“ออกมา” น้ำเสียงเข้มเอ่ยกับฟู่หนิงหนิงที่หลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ที่ถูกสลักด้วยลวดลายนกกระเรียน
นางสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกจับได้ ฟู่หนิงหนิงยิ้มเจื่อนก่อนจะเดินออกไป นางมองเขาอย่างหวาดระแวงก่อนจะเอ่ย “ท่านคือไป๋ชิงเทียน?”
ไป๋ชิงเทียนจ้องมองนางด้วยสายตาเ็า ทำให้ฟู่หนิงหนิงอดหวนนึกถึงวันแรกที่นางได้พบเขา ในยามนั้นดวงตาของเขาฉายแววอบอุ่น แม้จะกลั่นแกล้งนาง หากแต่ว่าไป๋ชิงเทียนที่นางรู้จัก เขาอ่อนโยนมากกว่านี้
“ทำไม เ้าคือจิ้งจอกน้อยตนนั้นสินะ ตอนนี้คงจะบำเพ็ญเพียรจนกลายร่างเป็คนได้แล้ว”
“ท่านมาทำอะไรที่นี่” นี่คือสิ่งที่นางสงสัย เขาควรจะอยู่ที่ป่าไม่ใช่หรือ…
“เ้าก็เห็นว่าพวกเราไม่มีบ้านให้กลับ เพราะใครกัน” ขณะเอ่ย ดวงตาของไป๋ชิงเทียนเต็มไปด้วยความแค้น เขาเป็ถึงาาจิ้งจอก แต่ไม่อาจปกป้องบริวารของตนเองได้ สิ่งที่เขาจะทำในยามนี้คือการล้างแค้น
ฟู่หนิงหนิงนิ่งเงียบ ท่าทีของเขาในยามนี้คือการฆ่าทุกคนแม้แต่คนที่ไม่เกี่ยวข้อง
“แต่ท่านก็รู้ว่ามนุษย์น่ากลัวกว่าที่คิด” นางรู้จักมนุษย์ดี แม้พวกเขาจะอ่อนแอ แต่สิ่งที่พวกเขามีคือสมอง
“ข้ารู้…” เขาก้มลงมองใบหน้างดงามของนางใกล้ๆ “องค์หญิงหนิงเฉิงห่วงข้าอย่างนั้นหรือ” ใบหน้าที่งามยิ่งกว่าสตรีเพศยกยิ้ม
“ใครห่วงท่านกัน!” นางขยับกายออกมา “ถ้าท่านไม่อยากถูกถอนขนก็ระวังตัวด้วย” ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เคยให้อาหารนาง
“เ้ากลับไปได้แล้ว หากใครมาเห็นเข้าไม่แน่เ้าอาจจะถูกจับแต่งกับข้า” เขายิ้มด้วยท่าทีหยอกเย้า
ฟู่หนิงหนิงมองเขาอย่างโกรธเคือง นางจะทำอย่างไรกับจิ้งจอกปากเสียตนนี้
ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยประโยคออกมา เสียงของนางกำนัลรับใช้เอ่ยเรียกนางก็ดังขึ้น ดังนั้นฟู่หนิงหนิงจึงรีบผละออกมา ช่างเถอะ ไป๋ชิงเทียนจะทำอะไรย่อมไม่เกี่ยวกับนาง ขอเพียงเขาไม่ทำร้ายมารดาของนาง ฟู่หนิงหนิงก็จะไม่ไปยุ่งกับการแก้แค้นของเขา
หญิงสาวเดินออกมาด้วยสีหน้านิ่งสงบ นางมองอาหลันและเสี่ยวเถาก่อนจะเดินนำพวกนางกลับไปยังตำหนักของตน การใช้ชีวิตในวังหลวงเต็มไปด้วยความลำบาก ฟู่หนิงหนิงกำหมัดแน่น นางหวังว่าสักวัน นางจะพามารดาหนีออกจากวังวนนี้ให้ได้
ดวงตะวันอัสดงดวงจันทราเข้าแทนที่ ทุกตำหนักต่างดับไฟเข้านอนเหลือเพียงแสงคบเพลิงที่ถูกจุดไว้เพื่อให้แสงสว่างหน้าตำหนักเท่านั้น
ฟู่หนิงหนิงลุกขึ้นจากที่นอน ดวงตาของนางมองสำรวจรอบด้าน เมื่อเห็นว่าในยามนี้นางกำนัลต่างหลับใหลกันหมดแล้ว ร่างบอบบางจึงกลายร่างเป็จิ้งจอกขนสีขาวงดงาม ดวงตาสีดำเปลี่ยนเป็สีฟ้าเช่นเดิม
