บรรยากาศเต็มไปด้วยความกระจ่างแจ่มใสพระจันทร์ที่ลอยดวงอยู่เหนือฟากฟ้าแห่งโร๊ด ไอร์แลนด์ สาดแสงสีเงินยวงเจิดจ้าแต่ทว่า มันคล้ายกับมีสายใยบางๆ ราวตาข่ายของใยแมงมุมกำลังก่อตัวขึ้นในดวงความคิดซึ่งทำให้ดิน่าแชนดเลอร์ไม่อาจจะหาทางปัดความคิดที่สับสนออกไปจากสมองได้เธอพยายามจะปิดหูตัวเองจากสรรพสำเนียงทั้งหลายที่เกิดจากการเลี้ยงฉลองแสดงความยินดีซึ่งจัดขึ้นอีกด้านหนึ่งของตัวบ้านเสีย และจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง
ความหนาวเยือกเย็นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายแต่มันคงมิได้เกิดจากความหนาวเย็นของอากาศในยามราตรีแน่ทั้งนี้เพราะในบ้านหลังนี้มีเครื่องทำความร้อนอย่างสมบูรณ์แบบอยู่เธอเหลือบมองแขนของตัวเองซึ่งยกขึ้นกอดอกไว้บางทีมันอาจจะเป็ความเยือกเย็นที่เกิดจากวัตถุอันมีค่า ซึ่งประดับไว้บนนิ้วกระมัง
เสียงประตูห้องสมุดเปิดออกดิน่าหันขวับไปมองเรือนผมของเธอเป็ประกายอยู่ในแสงสลัวนั้นสีสันของมันอ่อนกว่าสีทองของเรือนแหวนที่สวมสอดอยู่ในนิ้วเล็กน้อยรู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่ความ้าจะอยู่คนเดียวได้ถูกทำลายลง
เมื่อปิดประตูบานนั้นตามหลังลงแล้ว เชทสแตนตันจึงได้เดินตรงเข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มละไม แม้ในดวงตาจะฉายแววพิศวงอยู่
“อ๋อ...มาแอบหลบอยู่ในห้องนี้เอง” เขาทักเสียงเบาแต่ในน้ำเสียงนั้นมีคำถามที่มิได้เอ่ยออกมาแฝงอยู่
“ค่ะ” ดิน่าเพียงผงกศีรษะสนองรับ ไม่รู้สักนิดว่าเสียงถอนหายใจเบาๆ กับยิ้มฝืนๆนั้น สร้างความรู้สึกให้กับเขาอย่างไรบ้าง
เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ เธอก็มองเขาอย่างครุ่นคิดพิจารณาเชทเป็ผู้ชายที่ผิวค่อนข้างขาว ซึ่งคล้ายกับสีผิวของเธอ เรือนผมเป็สีบลอนด์ซึ่งบางปอยจะปรกลงตรงแนวหน้าผาก เหมือนจะเชื้อเชิญให้ใช้ปลายนิ้วเขี่ยให้มันกลับเข้าที่อยู่เสมอดวงตาของเขาเป็สีฟ้าแกมเทา ซึ่งตรงข้ามกับเธอ ที่ดวงตามีสีสันสดใสกว่า
ขณะนี้เขาอายุ 36 แล้ว โตกว่าเธอตั้ง 7 ปี เป็เพื่อนสนิทของเบลค ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแต่กระนั้นท่าทางของเขายังมีความหนุ่มอยู่มาก ประสมกับเสน่ห์ในตัว ซึ่งสร้างความชื่นชอบแก่ผู้ที่ได้พบเห็นอยู่ตลอดเวลา
ถ้าจะพูดกันตามความเป็จริงแล้วก็เพราะเบลคนั่นเองที่ทำให้ดิน่ารู้จักกับเชทเธอพยายามจะปัดความรู้สึกในใจเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ออกไปเสีย...พยายามมองดูเชทซึ่งสูงกว่าเธอเพียงไม่กี่นิ้วเมื่อเธอสวมรองเท้าส้นสูง
เขาเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า สำรวจความรู้สึกบนใบหน้าเฉยเมยของเธออยู่ดิน่าไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าเธอสามารถอำพรางความยุ่งยากสับสนในจิตใจไว้ได้อย่างมันคงเพียงไรเมื่อเขาวางมือลงบนไหล่เธอนั้น เธอก็มิได้แสดงปฏิกิริยาตอบสนองเลยแม้แต่น้อย
“คุณเข้ามาทำอะไรอยู่ในนี้ล่ะ” เชทเอ่ยถามขึ้นแววในดวงตาบอกความสงสัยอยู่
“เข้ามาใช้ความคิดค่ะ”
“โอ...นั่นน่ะเป็สิ่งที่ต้องห้ามอย่างที่สุดทีเดียวนะ”เขาลดแขนจากไหล่ลงโอบร่างเธอไว้ และดิน่าก็ยอมให้เขากอดเธอขณะเดียวกันก็ลดมือที่กอดอกลงทาบทับอยู่กับแผงอก
ทำไมเล่า...ไหล่เขาเคยเป็ที่พักพิงของเธอมานักต่อนักแล้วโดยเฉพาะใน่เวงลา 2 ปีครึ่งที่ผ่านมานี้ดิน่าปิดเปลือกตาลงเมื่อเขาไล้จุมพิตแ่อยู่ตรงขมับและนวลแก้ม
“คุณควรจะเข้าไปนั่งอยู่ในห้องรับแขกที่ใครต่อใครเขากำลังแสดงความยินดีกันวุ่นวายอยู่มากกว่า” เขาพูดล้อๆ
ดิน่าเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ
“หนวกหูจะตายไป แต่อันที่จริงไม่ว่าโศกเศร้าหรือรื่นเริง ถ้าคนมันมากๆเข้าก็หนวกหูทั้งนั้นแหละ”
“นั่นสิ” เชทคล้อยตาม“แต่แม้ว่ามันจะเป็การเลี้ยงฉลองที่บรรยากาศมันฝืดสักแค่ไหนก็ตามคู่หมั้นก็ควรจะอยู่ร่วมในงานพร้อมกันทั้งสองคน ซึ่งหมายถึงทั้งคุณทั้งผมไม่ใช่ให้ผมอยู่ต้อนรับแขกเพียงคนเดียวอย่างนี้”
“ฉันทราบค่ะ” เธอถอนใจเบาๆ
ไหล่ของเขามิใช่ที่พำนักพักพิงอันแสนสุขอย่างที่มันเคยเป็มาอีกต่อไปแล้วดิน่าหมุนกายออกจากวงแขนของเขา บังเกิดความตึงเครียดขึ้นมาอีก อาจจะเป็เพราะความรู้สึกอึดอัดใจและความสับสนที่ไม่ยอมคลายไปจากใจก็เป็ได้ดวงตาที่มีแววตายุ่งยากเพ่งมองออกไปในยามราตรีภายนอก ราวจะค้นหาคำตอบจากที่นั่นเมื่อเธอยืนหันหลังให้เขาเช่นนี้ เชทก็วางมือลงบนไหล่ด้านหลัง ค่อยๆ บีบนวดเพื่อผ่อนคลายประสาทที่ตึงเขม็งอยู่
“ทำใจให้สบายสิ ที่รัก คุณน่ะคิดมากอีกแล้ว” เขานวดเบาๆ ไปพลางปลอบโยนไปพลาง
“มันช่วยไม่ได้นี่คะ” แม้แต่จะรู้สึกกับการปรนนิบัติของเขาแต่กระนั้นแววยุ่งยากก็ยังมิได้คลายลง “ฉันเพียงแต่หาคำตอบไม่ได้ว่าตัวเองได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องลงไปหรือเปล่าเท่านั้น”
“มันก็ถูกต้องอยู่แล้วละน่า”
“งั้นหรือคะ” มุมปากขยักขึ้นเป็รอยยิ้มเหมือนจะเยาะหยันตัวเอง“บอกตรงๆ นะคะ ว่าฉันไม่รู้เลยว่าทำไมถึงได้ยอมทำตามคำพูดของคุณจนกระทั่งเราหมั้นกันวันนี้ได้”
“ผมน่ะเรอะ ที่พูดจนคุณยอมตกลง” เชทหัวเราะเบาๆ ลมหายใจอุ่นๆ ระรวยอยู่กับปอยผมสีบลอนด์ของเธอ“คุณพูดอย่างกับว่าผมจับแขนบังคับคุณอย่างนั้นละ ซึ่งผมไม่เคยทำอะไรพรรค์นั้นเลยคุณเป็ผู้หญิงที่สวยจนเกินกว่าผมจะทำลายลงได้นะ ดิน่า”
