คิดหนีเท่ากับรนหาที่ตาย เขาทำได้แค่ยินยอมเดินตามอย่างเชื่อฟัง ระหว่างนี้พลางปรายตามองโดยรอบอย่างละเอียด ธงสีเพลิงโบกสะบัดเล่นลมสี่ทิศ เฉ่าเจาพลันนึกถึงคำพูดของเกาซี ว่าบัดนี้ที่ราบเทียนจื่อมีทหารจากแผ่นดินเจี้ยนหยวนพำนักอยู่ บางทีนี่อาจจะเป็กำลังพลใต้ปกครองของกษัตริย์หยางจวิน
เฉ่าเจาไม่พูดตลอดทาง ใคร่รู้ว่ากิเลนเพลิงตนนั้นมีตำแหน่งหน้าที่อันใดในกองทัพ คิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกโชคดีที่แปลงเป็ชาย มิเช่นนั้นคงกลายเป็นางโลมท่ามกลางหมู่บุรุษป่าเถื่อนเหล่านี้ แม้เฉ่าเจาไม่อาจคาดเดาจุดประสงค์การค้างแรมพำนักของทหารเจี้ยนหยวนได้ แต่มั่นใจว่าต้องไม่ใช่เื่ดีแน่ ทว่ากระแสความคิดสายหนึ่งก็พร่ำบอกว่า จะหวาดกลัวไปไย ในเมื่อยามนี้เป็ไป๋เฉ่าเจาหมอยายอดฝีมือ หาใช่ทหารฝั่งตรงข้ามที่ลือนามว่าโเี้ อย่างกองกำลังต้าเหนิงของกษัตริย์หวงหลงเสียหน่อย
หากใคร่สงสัยว่าไป๋เฉ่าเจาอัปลักษณ์เพียงใด ตอบได้คำเดียวว่า ก็มากอยู่ มากถึงขั้นที่ว่า ทหารผู้คุมที่เคยเห็นซากศพนับไม่ถ้วนในา ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเบนสายตาหลบหลีกไม่จ้องหน้าตรงๆ ยามพูดจะมองไปที่ปลายเท้าซะส่วนใหญ่ ผิดไปจากท่านกิเลนเพลิงกลับมีท่าทางสุขุมเยือกเย็น มิได้ให้ความสำคัญกับกายหยาบนัก เฉ่าเจาถอนหายใจทีหนึ่งพลางยิ้มเยาะ เพิ่งจะเข้าใจเหตุผลของท่านอาจารย์อย่างถ่องแท้ก็วันนี้ ทำให้ใบหน้าเน่าเฟะน่ารังเกียจมีข้อดีเช่นนี้เอง
ต่อให้เทียนจื่ออยู่นอกเขตการปกครองของสองฟากฝั่ง ไม่มีอำนาจใดกล้ำกราย ไม่มีปีศาจตนใดกล้ารุกราน และหุบเขายาแห่งนี้ไม่ได้มีใครเข้าออกนานมากแล้ว อดีตเงียบสงบอย่างไร ปัจจุบันไม่เงียบสงบอย่างนั้นแล้ว จำได้ว่าห้าร้อยปีก่อน ทหารฝั่งเจี้ยนหยวนและทหารฝั่งต้าเหนิง นัดหมายให้เทียนจื่อเป็สมรภูมิรบเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเมืองใดเมืองหนึ่ง นั่นก็ฟังดูเข้าท่าทีเดียว เนื่องจากที่ราบเทียนจื่อนอกจากสมุนไพรและสัตว์ป่าก็ไม่มีปีศาจหรือเทพตนใดอาศัยอยู่อีก
เพียงาแรกเริ่มห้ำหั่น ลำแสงสีทองสลัวพุ่งลงมาจากเนตรนภา ครอบกองทัพสองฝ่ายขังไว้ในเกราะแก้วเป็เวลาหนึ่งปี ั้แ่นั้นเป็ต้นมากองทัพสองเหล่านัดหมายกันในพิกัดอื่น แทบไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินเทียนจื่ออีก แม้คนพวกนั้นไม่อาจล่วงรู้ว่า ลำแสงสีทองเป็ของผู้ใด แต่อี้อันฟางเยว่ย่อมรู้ดีว่าเป็ฝีมือของท่านอาจารย์ซือฝูซางเหล่าที่พยายามปกป้องบ้านหลังนี้ให้อยู่กับนางตราบนานเท่านาน