นางะโออกทางหน้าต่างเช่นเดิม ครั้งนี้นางไม่พลาด หลังจากได้สำรวจตรวจตราวังหลวงแล้ว ร่างเล็กๆ ของนางในยามนี้จึงรีบมุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักผิงเยว่อันเป็เรือนประทับของมารดาของนาง
เสียงต้นไผ่เสียดสีกันเป็เสียงที่ช่างฟังดูโหยหวน สายลมพัดกระทบใบหน้าของฟู่หนิงหนิงจนนางรู้สึกเจ็บ หากทว่านางก็ไม่ได้ลดละความพยายามแต่อย่างใด เรือนร่างสีขาวนุ่มฟูหลบหลีกเวรยามได้อย่างปราดเปรียว
‘วังหลวงแห่งนี้ใหญ่โตจริงๆ’ ก็ไม่ใช่อะไรหรอกนะ แต่มันเหนื่อยจริงๆ ที่ต้องเดินไปไหนมาไหนทั้งวัน
ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ฟู่หนิงหนิงผิดหวัง ในที่สุดนางก็หาตำหนักของมารดาพบ
จิ้งจอกขนสีขาวเงินเดินย่องอย่างเงียบเชียบ นางสอดส่ายสายตามองอย่างระมัดระวัง
มีคนมา…
ฟู่หนิงหนิงรีบหลบไปทันที นางพยายามเงี่ยหูฟังการสนทนาอย่างตั้งใจ
“พระสนมช่างงดงามนัก ไม่แปลกที่ฝ่าาจะทรงมาที่ตำหนักนี้เกือบทุกคืน” นางกำนัลที่สวมชุดสีชมพูเอ่ยขึ้น แม้จะเอ่ยชมแต่ดวงตาของนางกลับแฝงแววริษยา
ก็แค่หญิงบ้านป่าไม่รู้ธรรมเนียม คงมีดีแค่มารยาที่ใช้มัดใจชาย แม้นางจะไม่ชอบฟู่เจินแค่ไหน แต่นางก็ไม่อาจเอ่ยออกมาเป็คำพูดได้
“เ้าว่าอย่างข้าพอจะมัดใจพระองค์ได้หรือไม่?” สตรีอีกนางที่ยืนอยู่ข้างกันเอ่ย
เมื่อได้ฟังเพื่อนพูดแบบนี้แล้ว นางก็รีบเบาเสียงลงทันที “แม้พระองค์จะมีสนมมากมาย แต่เ้าดูไม่ออกหรือว่าพระทัยของพระองค์อยู่ที่ใคร”
เสียงพูดคุยดังไกลออกไปเรื่อยๆ เมื่อไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นแล้ว ฟู่หนิงหนิงจึงรีบออกมาจากที่ซ่อน ดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างฉายแววขุ่นเคืองขึ้นมาครู่หนึ่ง มันจริงดังที่ว่า แต่เขาที่เป็ถึงฮ่องเต้หาได้มีแต่มารดาของนางไม่
เขาไม่อาจทำตามใจตนเองได้ หากมารดาของนางตกหลุมรักเขา นางจะเ็ปมากมายเพียงใดหนอ…
นางถอนหายใจก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน มารดาของนางคงจะได้รับความโปรดปรานจากคนผู้นั้นเป็อย่างมาก ดูจากภายในที่ตกแต่งไว้ได้อย่างงดงามแล้ว การใส่ใจเช่นนี้ยากนักที่สตรีคนไหนจะหักห้ามใจไหว นางหวังเพียงว่าท่านแม่ของนางจะไม่ตกหลุมพรางคนผู้นี้ไปเสียก่อน
“อาหนิง ข้ารู้แล้วว่าเ้าจะมา” เสียงอ่อนหวานดังขึ้นหลังจากที่ฟู่หนิงหนิงเข้าไปด้านใน
เมื่อได้ยินเสียงของมารดา ฟู่หนิงหนิงจึงกลายร่างกลับเป็คนดังเดิม นางมองสำรวจมารดาที่เริ่มผ่ายผอมของตนอย่างเป็ห่วง
