ในห้องมีชายชราผมขาวคนหนึ่งถูกจับมัดมือมัดเท้ากำลังนอนอยู่กลางพื้นร่างกายดูผอมและอ่อนแอมาก อาจเป็นเพราะเขากลิ้งไปทั่วพื้นมาก่อนเสื้อผ้าที่สกปรกอยู่แล้วจึงยิ่งสกปรกมากขึ้น
ยามนี้ชายชราร้องตะโกนออกมา“พวกเจ้าฆ่าข้าให้ตายเถอะ ข้าช่วยแมวช่วยหมาแต่จะไม่ช่วยพวกเจ้าที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ข้าตายแล้วดูสิว่าพวกเจ้าจะหาใครมาช่วยชีวิต!”
ท่านลุงอวิ๋นได้ยินนายน้อยของเขาถูกด่าก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้าตอนที่กำลังจะเดินไปด่ากลับ ติงเหว่ยก็รีบยกกล่องอาหารแกว่งไปมาแล้วชี้ไปที่ชายชราที่อยู่บนพื้น
ท่านลุงอวิ๋นมองไปทางเจ้านายโดยไม่รู้ตัวแต่กงจื้อหมิงเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยมองไปทางติงเหว่ยเป็นเวลานานก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
ติงเหว่ยได้รับอนุญาตก็เดินไปที่ชายชราแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าและถามอย่างอ่อนโยนว่า“ท่านลุงท่านนี้ บนพื้นค่อนข้างเย็น ไม่สู้ให้ข้าพยุงท่านลุกขึ้นหากมีอะไรพวกเรานั่งคุยกันดีๆ เถอะ”
ชายชราท่านนั้นได้ยินก็พลิกตัวกลับมาอย่างรวดเร็วเงยหน้ามาประเมินติงเหว่ยอย่างละเอียดเขายอมรับว่าติงเหว่ยเป็นคนที่มีกิริยาท่าทางงดงาม พูดจาอย่างอ่อนโยนหาได้ยากที่ชายชราจะไม่อ้าปากด่ากลับจ้องมองและถามว่า “เจ้าเป็นใครกันเจ้ามายุ่งอะไรกับชายชราอย่างข้าที่นอนบนพื้นว่าเย็นหรือไม่?”
ติงเหว่ยไม่ได้ตอบอะไรยืนกรานที่จะยื่นมือออกไปพยุงชายชราดึงผ้าพันคอออกมาปัดเศษดินและฝุ่นบนร่างกายของเขาพร้อมกับพูดโน้มน้าวว่า“ท่านพ่อของข้ามักพูดประโยคหนึ่ง เข้าประตูมาก็คือแขก ท่านผู้อาวุโสเดินทางไกลมากลัวว่าจะหิวแล้วก็กระหาย ทางข้าเลยเข้าครัวทำโจ๊กข้าวฟ่างเกี๊ยวทอดไส้เนื้อแพะและต้นหอม ยังมีเครื่องเคียงเล็กๆ ที่อร่อยชุ่มคออีกสี่อย่างหากท่านผู้อาวุโสไม่รังเกียจก็กินรองท้องสักหน่อย ดีหรือไม่?”
