บทที่24
กลุ่มผู้ฝึกตน
ดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่กลางฟากฟ้าค่อยค่อยคล้อยต่ำลงแสงอาทิตย์สีส้มที่สาดส่องโลกหล้าเองก็ค่อยๆเปลี่ยนสีมันเปลี่ยนกายเป็สีส้มอมแดงของพระอาทิตย์ยามอัสดงที่งดงามตระการตาปกคลุมอยู่บนม่านฟ้า
ถ้าเกิดว่าอยู่ภายในหมู่บ้านชนบทพบเห็นพระอาทิตย์ยามอัสดงยามเย็นเช่นนี้ผู้คนคงจะรู้สึกสงบใจและผ่อนคลาย
เพียงแต่ว่าไม่ใช่ภายในป่าอสูรยามรัตติกาลย่างกายเข้าถึง
บรรยากาศภายในป่าอสูรแห่งนี้ยิ่งเงียบสงัดวังเวงไม่เพียงเท่านั้นอากาศของภายในป่าอสูรแห่งนี้อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
แถมความรู้สึกแปลกประหลาดที่กดดันพื้นที่บริเวณป่าอสูรอยู่ตลอดเวลามันก็เพิ่มขึ้น
ทำให้ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกตนหรือแม้กระทั่งคนธรรมดาถ้าเกิดว่าอยู่ภายในป่าอสูรแห่งนี้ยามราตรีพวกเขาเองก็จะสามารถััความอึดอัดที่เหมือนกับร่างกายโดนกดทับหัวใจได้ตลอด
หยุนโม่เองก็เป็เช่นเดียวกันสำหรับสถานการณ์ภายในป่าแห่งนี้ภายใน่ยามราตรี
พวกผู้ฝึกตนพวกเขาจะเรียกมันว่าเป็สถานที่ที่มีกลิ่นอายความตายโชติ่
เรียกง่ายๆก็คือใน่ยามราตรีพลังฟ้าดินภายในป่าอสูรที่มีแต่พวกสัตว์อสูรดุร้ายพวกนี้อาศัยอยู่มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างจากตอนกลางวัน
ทำให้พวกสัตว์อสูรที่อยู่ภายในป่าแห่งนี้ความดุร้ายเพิ่มขึ้น
เหตุการณ์นี้เป็เหตุการณ์ปกติในโลกของการฝึกตน
ความรู้สึกกดดันกดทับภายในอกของคนที่เข้ามาภายในป่ายามราตรีมันเองก็เป็ความรู้สึกของปราณหยินที่หนาแน่นภายในอากาศนั่นแหละ
คนอื่นถ้าเกิดว่ามาอยู่ภายในสภาวะเช่นนี้อาจจะรู้สึกอึดอัดแล้วก็ไม่สบายตัว
แต่สำหรับหยุนโม่นั้นแตกต่างกันออกไปเขาอาศัยอยู่ภายในสนามรบมาหลายปี
เพียงแค่ความรู้สึกกดดันอึดอัดพวกนี้มันย่อมไม่สามารถส่งผลกระทบอันใดกับจิตใจเขาได้อยู่แล้ว
แสงจากกองไฟสว่างไสวภายในต้นไม้ใหญ่แห่งนึงในตอนนี้ใกล้เข้าสู่ยามราตรีแล้วหยุนโม่ไม่คิดเดินทางต่อ
มันเป็เพราะว่าภายในยามราตรีภายในป่าแห่งนี้อันตรายเกินไป
สำหรับมนุษย์ธรรมดาที่ทัศนียภาพการมองเห็นมีจำกัดแน่นอนว่าย่อมไม่สามารถสู้กับพวกสัตว์อสูรที่ดุร้ายกว่าพวกสัตว์อสูรยามกลางวันได้อย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นทางที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือตั้งที่พักท้องฟ้ายังไม่มืดแต่กองไฟเองก็ถูกก่อขึ้นมาแล้ว
ในวันนี้ทั้งวันั้แ่เดินทางมาที่ป่าอสูรหยุนโมทำการสังหารสัตว์อสูรระดับหนึ่งไปสิบตัวสัตว์อสูรระดับสองที่เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขอบเขตกายาไปอีกสี่ตัว
ผลเก็บเกี่ยวในวันแรกถือว่าได้ไม่เลว
ดวงตะวันบนท้องฟ้าค่อยๆลาลับความมืดยามรัตติกาลปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟ้า