เท้าเล็กเปลือยเปล่าก้าวไปหาฟู่เจินก่อนจะโผเข้าหาอ้อมกอดของนาง
“เหตุใดท่านจึงผอมเช่นนี้” เสียงหวานสั่นเครือ ฟู่หนิงหนิงในยามนี้ถอดแบบความงดงามมาจากมารดา มีเพียงความอ่อนหวานที่นางไม่อาจสู้มารดาได้
ฟู่เจินยิ้มเศร้า “อาหนิง เ้าออกไปจากที่นี่เสีย” นางลูบผมบุตรสาวอย่างรักใคร่ ไม่เจอกันนาน ในยามนี้บุตรสาวที่นางเฝ้าทะนุถนอมในที่สุดก็เติบโตเป็สาวงาม หากอยู่ที่นี่ชะตากรรมของฟู่หนิงหนิงคงหนีไม่พ้นการถูกกักขังอยู่ในกรงทองแห่งนี้
ฟู่หนิงหนิงส่ายหน้า นางกุมมือของมารดาไว้ “ท่านแม่อยู่ที่ไหน ข้าก็อยู่ที่นั่น” ตลอดหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมานี้ นางคิดว่าฟู่เจินคือมารดาของนาง
ฟู่เจินส่ายหน้า “เ้าช่างดื้อรั้นนัก เ้าจำไม่ได้เลยเหรอ ในยามนั้นที่เ้าดื้ออยากออกไปหาอาหารแทนข้า แล้วเ้าไปจับลูกนกเฟิ่งหวง ผลสุดท้ายเป็อย่างไร ขนนุ่มๆ ของเ้าก็ถูกเผาจนเกือบหมด อาหนิง เ้าเชื่อฟังแม่สักครั้งได้หรือไม่?”
ฟู่หนิงหนิงอดหัวเราะไม่ได้ ใครจะรู้เล่าว่ามีนกแบบนั้นบนโลกใบนี้ ในยามนั้นนางยังไม่ประสาเื่นี้นัก โชคดีขนที่ขึ้นใหม่ยังงดงามเช่นเดิม ในยามนั้นนางน่าเกลียดจนถูกปีศาจตนอื่นๆ รังเกียจ
“ข้าจะหนีไปคนเดียวได้อย่างไร หากข้าไปท่านต้องไปด้วย!”
“หากข้าไปได้ ข้าคงไม่รั้งอยู่” ฟู่เจินถอนหายใจ นางในยามนี้ไม่อาจใช้พลังได้ นางก็เหมือนกับจิ้งจอกที่ไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บ หนีออกไปไม่นานก็ถูกจับกลับมา
ไม่ใช่ว่านางไม่เคยคิดหนี แต่ว่าเมื่อนึกถึงลูกสาวที่ถูกเขาจับไว้ ความคิดนั้นของนางก็ถูกวางลง
ฟู่เจินไม่อาจหนีไปจากชายผู้นั้นได้
“ข้า…” ยังไม่ทันที่ฟู่หนิงหนิงจะเอ่ยประโยคใด นางก็ถูกดึงออกมาจากตัวมารดา
เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็เซียวหู่ ฮ่องเต้แห่งแคว้นฉู่ ผู้ชายที่น่ารังเกียจที่สุดที่ฟู่หนิงหนิงเคยพบ
“เ้า! ปล่อยนะ” นางพยายามดิ้นออกจากเขา หากทว่าแขนของฟู่หนิงหนิงถูกเซียวหู่กำไว้แน่น
“ใครใช้ให้เ้ามาที่นี่ตามใจชอบ เ้าคิดจริงๆ หรือว่าตัวเองเป็องค์หญิงอะไรนั่น” น้ำเสียงของเขาเยียบเย็น แม้ว่าฟู่เจินจะเป็สนมรักของเขา แต่ลูกของนางกับบุรุษคนอื่นไม่ใช่ลูกของเขา
“ปล่อยนาง” ฟู่เจินผุดลุกขึ้น หากทว่าขาที่ไร้เรี่ยวแรงทำให้นางล้มลงกองกับพื้น
“ท่านแม่!” ฟู่หนิงหนิงใ นางไม่นึกว่ามารดาของนางจะอ่อนแอถึงขนาดนี้
เซียวหู่ปล่อยฟู่หนิงหนิง เขาตรงเข้ามาประคองฟู่เจินขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววตระหนก “เ้าเป็อะไร?”