พูดจบนางไม่รอให้ชายชราตอบรับและก็พูดต่อว่า“ข้าใช้ข้าวฟ่างที่เอากลับมาจากในนาของที่บ้านในฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วเมื่อต้มออกมาจะมีกลิ่นหอมที่สุด ใส่พุทราจีนและเก๋ากี้เพิ่มเข้าไปบำรุงร่างกายเป็นพิเศษ เกี๊ยวไส้เนื้อแพะก็เพิ่งออกมาจากเตาแพะตัวน้อยที่เพิ่งฆ่าใหม่เมื่อวานเนื้อนุ่มเป็นที่สุดใส่ต้นหอมเพิ่มเข้าไปผัดเป็นไส้ ห่อด้วยแป้ง ใส่ลงไปในหม้อน้ำมันแล้วทอด แป้งนุ่มไส้หอมอร่อย มีชั้นสีทองอยู่ด้านล่าง รสชาติดีเป็นพิเศษและยังมีถั่วฝักยาวดองผัดหมู มันฝรั่งเส้นพริกแดง ยำเห็ดหูหนูขาวเต้าหู้เส้นผัดผัก ล้วนเป็นกับข้าวรสเปรี้ยวเผ็ดกินคู่กับโจ๊กข้าวฟ่างและเกี๊ยวทอดไส้เนื้อแพะทำให้ไม่เลี่ยนและเพิ่มความอยากอาหาร”
ตอนแรกชายชรายังคิดที่จะพูดแทรกแต่สิ่งที่ติงเหว่ยอธิบายนั้นดึงดูดคนมากจริงๆ เขาเดินทางอยู่ในป่าเขามาปีกว่าทุกวันย่างไก่ป่ากระต่ายป่ารองท้อง ไม่ต้องพูดถึงกับข้าวแบบนี้ แค่หมั่นโถวก็ไม่ได้กินมานานแล้วตอนนี้ยิ่งฟังก็ยิ่งอดไม่ได้ที่จะน้ำลายไหลจมูกก็สูดดมไปทางกล่องอาหารไม่หยุดราวกับลูกสุนัข
ระหว่างที่ติงเหว่ยพูดก็แกะเชือกที่มัดมือมัดเท้าของชายชราแล้วเมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็พยุงเขาไปหน้าอ่างน้ำที่อยู่มุมห้องดูแลให้เขาล้างมือล้างหน้าพร้อมทั้งพูดโน้มน้าวว่า “ท่านลุง ท่านไม่ต้องรีบข้าทำไว้เยอะมาก เพียงพอให้ท่านกินอิ่มอยู่แล้ว”
ชายชราตกใจรู้สึกว่าตนเองเสียหน้าเขาพยายามยืดคอให้ตรงและพูดตอบไปด้วยความรำคาญและเบื่อหน่าย“เด็กผู้หญิงแบบเจ้าพูดจาน่าฟัง ใครจะไปรู้ว่าเจ้าใส่ยาพิษในอาหารหรือไม่?”
ติงเหว่ยกะพริบตากลมโตของนางตอบกลับไปอย่างไร้เดียงสา “ข้าได้ยินคนพูดว่าท่านลุงคือหมอเทวดามีความเชี่ยวชาญในการแก้พิษที่สุด เหตุใดยังกลัวข้าผู้เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งวางยาพิษที่ท่านรักษาไม่ได้?”
ชายชรากระทืบเท้าด้วยความโกรธตอบกลับไปว่า “ใครบอกว่าข้ากลัว ใต้ฟ้านี้ไม่มีพิษอะไรที่ข้ารักษาไม่ได้!”
ติงเหว่ยเบะริมฝีปากหางตามองไปบนเตียงเตาหลังใหญ่ แสดงเจตนาที่ชัดเจน “หากท่านลุงไม่ได้กลัว เหตุใดถึงไม่กล้าถอนพิษให้นายน้อยของข้า?ข้านึกว่าท่านกลัวจะทำลายชื่อเสียงที่สะสมมาหลายปีของท่านเอง?”
