แสงแดดยามเช้าของเมืองกวางโจวสาดผ่านหน้าต่างบานเกล็ด อิ๋งเย่ลืมตาขึ้นช้าๆ
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่หน้าจอมีรอยร้าวตรงมุมขึ้นมาเปิดดูแอปพลิเคชันธนาคาร ตัวเลข 1,020,000 หยวน ปรากฏเด่นชัด
'ยอดเงินเจ็ดหลักยังอยู่ครบ'
ในชาติก่อน... มันหายไปภายในปีเดียว
ชายหนุ่มปิดหน้าจอ ลุกขึ้นจากเตียงนอนแข็งๆ ของห้องพักชั่วคราว เขาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวเนื้อดีที่สวมใส่สบายกับกางเกงสแล็คสีดำมาสวม ชาตินี้ เขาพอแล้วกับชีวิตจอมปลอมที่ต้องวิ่งตามสังคมไฮโซ เขาตั้งใจเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เน้นการใช้งานจริง และไม่จำเป็ต้องมีโลโก้ะโบอกราคา
อิ๋งเย่เดินลงจากตึก แวะร้านรถเข็นริมทางซื้อซาลาเปาราคาหนึ่งหยวนครึ่งกับน้ำเต้าหู้แก้วละสามหยวน เขาปฏิเสธการโบกแท็กซี่และเลือกที่จะเดินเท้าไปตามทางเท้าที่ปูด้วยอิฐบล็อก ซึมซับบรรยากาศยามเช้าของกวางโจว เสียงแม่ค้าต่อรองราคาผัก กลิ่นควันจากเตาปิ้งย่าง และความวุ่นวายของนักศึกษาที่กำลังรีบเดินไปมหาวิทยาลัยจี้หนาน
เขาดูดน้ำเต้าหู้พลางทอดสายตามองไปรอบๆ ทำเลแถบนี้กำลังจะถูกกว้านซื้อเพื่อพัฒนาเป็เขตเศรษฐกิจวัฒนธรรมแห่งใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
อิ๋งเย่เดินเลี้ยวเข้าซอกซอยลึก จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ที่สลักลายโบราณ ป้ายกระดาษแผ่นเล็กๆ เขียนว่า ‘ขาย’ แขวนอยู่ตรงมุมประตู
มันคือเรือนสี่ประสานสไตล์ใต้ที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางความวุ่นวาย
เขาผลักประตูเข้าไปด้านใน โครงสร้างหลักยังดูแข็งแรง ลานหินตรงกลางสะอาดสะอ้าน อิ๋งเย่กวาดสายตาคำนวณร่องรอยความสึกหรอเงียบๆ
"สนใจที่นี่งั้นหรือ พ่อหนุ่ม?"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น อิ๋งเย่หันไปมอง ชายวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีเข้มกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะหินอ่อน ท่าทางภูมิฐานและแววตาที่เฉียบขาด
อิ๋งเย่จำได้ทันที... จากภาพบนปกนิตยสารธุรกิจระดับมณฑลในความทรงจำชาติก่อน ชายคนนี้คือประธานหอการค้ากวางโจว จ้าวไห่เผิง แต่ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้น เขาเพียงแค่กลืนซาลาเปาคำสุดท้ายลงคอ ทิ้งถุงพลาสติกลงในถังขยะข้างประตูอย่างเป็ระเบียบ แล้วพยักหน้า
"ครับ" น้ำเสียงของเขาราบเรียบ
จ้าวไห่เผิงเลิกคิ้ว รินชาหอมกรุ่นลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบอีกใบพลางดันไปฝั่งตรงข้าม
"ดื่มชาก่อนไหม?"
อิ๋งเย่มองถ้วยชาต้าหงเผาที่ส่งควันฉุย สลับกับแก้วพลาสติกใส่น้ำเต้าหู้ที่ยังเหลืออยู่ครึ่งแก้วในมือ
‘เสียดายของ’ เขาคิดในใจ
"ขอบคุณครับ แต่ผมมีแล้ว" อิ๋งเย่ตอบตามตรง ก่อนจะยกแก้วน้ำเต้าหู้ในมือราคาสามหยวนขึ้นมาดูดต่อด้วยใบหน้าเรียบเฉย
จ้าวไห่เผิงชะงักไปเล็กน้อย เขามองแก้วพลาสติกในมือเด็กหนุ่ม
‘ปฏิเสธต้าหงเผาชั้นยอด? คงเป็แค่เด็กไม่ประสาที่ไม่รู้จักของดีล่ะสิ...’