“ก็เพราะเ้า” นางมองเขาด้วยแววตาเฉยชา ฟู่เจินผุดลุกขึ้นอย่างช้าๆ นางไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกว่าร่างกายของตนอ่อนแรงขึ้นทุกวัน
ดวงตาของฟู่หนิงหนิงแปรเปลี่ยนเป็สีฟ้าที่เข้มขึ้น นางมองแผ่นหลังแกร่งนั้นอย่างโกรธแค้น ฟู่หนิงหนิงค่อยๆ กางกรงเล็บก่อนที่นางจะพุ่งเข้าไปหาเซียวหู่ที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
เล็บของนางเฉียดใบหน้าของเขาไปเพียงคืบ ทำให้ใบหน้าของเซียวหู่ปรากฏรอยแผลจางๆ เนื่องจากเขาหลบจากกรงเล็บของนางได้ทัน
ร่างสูงผุดลุกขึ้น เขารวบมือของฟู่หนิงหนิงก่อนที่มือใหญ่จะบีบเข้าที่ลำคอของนางอย่างแรง
ความเ็ปที่ได้รับทำเอานางแทบหายใจไม่ออก มือเล็กพยายามปัดป่าย หากทว่ามือที่ราวกับคีมเหล็กบีบคอนางไว้แน่น
“จิ้งจอกเช่นเ้า กล้าลอบทำร้ายหรือ” เขายกยิ้มมองดวงหน้าที่ค่อยๆ ซีดเผือดลงน้อยๆ ของนาง อยากปกป้องมารดาหรือ ต้องดูว่านางมีความสามารถพอหรือไม่
การเป็ฮ่องเต้ หากเขาอ่อนแอคงจะถูกสังหารไปจนสิ้นแล้ว เพียงแค่จิ้งจอกตัวเล็กๆ ที่หาญกล้าตนหนึ่ง หากเขาคิดที่จะกำจัดนาง นางคงไม่เหลือชื่อั้แ่วันแรกแล้ว
“แค่ก” แรงบีบยังคงต่อเนื่อง ทำให้ฟู่หนิงหนิงหายใจไม่ออก นางพยายามตะเกียกตะกายแต่ก็ไม่อาจสู้แรงของชายฉกรรจ์ได้
“พอ! เซียวหู่ หยุด!” หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มของฟู่เจิน นางจับแขนของเซียวหู่ไว้ ดวงตางดงามมองเขาอย่างอ้อนวอน
มุมปากของเซียวหู่ยกขึ้น เขาค่อยๆ ปล่อยร่างของฟู่หนิงหนิงลง ทำให้ร่างเล็กกองลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง ฟู่หนิงหนิงกำหมัดแน่น นางยกมือขึ้นเช็ดเืที่มุดปากอย่างเงียบๆ
“จำไว้ พวกเ้าสองแม่ลูกก็แค่เชลย ถ้าเ้ายังกล้าต่อต้านอีกข้าจะไม่ปล่อยเ้าไปแน่” เขาก้มลงบีบคางของฟู่หนิงหนิง ดวงตาเ็าหาได้สะทกสะท้าน
ฟู่หนิงหนิงสะบัดหน้าออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างรังเกียจ นางพยุงกายลุกขึ้นพร้อมทั้งมองมารดาด้วยความรู้สึกผิด
นางผิดเองที่วู่วาม
“กลับตำหนักไปซะ ข้าจะให้นางกำนัลส่งยาไปให้เ้า” เขาเหลือบมองนางครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองฟู่เจิน “จิ้งจอกดื้อต้องโดนทำโทษ” เอ่ยจบเขาก็อุ้มร่างบางขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน ทิ้งให้ฟู่หนิงหนิงอยู่ด้านนอกเพียงลำพัง
มือเล็กกำเข้าหากันแน่น นางมองภาพมารดาอย่างเ็ป เกิดมาเป็ปีศาจแล้วอย่างไรเล่า ไม่ว่าอย่างไร ปีศาจก็พ่ายแพ้ให้กับมนุษย์อยู่วันยังค่ำ…