ชายชราเลือดขึ้นหน้าเป็นตายก็ไม่พูดถึงสาเหตุ ติงเหว่ยก็ไม่กล้าเร่งถาม รีบเชิญเขาไปนั่งที่โต๊ะ ค่อยๆหยิบอาหารออกมาทีละอย่าง ยิ้มแล้วพูดว่า “โลกนี้กว้างใหญ่แต่การกินข้าวคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ท่านลุงลองชิมฝีมือของข้าก่อน มีเรื่องอะไรกินอิ่มแล้วค่อยพูดเถอะ”
ไม่ต้องรอให้นางพูดคำนี้ชายชราก็ถือตะเกียบอยู่ก่อนแล้ว คีบเกี๊ยวทอดใส่เข้าไปในปากทั้งชิ้นน้ำแกงแพะลวกจนเขาต้องแยกเขี้ยวยิงฟัน แต่ก็ยังทำใจคายเกี๊ยวออกมาไม่ได้ เคี้ยวสองสามครั้งก็กลืนลงไป
ติงเหว่ยรีบคนโจ๊กให้เย็น“ท่านลุงดื่มโจ๊กนี่สักหน่อย นานแล้วที่ท่านไม่ได้กินอาหารดีๆ ยิ่งไม่ควรรีบเกินไประวังอวัยวะภายในจะไม่สบาย”
ชายชราพยักหน้าแต่ตะเกียบในมือก็ยังไม่ได้ช้าลงเหมือนเดิม จนกระทั่งกินเกี๊ยวทอดหมดไปหนึ่งจานดื่มโจ๊กข้าวฟ่างไปสองถ้วย กับข้าวก็กินไปมากกว่าครึ่ง ถึงค่อยลดความเร็วลงหน่อย
“แม่นางน้อย ฟังเจ้าพูดดูเหมือนว่าจะมีความเข้าใจทางการแพทย์อยู่หลายส่วนนะ เจ้าเรียนมาจากตระกูลไหน?ทำไมไม่ปรับสมดุลชี่และเลือดให้ตนเอง ดูจากสีหน้าของเจ้าแล้วครึ่งปีก่อนเพิ่งจะคลอดลูกใช่ไหม? แม้ว่าจะกินยาบำรุงแต่คนที่สั่งตำรับนี้ให้กลัวว่าเขาจะความสามารถไม่ถึง ยังทิ้งสาเหตุของโรคไว้ หากไม่รีบปรับการบำรุงเกรงว่าหลังจากนี้จะกระทบถึงทายาทเอาได้”
ทันทีที่เขาพูดจบไม่รอให้ติงเหว่ยพูดอะไร ท่านลุงอวิ๋นก็กังวลและถามอย่างรวดเร็วว่า“ท่านหมอเทวดาช่วยสั่งตำรับยาให้สักใบเถิด ค่าตรวจรักษาบอกมาได้เต็มที่”
ชายชราต่อต้านท่าทีที่เป็นมิตรของท่านลุงอวิ๋นเขาจ้องและด่ากลับไปทันที “เมื่อครู่ยังด่าว่าข้าคือคนแก่พักเดียวกลับเปลี่ยนเป็นหมอเทวดา ยามปกติไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัว พอจวนตัวก็รีบทำอย่างร้อนรนเจ้าช่างทำได้เชี่ยวชาญจริงๆ!”
“เจ้า!” ท่านลุงอวิ๋นโมโหจนกระทืบเท้า แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรชายชราได้ทำได้เพียงโกรธจนสั่นไปทั้งตัว
คิดไม่ถึงว่ากงจื้อหมิงที่นอนอยู่บนเตียงเตาก็พูดว่า“เพียงท่านหมอเทวดาพูดออกมา พวกเราจะยกมาให้ด้วยสองมืออย่างแน่นอน”
น่าเสียดายที่ชายชรายังเงยหน้าอย่างหยิ่งยโสในมือเลือกคีบเต้าหู้เส้นเข้าปากอย่างช้าๆ ท่าทางเช่นนั้นยิ่งทำให้คนรู้สึกหมั่นไส้
ชายชุดดำทั้งสามคนกำลังจ้องมองคิดอยากจะไปทุบตีคนโชคดีที่หลินลิ่วฉลาด รีบยื่นมือมาขวางพวกเขา เขาคิดอย่างง่ายๆตำแหน่งของแม่นางติงเกินความคาดหมายนิดหน่อย ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกท่านลุงอวิ๋นและคุณชายให้ความสำคัญแม้ครั้งนี้นางจะทำเรื่องแปลกใจคาดไม่ถึง แต่ก็ต้องมีแผนบางอย่างอยู่ในใจ