ประธานหอการค้าคิดพลางส่ายหน้าเบาๆ ทว่าสายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับเสื้อเชิ้ตสีขาวนั่น ในสายตาของจ้าวไห่เผิง เนื้อผ้าที่ทิ้งตัวสวยงามนั้นดูดีเกินกว่าจะเป็เสื้อสำเร็จรูปทั่วไป
‘เส้นใยทอละเอียดขนาดนี้... ผ้าฝ้ายอียิปต์เกรดพรีเมียมงั้นหรือ? แถมบริเวณคอเสื้อด้านในยังว่างเปล่า ไม่มีป้ายแบรนด์ใดๆ เย็บติดอยู่เลย คัตติ้งเนี้ยบซ่อนรอยต่อไร้ที่ติ เหมือนงานสั่งตัดเฉพาะจากช่างฝีมือเก่าแก่... หรือเราจะคิดมากไปเอง?’
"เข้ามาดูข้างในก่อนสิ"
จ้าวไห่เผิงลุกขึ้นเดินนำพลางลอบสังเกตแขกผู้มาเยือน
ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องโถงหลัก บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งกลางห้องมีแจกันเครื่องลายครามยุคราชวงศ์ิตั้งตระหง่านอยู่ มันคือของสะสมชิ้นโปรดที่จ้าวไห่เผิงมักใช้ทดสอบสายตาของผู้มาเยือน
ทว่า อิ๋งเย่เดินผ่านแจกันมูลค่าเจ็ดหลักนั้นไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
เขาไม่ได้หยุดยืนพินิจพิเคราะห์ ไม่เอ่ยปากชม สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มทำคือก้มมองพื้นไม้ แล้วเดินตรงไปที่มุมห้อง
"พื้นระเบียงฝั่งตะวันตกทรุดลงไปประมาณหนึ่งเิเ..." อิ๋งเย่พึมพำลอยๆ ขณะยกมือขึ้นเคาะผนังเบาๆ สองสามครั้งเพื่อฟังเสียงสะท้อน ก่อนจะหันมาถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"ส่วนท่อน้ำทิ้งหลังกำแพงนี้... รื้อเปลี่ยนเป็ PVC หรือยังครับ?"
นิ้วที่กำลังจัดแขนเสื้อของจ้าวไห่เผิงหยุดค้าง
ประธานหอการค้าหรี่ตาลง... รอยทรุดหนึ่งเิเนั่น คือสิ่งที่วิศวกรโครงสร้างเพิ่งเอาเครื่องมือมาวัดและรายงานเขาเมื่อเดือนก่อน
‘มองข้ามแจกันเจ็ดหลัก แต่กลับมองเห็นรอยทรุดที่แทบแยกไม่ออกด้วยตาเปล่า? บังเอิญงั้นหรือ? เด็กนี่ไม่ธรรมดาแน่...’
"เปลี่ยนเมื่อสามปีก่อน" จ้าวไห่เผิงตอบเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้แสดงความประหลาดใจ
"ดีครับ" อิ๋งเย่พยักหน้าอย่างพอใจ
"พ่อหนุ่มตาแหลมคมดี" จ้าวไห่เผิงเอ่ยขึ้น ท่าทีผ่อนคลายเมื่อครู่เปลี่ยนเป็ความระมัดระวังขั้นสูงสุด
"ที่ดินผืนนี้บวกกับตัวบ้าน ฉันตั้งราคาไว้ที่สิบห้าล้านหยวน ไม่ลดแม้แต่สตางค์เดียว"
อิ๋งเย่หยุดเดิน เขายืนนิ่งอยู่กลางโถงบ้าน
ชายหนุ่มหันกลับมาสบตาประธานหอการค้ากวางโจว ดวงตาของเขาสงบดุจบ่อน้ำลึก เขาพูดความจริงด้วยน้ำเสียงซื่อตรงที่สุด
"ผมยังขาดเงินสดอยู่นิดหน่อยครับ"
ความเงียบโรยตัวลงในห้องโถง
จ้าวไห่เผิงจ้องมองสีหน้าที่ไร้ระลอกคลื่นของเด็กหนุ่ม สูดหายใจลึก ความลังเลทั้งหมดในใจก่อนหน้านี้หายไปในพริบตา
‘ขาดเงินสดอยู่นิดหน่อย?’