ที่ราบเทียนจื่อหรือหุบเขายาเป็ดั่งบ้านที่เฉ่าเจาเกิดและโต ความสามารถในการแพทย์ฝึกฝนแตกฉาน เป็รองเพียงซือฝูซางเหล่าเท่านั้น พันปีนี้ช่วยเหลือสรรพชีวิตไม่ถ้วน สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ครึ่งหุบเขาต่างเป็สหายและเชื่อฟัง ต่อให้โดนสกัดพลังวิเศษไว้ เพียงฮัมปากเรียก พวกสัตว์ก็แล่นเข้ามาหาโดยไม่คิดชีวิต
คิดอย่างช้า ๆ ร่างอัปลักษณ์ถูกผลักจนหัวคะมำ เฉ่าเจาล้มหมอบที่ปลายแทบเขาบุรุษหน้าเข้มคนนั้น เสียงแหบพร่าของเขาแว่วลงมาจาก้า “ผู้ใดส่งเ้ามา”
เฉ่าเจาแหงนหน้าขึ้นมอง เห็นใบหน้าเ็าของเขาชัดเจน ชายผู้นั้นอยู่ในอาภรณ์สีน้ำตาลเข้ม ยืนไพล่หลังแข็งทื่อประหนึ่งรูปปั้น เรือนผมดำทึบปรกหลัง รัดเกล้าสีเงินประดับเหนือศีรษะคล้ายหงอน คิ้วคางคอจมูกปาก สง่างามไร้ที่ติดั่งกลอนในบทกวีและภาพวาด เขาเห็นเฉ่าเจานิ่งงัน จึงรู้สึกว่ากำลังถูกยั่วยุ แววตาส่ออายสังหารอำมหิตจ้องเขม็ง
อย่างไรก็รักตัวกลัวตาย… เฉ่าเจาหลับตาปี๋คว้าท่อนขาล่าง กอดเหนี่ยวอย่างจริงจัง แล้วยังกล่าวเอาใจอีกว่า
"นายท่านท่วงท่าไม่ธรรมดา งามสง่าดั่งหยก... คงไม่คิดตีข้ากระมัง"
“ผู้ใดส่งเ้ามา” เขาถามซ้ำอีกครั้งถือว่าให้โอกาส
“ไม่มีผู้ใดส่งมา ข้าน้อยไป๋เฉ่าเจาหมอยายอดฝีมือ อาศัยในเทียนจื่อพันปีแล้ว”
กิเลนเพลิงเ้าโทสะเมินเฉย คล้ายไม่ใส่ใจคำสัตย์จริงจากปากอีกฝ่าย เขาเพียงเดินไปที่มุมหนึ่ง ลอบพูดกับทหารอีกคน พูดไปพลางขึงตาจ้องเฉ่าเจาไปพลาง จากสายตาและมุมมองที่เห็นตรงหน้า เฉ่าเจาก็แค่ชายหนุ่มกะล่อนสอพลอ หาได้มีประโยชน์อื่น ได้ฟังรายงานจากสายลับก็พยักหน้ารับรู้ไม่ว่าอันใดต่อ หางตาเฉี่ยวคมส่อแววดูถูก แล้วเดินกลับมาเขาที่กำลังคลานหนีทีละคืบ กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า
“เ้ามันอัปลักษณ์และไร้ค่า หัวสูงใจต่ำหวังจับข้าเป็สัตว์พาหนะ”
“เ้าซื่อบื้อ ท่านแม่ทัพเป็ถึงกิเลนเพลิง บรรพบุรุษเป็ถึงเทพชั้นสูง แม้แต่กษัตริย์แห่งเจี้ยนหยวนก็ไม่อาจขี่หลังนายท่านของพวกข้าได้” พลทหารหางแถวยืนยิ้มขำขันด้วยความสมเพช พลางกล่าวขึ้นมาเสริมให้เฉ่าเจาหูตาสว่าง