ติงเหว่ยได้ยินกงจื้อหมิงเอ่ยว่าจะให้ทุกสิ่งแลกกับการที่ชายชราปรับสมดุลร่างกายให้นางโดยเฉพาะเหตุผลนั้นนางยิ่งคิดก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงแต่พอคิดถึงสถานการณ์ตรงหน้าก็ดึงสติกลับมา ยิ้มและคีบกับข้าวให้ชายชรา “ท่านลุงท่านให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว ข้าเป็นแค่แม่ครัว แต่เมื่อก่อนข้ามีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการมาเล็กน้อยเพราะฉะนั้นจึงถูกท่านลุงอวิ๋นพามาให้รักษาขาของนายน้อยท่านอาจยังไม่รู้ตอนที่ข้าเพิ่งมา มือขวากับคอของนายน้อยยังพอขยับได้นอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ทั้งวัน คงไม่ต้องบอกว่าน่าสงสารขนาดไหน”
พูดไปสีหน้าของนางก็มืดลงดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ระทม ชายชราเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะพูดว่า“ไม่เห็นจะเท่าไรเลย ปีก่อนข้าเห็นคนโดนพิษฉือฮว่าเฟินสุดท้ายลิ้นแข็งอุดที่คอทำให้หิวตาย”
ติงเหว่ยได้ฟังก็ตกใจมากลูบอกหายใจออกยาวๆ “ยังดี โชคดีที่ข้ารักษานายน้อยได้ทันเวลา วันนี้แม้ว่าขาของเขาจะยังไม่รู้สึกอะไรแต่แขนทั้งสองข้างก็ฟื้นฟูแล้ว ใช้ไม้ค้ำยันพยุงก็สามารถเดินได้อย่างมั่นคงไม่แน่ว่าฝึกอีกไม่กี่เดือน ขาทั้งสองก็จะคล่องแคล่วแข็งแรงสามารถกลับมาขี่ม้าฆ่าศัตรูปกป้องประเทศได้”
ชายชราเหลือบตามองกงจื้อหมิงที่ยืนอยู่ด้านข้างพยายามอดทนอดกลั้น และยังพูดประชดประชันว่า “เจ้าน่ะฝันไปเถอะ!แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าใช้วิธีการอะไร ยามนี้ดูท่าจะฟื้นฟูมาแล้วครึ่งหนึ่ง แต่พิษของกำมะถันยังอยู่ในเส้นลมปราณถึงเวลาอย่าว่าแต่ขยับเลย กลัวว่าจะได้ไปดื่มน้ำแกงของยายเมิ่งทันที”
“อะไรนะ!” ทุกคนที่ได้ยินก็ตกใจมากและมีสีหน้าเปลี่ยนไปมีเพียงกงจื้อหมิงที่เลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้าไม่เปลี่ยนไป“ท่านหมอเทวดาจะต้องมีวิธีถอนพิษอย่างแน่นอน”
ชายชราส่ายหัวอย่างภาคภูมิใจยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้าเดาถูกแล้ว ข้าคือคนที่แก้พิษประเภทนี้ได้เพียงคนเดียวในโลกแต่เสียดายที่ข้าไม่อยากยื่นมือเข้าช่วย!”
ติงเหว่ยเห็นท่านลุงอวิ๋นกำลังจะโมโหขึ้นมาอีกครั้งนางจึงรีบลุกขึ้นรินชาให้ชายชราเพิ่มจากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านลุง นายน้อยของพวกเราเป็นคนดีจริงๆพี่น้องทุกคนในที่แห่งนี้ล้วนกระวนกระวายใจ ในใจรีบร้อนอยากจะแก้พิษให้นายน้อยทำให้ล่วงเกินท่านลุง ท่านลุงเป็นผู้ใหญ่อย่ามองพวกเขาแบบนั้นเลยข้าพบท่านก็รู้สึกถูกชะตา หวังว่าท่านลุงจะรั้งอยู่ที่นี่