ภายในป่าแห่งนี้ยิ่งเงียบสงัดเพียงแต่ว่าแสงไฟที่ก่อขึ้นจากกองไฟของหยุนโม่ทำให้พื้นที่บริเวณรอบๆดูอบอุ่นขึ้น
เนื้อสัตว์ที่ถูกเกรียมด้วยตอนนี้ถูกย่างอยู่บนกองไฟส่งกลิ่นหอมฉุยหยุนโม่หย่อนกายนั่งพักอยู่ข้างกองไฟแต่ว่าในมือของเขายังคงถืออาวุธอย่างปืนพกสั้นอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่ดวงตะวันลาลับจากฟ้าหยุนโม่เงยหน้าหมองทองนภาที่มืดมิด
ในตอนนี้เขาเดินทางมาที่โลกใบนี้ได้สิบวัน
การเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับกระพริบตา
เริ่มแรกจากที่กำลังจะตายอยู่บนสายทางดาราก่อนที่จะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วก็มาโผล่ที่โลกใบแล้วก็รู้ว่าตนเองยังไม่ตายแล้วก็ยังมีชีวิตอยู่
จากนั้นก็พบเจอเื่ราวแปลกประหลาดมากมายตั้งปณิธานว่าจะสังหารผู้ฝึกตนเพื่อตอบแทนคนภายในหมู่บ้านแห่งนั้น
พบเจอเหตุการณ์มากมายภายในเมืองอวี้หยางแล้วก็จนมาถึงตอนนี้…
เพียงแค่สิบวันเท่านั้นพลังของเขาในตอนนี้เขาสามารถใช้อาวุธสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาได้ง่ายๆแล้ว
หยุนโม่ส่ายหน้าไปมาดึงความคิดของตนเองกลับมา
เขายื่นมือไปหยิบเนื้อย่างที่กำลังส่งกลิ่นขึ้นมาจากกองไฟจากนั้นก็ลิ้มลองมันอย่างเอร็ดอร่อย
“อืม~ รสชาติไม่เลวอีกหน่อยคงต้องพัฒนาพวกเครื่องปรุงแล้วอาหารด้วย”
“ในโลกใบนี้อาหารและเครื่องปรุงธรรมดาเกินไป”
ในโลกที่ลึกลับแล้วก็แปลกประหลาดอย่างโลกแห่งการฝึกตนมีวัตถุดิบมากมายที่มีรสชาติไม่ธรรมดา
เพียงแต่ว่าพวกเครื่องปรุงที่เชิดชูรสชาติของวัตถุดิบพวกนั้นนั้นมีน้อยยิ่ง
มันเลยทำให้หยุนโม่รู้สึกคิดถึงอาหารในโลกของตนเองไม่น้อย
เขาเลยมีความคิดว่าจะต้องพัฒนาพวกอาหารพวกนี้ด้วยไม่ใช่พัฒนาเพียงแค่อาวุธแล้วก็สิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยส่งเสริมพละกำลังของตนเองเท่านั้น
ถึงอย่างไรหยุนโม่เองก็ยังคงเป็มนุษย์พวกอาหารเองก็เป็สิ่งช่วยเยียวยาจิตใจเขาได้เป็อย่างดี
ในขณะที่กำลังลิ้มลองเนื้อย่างภายในมืออย่างเอร็ดอร่อยแต่ทว่าเนื้อย่างที่กำลังจะเข้าปากก็หยุดชะงัก
ดวงตาทั้งสองข้างหรี่เล็กลงเป็เพราะว่าเขาได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว
หยุนโม่ก็ได้ยินการเคลื่อนไหวจากไกลๆ
บริเวณรอบๆหยุนโม่ทำกับดักเอาไว้แทบทุกทิศทางเป็กับดักเสียงที่ถ้าเกิดว่าใครเคลื่อนไหวเข้ามาโดนก็จะเกิดเสียงขึ้น
เป็กับดักง่ายๆที่พวกคนที่ที่เดินทางในป่ามักจะใช้กัน
ภายในป่าอสูรที่เต็มไปด้วยอันตรายแห่งนี้ถ้าเกิดว่าอยากจะตั้งที่พักแรมเองก็จำเป็จะต้องใช้ใช้วิธี
เพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่มีประสาทััรับรู้รวดเร็วเลยจำเป็จะต้องทำกับหลักเพื่อให้ตนเองนั้นรู้ว่ามีใครกำลังเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ตนเอง