“ปากหวาน”แต่ดิน่ามีความรู้สึกว่าตัวเองแก่ลงกว่าที่เป็อยู่ในเวลานี้มาก
“ผมปากหวานก็แต่เฉพาะคุณเท่านั้นนะ”
“และฉันก็รู้ว่าตัวเองเต็มใจในการหมั้นครั้งนี้เสียสิ”
“เต็มใจแต่ก็ยังลังเลใจอยู่” เชทต่อให้ ยังคงนวดเฟ้นต้นคอเบาๆ ต่อไป
“ฉันไม่ค่อยแน่ใจนักหรอก แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะแน่ใจได้หรือเปล่า”
“ผมไม่ได้เร่งเร้าหรือว่ารีบร้อนให้คุณตัดสินใจเลยนะผมให้เวลาคุณตลอดเวลา เพราะผมเข้าใจดีว่าทำไมคุณถึง้าเวลาสำหรับการตัดสินใจในครั้งนี้”เขาพูดอย่างมีเหตุผล“และเราก็จะยังไม่แต่งงานกันจนกว่าคุณจะเป็ผู้กำหนดวันขึ้นมาเองข้อตกลงระหว่างเรามันก็เหมือนกับเราแค่ทดลองหมั้นกันดูสักระยะหนึ่งเท่านั้นเอง”
“ฉันรู้ค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอมองไม่เห็นว่าทำไมเชทจึงจะต้องมารับรองกับเธอด้วยคำพูดเช่นนี้อีก
“ฟังนะ” เชทหมุนร่างให้เธอกลับมาเผชิญหน้าเขา“คุณก็รู้ว่าผมเป็เพื่อนที่ดีที่สุดของเบลค”
ใช่...ดิน่าคิดอยู่ในใจ เชทเป็แขนขวาของเบลคมาโดยตลอด และเวลานี้เขาก็กำลังทำหน้าที่นั่นให้เธออยู่เขาจะพร้อมเสมอที่จะให้ความสนับสนุนในทุกครั้งที่เธอจะต้องตัดสินใจมีรอยยิ้มที่พร้อมจะปลุกปลอบยามที่เธอรู้สึกจิตใจเหี่ยวแห้งและเมื่อกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไปต้องมลายลง
“เพราะฉะนั้นผมจึงรู้ดีว่าสามีของคุณเป็คนยังไง” เขาพูดต่อ“ผมไม่ได้คิดที่จะก้าวเข้ามาแทนที่เขาเลยซึ่งถ้าจะพูดกันตามความจริงแล้วผมไม่้าจะแทนที่เขามากไปกว่าการที่อยากจะให้คุณถอดแหวนของเขาออกจากนิ้วเสียที”
คำพูดประโยคนั้น ทำให้เธอต้องก้มลงมองแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวที่สวมไว้ในนิ้วกลางข้างซ้ายซึ่งเคียงคู่อยู่กับแหวนเพชรเป็รูปช่อดอกไม้ที่สวมสอดอยู่ในนิ้วนางอันเป็แหวนหมั้นของเชทอีกครั้ง
เขาใช้ปลายนิ้วเชยคางเธอขึ้นไว้
“ความหวังของผมในขณะนี้มีอยู่เพียงประการเดียวเท่านั้นซึ่งผมรอคอยด้วยความอดทนมาโดยตลอดนั่นก็คือผมอยากจะให้คุณเหลือที่ในหัวใจไว้ให้ผมบ้าง”
“มันมีอยู่แล้วละค่ะ เชท” ดิน่าเอ่ยขึ้น “ถ้าไม่มีคุณฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าจะใช้ชีวิตตลอดเวลาที่เบลคหายสาบสูญไปได้ยังไงในขณะที่เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาตายแล้วหรือว่ายังมีชีวิตอยู่และพอเราได้รับการยืนยันว่าเขาตะ .. ”
แต่เขาประทับจุมพิตหนักหน่วงลงก่อนที่เธอจะพูดจบประโยคและแล้วก็รวบร่างเธอแน่นกระชับอยู่ในอ้อมแขน แนบร่างอยู่กับกันและกัน