“ข้าน้อยมีตาแต่ไร้แวว เห็นท่านแม่ทัพเทพกิเลนเป็ธุลีรองเท้า ทำให้ท่านผู้สง่าต้องแปดเปื้อนแล้ว”
เฉ่าเจาประจบเอาใจ คว้าท่อนขาล่างของเขาไว้อีกครั้ง ชายผู้สูงส่งแสยะยิ้มเย้ยเล็กน้อยแทบมองไม่ทัน แต่เท่านั้นก็พอแล้ว เพียงพอที่จะทำให้เฉ่าเจาขนลุกโกร๋น หัวใจที่รักสงบสั่นสะท้านแข็งตัว แม้ไม่เคยท่องเที่ยวนอกหุบเขายา แต่ชื่อเสียง เสิ่นจ้งเหว่ย แม่ทัพเทพกิเลนเพลิง ที่อหังการ อำมหิตและเย่อหยิ่ง มีผู้ใดบ้างไม่รู้จัก บ้างก็ว่าคนผู้นี้เป็ดั่งเทพาลงมาจุติ บ้างก็ว่าเป็มัจจุราชผุดจากเพลิงอเวจี
จ้งเหว่ยแกว่งหน้าขาไปด้านหน้าไม่ออมแรง ร่างบางเฉียบปลิวกระแทกเตียงไม้ดัง แอ่ก! เฉ่าเจากระอักเืหนึ่งที จ้งเหว่ยนิ่งมองครุ่นคิดเงียบเชียบ ถือวิชาสูงส่งไว้ในมือเหตุใดจะมองไม่ออกว่าคนผู้นี้จำแลงกายมา ทว่าอาคมบดบังใบหน้าแกร่งกล้านัก ชายหนุ่มกัดฟันกรอด กรุ่นโกรธเพราะทำอะไรกับใบหน้าดวงนั้นไม่ได้ มองไปพลางคิดไปพลาง ก็ลังเลว่า ครั้งที่อุ้งเท้าััส่วนนูนบนแผงอกของเ้าอัปลักษณ์ มิใช่กล้ามเนื้อแห่งบุรุษเพศ แต่เป็ยอดปทุมถัน? (เต้านม)
ชายหนุ่มลืมตาขึ้น เชื่อตัวเองกึ่งหนึ่ง ไม่เชื่อกึ่งหนึ่ง กระแสความคิดสายหนึ่งแล่นเข้ามา ประหนึ่งกำลังพร่ำบอกว่า จริงหรือเท็จลองเฆี่ยนด้วยแส้กระดูกัาก็รู้แล้ว อันความวิเศษวิโสก็มีอยู่ แส้กระดูกัเส้นนี้เป็หนึ่งในอาวุธเทพที่สามารถสอบสวนเอาผิด ต่อให้เป็มหาเทพชิงชางที่อาศัยอยู่ในหุบเขาปทุมอุดร หรือมหาเทพตงหัวที่อาศัยอยู่บน์เก้าชั้นฟ้า หากได้ลิ้มรสกระแสขุมพลังจากสิ่งนี้ก็ไม่อาจโป้ปด
เฉ่าเจาที่ถูกปิดลมปราณจนตีบตันไม่อาจป้องกันร่างกายตนได้ เขาถูกลากไปบนลานดินในกระโจม แล้วถูกโยนขึ้นไปบนคานไม้ จ้งเหว่ยกระโจนตามไปอย่างไวว่อง มือซ้ายหวดแส้กระดูกัไม่ผ่อนแรง ตีหนึ่งหน ถามหนึ่งหน “เ้าเป็ผู้ใด ใครส่งเ้ามา”
ั้แ่เกิดจนโตเอาป่านนี้ อี้อันฟางเยว่ยังไม่เคยประสบด่านเคราะห์ใด ซือฝูซางเหล่าประคบประหงมดุจไข่ในหิน เขารักแม่ของนางอย่างไร แต่ก็รักนางด้วย แม้ชาตินี้ไม่ได้เคียงคู่ดั่งชายหญิง ได้เป็สหายนับว่าดีแล้ว เฉ่าเจาเ็ปจนร่ำไห้ ได้แต่เกร็งมือ งอข้อนิ้วบรรเทาความเ็ป แส้วิเศษสายนี้ทำให้นางไม่อาจปิดกั้นคำโกหกเอาไว้ได้อีกแล้ว มันขย้อนตัวตนที่แท้จริงออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ
ทว่าเฉ่าเจายังไม่ทันอ้าปากพูด เสียงกังวานเสนาะหูแต่แฝงไปด้วยอายโทสะ ดังในหูจ้งเหว่ยอย่างน่าประหลาดว่า
“เขาเป็คนของข้า”
จ้งเหว่ยหยุดมือฉับไว ถลึงตาเบิกโพลงด้วยความไม่พอใจ ปากตำหนิคนผู้นั้นอย่างไม่ถ่อมตนว่า
“มันผู้ใดกล้าล่วงเกินข้า”
ทันใดนั้นทหารสองนายเข้ามารายงานพร้อมกันด้วยอาการประหม่า แม้แต่เสียงศาสตราวุธที่ทหารกำลังฝึกฝนในลานด้านหน้ายังเงียบสงบลงฉับพลัน นั่นทำให้จ้งเหว่ยคาดเดาได้ว่าคนผู้นี้ฐานะไม่ธรรมดา หากมิใช่องค์ชายหรือพระนัดดา ก็ต้องเป็เทพาุโตนใดตนหนึ่ง ประมวลผลได้เช่นนั้นจ้งเหว่ยจัดผ้าคลุมตัวนอกให้ดูภูมิฐาน เดินออกไปพบอย่างรวดเร็ว
บุรุษเรือนเกศาสีเงินในอาภรณ์เขียวมรกต ยืนสุขุมลึกล้ำไม่พูดไม่จา สื่อสารผ่านกระแสจิต เขามองมาที่เสิ่นจ้งเหว่ยคล้ายรู้จักมักคุ้นแต่ไม่เผยสถานะ เพียงพบหน้าแม้ไม่รู้สถานะแน่ชัด บัดนี้วัดจากสายตาพลังวิเศษสูงส่งยิงนัก แน่นอนว่าจ้งเหว่ยไม่กล้าต่อกร อย่างไรก็อยู่เทียนจื่อนอกเขตปกครองเจี้ยนหยวน จะนอบน้อมบ้างใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ดึงดันวางอำนาจบาตรใหญ่ต่อผู้าุโนับว่าหาเื่ใส่ตัว
จ้งเหว่ยประสานมือยอมค้อมศีรษะกึ่งหนึ่ง เสียงถ่อมตนถามขึ้นว่า “ท่านมีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับเ้าคนอัปลักษณ์?”
เสียงหัวเราะร่วนดังขึ้น ผู้าุโลูบเคราคล้ายกำลังอารมณ์ดี เพียงกระดิกปลายนิ้วเกล็ดกิเลนศักดิ์สิทธิ์หลุดไปอยู่ในมือ เสิ่นจ้งเหว่ยเ็ปเจียนสะบั้น แม้อยากกรีดร้องโหยหวนแต่ข่มกลั้น ประหนึ่งได้ชดเชยที่เฆี่ยนเฉ่าเจา เขาแหงนหน้ามองอย่ากล้าหาญ ถามเสียงห้วน “ท่านเป็ใคร”
พลังวิเศษของท่านผู้าุโอยู่เหนือความคาดหมาย เพียงฝ่ามือเดียวที่โบกออกไป ทำร่างกำยำของกิเลนเพลิงตนนี้ทรุดลงราวธรณีสูบ คนผู้นี้ใบหน้ายิ้มแย้มแท้ๆ แต่ลงมือหนักไร้จิตเมตตา จ้งเหว่ยได้แต่คิดเช่นนี้ในใจไม่กล้าเอ่ย พริบตาเดียวร่างเฉ่าเจาลอยออกมาจากกระโจม โถมมาที่อ้อมกอดของคนผู้นั้น ก่อนจากไปผู้วิเศษเกศาสีเงินกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า
“อันตัวข้าเป็ผู้ใด ถามบิดาเ้าเถอะ บรรพบุรุษของเ้ายังต้องคำนับข้า เกล็ดชิ้นนี้จะถือว่าเป็สินสอดก็แล้วกัน”
*****
มีเล่มอีบุ๊คแล้ว แบ่งออกเป็เล่ม 1 (อ่านฟรี) ที่ MEB / Ookbee / naiin
อีบุ๊ค เล่ม 2 (เล่มจบ) สนับสนุนได้ที่แอพ ที่ MEB / Ookbee / naiin