หยุนโม่วางเนื้อย่างในมือของตนเองลงลุกขึ้นอย่างช้าๆพร้อมกับนำเอาดาบพลังงานออกมาถือแน่นอนว่าปืนภายในมือด้านขวาเองก็ยังคงกำแน่นเอาไว้
ในตอนนี้ไม่ได้ลุกไล่เดินเข้าไปค้นหาว่าเสียงจะไกลๆมันคืออันใด
เป็เพราะว่าเสียเปรียบเกินไปในรัศมีรอบนอกที่ไม่ใช่บริเวณกองไฟ
มันมืดมิดเพราะแบบนั้นจะเป็อุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวหยุนโม่เลยยืนอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ตัวเองสามารถมองเห็นรอบๆได้อย่างชัดเจนเพื่อรอตั้งรับสิ่งที่กำลังจะเข้าใกล้มา
หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจหยุนโม่ก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนมากขึ้น
ตรึง!! เพล้ง!! เปรี้ยง!!!เสียงนั้นดังลอยมาแต่ไกล น่าจะอยู่ห่างจากจุดที่หยุนโม่ยืนอยู่พอสมควร
แต่ว่าเสียงนั้นก็ยังคงลอยมาให้เขาได้ยิน
“เสียงต่อสู้…”หยุนโม่พึมพำออกมา
เป็เพราะว่าเขาได้ยินเสียงการต่อสู้จากไกลๆเป็เสียงการต่อสู้ของผู้ฝึกตนอย่างแน่นอน
ถ้าเกิดว่าไม่ใช่ผู้ฝึกตนคงไม่สามารถสำแดงพลังต่อสู้ที่มีเสียงดังลั่นสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณแบบนี้ได้
หลังจากนั้นเมื่อได้ยินแล้วก็ระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็เสียงการต่อสู้อีกเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจต่อมา เสียงที่ดังลอยตามสายลมมานั้นก็หยุดลง
หยุนโม่หรี่ตาเล็กลงมากขึ้นกว่าเดิมเพราะว่าหลังจากที่เสียงการต่อสู้นั้นหยุดลงเสียงที่ดังขึ้นตามจากนั้นก็คือเสียงฝีเท้าของคนหลายชีวิต
หยุนโม่ไม่ได้ลดตอนกังวลของตนเองลงยังคงจับต้องไปที่ทิศทางที่เสียงดังขึ้น
หลังจากนั้นไม่นานทิศทางบริเวณด้านหน้าเสียงฝีเท้าค่อยๆเข้าใกล้มาเรื่อยๆพร้อมกับเอาว่างที่ค่อยๆปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้น
“เอ๊ะ..มีคนตั้งที่พักอยู่ที่นี่ด้วย” เสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมา
หยุนโม่ระบุได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ดังขึ้นเป็เสียงของบุรุษ
ร่างของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นในทัศนียภาพการมองเห็น
คนพวกนั้นเป็กลุ่มคนจำนวนเจ็ดคนประกอบไปด้วยบุรุษหกคนและสตรีอีกหนึ่งนาง
โดยคนทั้งหมดบุรุษหกคนมีสามคนเป็บุรุษวัยฉกรรจ์มองดูผิวเผินน่าจะอายุไม่เกินสามสิบส่วนอีกสามคนเป็บุรุษวัยกลางคนร่างกายกำยำแข็งแรง
แต่ว่าบุรุษทั้งหกคนพวกเขาทั้งหมดล้วนแล้วมีร่างกายกำยำแข็งแรงแถมร่างกายยังแผ่ซ่านและเสรีปราณิญญาที่แข็งแกร่งออกมา
หยุนโม่ระบุได้ในทันทีว่าบุรุษทั้งหกคนล้วนแล้วเป็ผู้ฝึกตนที่มีขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นปลายแล้ว
แต่ในบรรดาคนทั้งหมดมีคนผู้นึงที่หยุนโม่สนใจอีกหนึ่งคนเป็สตรีนางนั้น