ฟังความนิ่งในน้ำเสียงนั่นสิ! ไม่มีอาการเขินอาย ไม่มีการพยายามต่อราคาเพื่อรักษาหน้า เขาพูดถึงเงินสิบห้าล้านหยวนเหมือนกำลังพูดถึงเศษเงินทอนที่ยังรอโอนข้ามประเทศ!
‘
ไม่สนใจเครื่องลายครามเพราะเห็นจนชินตา ปฏิเสธชาชั้นดีเพราะมีมาตรฐานของตัวเอง ประเมินโครงสร้างบ้านได้ขาดกระจุยในพริบตา... นี่ไม่ใช่ความบังเอิญแล้ว หรือว่าจะเป็ลูกหลานของผู้มีอำนาจระดับมณฑล?... ไม่ใช่ ระดับนั้นยังอธิบายเด็กคนนี้ไม่ได้ ความสงบนิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบง่ายระดับนี้ ต้องเป็ตระกูลลับที่อยู่บนจุดสูงสุดจนมองข้ามเปลือกนอกไปแล้ว!’
"เื่นั้นไม่ใช่ปัญหา"
จ้าวไห่เผิงยิ้มบางๆ รู้สึกตื่นเต้นกับตัวตนปริศนาตรงหน้า
"ฉันเห็นแก่ความตรงไปตรงมาของเธอ ฉันจะเก็บสัญญานี้ไว้ให้... ห้าวัน มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว"
"ห้าวัน..." อิ๋งเย่ทวนคำเบาๆ
ชายหนุ่มหลับตาลงครู่หนึ่ง ภาพตัวเลขและกราฟในความทรงจำปรากฏขึ้นชัดเจน
ใช่... ห้าวัน
"ทันครับ"
อิ๋งเย่พยักหน้า
"อีกห้าวัน ผมจะกลับมา"
เขาหันหลังเดินออกจากเรือนสี่ประสานไปอย่างเงียบเชียบ แผ่นหลังเหยียดตรง ก้าวเดินอย่างมั่นคง ไม่หันกลับมามองความหรูหราเื้ัเลยแม้แต่น้อย
จ้าวไห่เผิงมองตามแผ่นหลังนั้นจนลับสายตา ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
"ัซ่อนกายชัดๆ... กวางโจวปีนี้ คงมีเื่สนุกให้ดูแล้วสิ"
แสงแดดยามสายของกวางโจวเริ่มร้อนอบอ้าว
อิ๋งเย่เดินกลืนหายเข้าไปในฝูงชนบนถนน ระหว่างทางเขาเอื้อมมือไปด้านหลังคอพลางเกาเบาๆ สองสามครั้ง
แม้เสื้อเชิ้ตตัวนี้จะทอจากผ้าเนื้อดีใส่สบายอย่างที่เขา้า แต่มันก็เป็เพียงเสื้อสำเร็จรูปลดราคา เมื่อเช้าตอนแต่งตัว เขาพบว่าป้ายแบรนด์แข็งๆ ที่เย็บติดมามันเสียดสีจนรำคาญ จึงคว้ากรรไกรมาตัดมันทิ้งไปลวกๆ
แต่ดูเหมือนจะตัดไม่ชิดพอ ตอผ้าสากๆ ยังคงทิ่มคอเขาอยู่
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว
"...คราวหน้า ซื้อแบบที่สกรีนไซส์ติดเนื้อผ้าเลยน่าจะดีกว่า"
เขาพึมพำกับตัวเองด้วยใบหน้าจริงจัง ก่อนจะดูดน้ำเต้าหู้หยดสุดท้ายจนหมดแก้วแล้วเดินมุ่งหน้ากลับหอพัก