ประการแรกช่วยรักษานายน้อยของพวกเราให้หายบ่าวอย่างพวกเราก็มีที่พึ่งพิงประการที่สองท่านเดินทางอยู่ข้างนอกมานานต้องกินไม่อิ่มนอนไม่พออย่างแน่นอนก็อยู่ที่นี่บำรุงดูแลร่างกาย ข้าไม่ได้มีความสามารถอย่างอื่น แต่มีฝีมือการทำครัวอาหารทุกประเภท แค่ท่านลุงพูดออกมา ข้าก็สามารถทำออกมาได้และหากท่านมีเรื่องอะไรภายนอกที่ต้องจัดการ แค่เอ่ยปากพวกเราทุกคนในบ้านนี้ก็พร้อมจะช่วยเหลือจัดการให้ดีกว่าให้ท่านลุงต้องออกไปเผชิญความยากลำบากเพียงคนเดียวท่านว่าที่พูดมานี้ก็มีเหตุผลใช่หรือไม่?”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดนั้นของติงเหว่ยตรงกับความคิดในใจของชายชราหรือไม่คาดไม่ถึงว่าชายชราจะวางตะเกียบลง สังเกตกงจื้อหมิงอย่างละเอียดเป็นครั้งแรกผ่านไปพักใหญ่จึงตอบว่า “นายน้อยกงจื้อหากจะพูดกันแล้วข้ามีวาสนาได้พบกับท่านปู่ของท่าน เขาเป็นวีรบุรุษข้าเคารพและเลื่อมใสเขาจริงๆ น่าเสียดายที่ปู่เป็นวีรบุรุษแต่หลานกลับโง่เขลาเจ้ามีชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นความตายก็ยังหยิ่งผยอง มองจิตใจของผู้คนผิดไปแน่นอนเรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าควรพูด แต่เนื่องจากในวันนี้เจ้ามาขอร้องข้าเด็กคนนี้ก็ปฏิบัติต่อข้าด้วยความเคารพ เห็นแก่หน้าของนางหากว่าเจ้าทำได้ข้าจะช่วยแก้พิษในร่างกายให้เจ้า”
ได้ยินชายชราพูดเช่นนั้นในตาของกงจื้อหมิงก็เกิดความละอายใจ บุตรชายตระกูลขุนนางทำสงครามปราบปรามไปทั่วสารทิศ ชื่อเสียงกระจายไปทั่วหล้า แต่เหตุใดไม่รู้จักดูแลร่างกายที่โอหังอวดดีที่ชายชราพูดมาล้วนไม่ผิด แค่เขามีความฉลาดและวิสัยทัศน์ของท่านปู่เพียงสามส่วนเรื่องราวก็คงไม่จบลงเช่นวันนี้
ด้วยเหตุนี้เขาพยายามลงไปที่พื้นด้วยความช่วยเหลือของท่านลุงอวิ๋นและเฟิงจิ่วที่ช่วยพยุงเขาคำนับชายชราด้วยความเคารพ“ท่านผู้อาวุโสพูดถูกต้องแล้ว”
ชายชราเห็นเขาเป็นเช่นนี้สีหน้าก็ดีขึ้นเขาโบกมือแล้วพูดว่า “นั่งลงเถอะ ปีนั้นข้าติดค้างน้ำใจปู่ของเจ้าหากวันนี้สามารถช่วยชีวิตเจ้าได้ก็ถือว่าได้ตอบแทนแล้ว”
ท่านลุงอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะแอบกลอกตายามนี้กินอิ่มแล้วถึงนึกเรื่องอยากจะตอบแทนขึ้นมาก่อนหน้านี้ที่นอนกลิ้งโวยวายอยู่บนพื้นนั้นเป็นคนอื่นอย่างนั้นหรือ?
ชายชรากระแอมสองครั้งวางมาดผู้อาวุโสแล้วพูดว่า“ข้าตระเวนไปทั่วซงเยวี่ยหนานลู่เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีเพื่อหาตัวยาแปลกๆ ชนิดหนึ่งยาตัวนี้ชื่อยาอายุวัฒนะ เป็นสีเขียวในฤดูหนาว สีเหลืองแห้งในฤดูร้อนหากได้รับสักต้น นำมารวมเป็นยาแก้พิษก็จะสามารถแก้พิษประหลาดทุกอย่างในโลกนี้ตามธรรมดาแล้วพิษของเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ยานี้ก็สามารถแก้ได้แต่สุดท้ายก็จะยังไม่ได้รักษาต้นตอของโรค เมื่อแก่ตัวไปก็จะกำเริบขึ้นมาได้อีก”