วาสนาพานพบบรรจบรัก (นิยายแปลจีน)

    ตอนที่ 11 ได้ยืดอกสบายใจ (2)

    ตอนที่ 11 ได้ยืดอกสบายใจ (2)

            “ไปกันเถอะ!” อันเสี่ยวเย่ว์ไม่อยากสนใจหม่าซื่อที่ให้เท่าไรก็ถมไม่เต็มอีก

            พอพวกเด็กๆ กับอันเสี่ยวเย่ว์ออกจากบ้าน หม่าซื่อก็หันมาขึงตาใส่หลิ่วซื่อที่ยืนบื้ออยู่ด้านข้าง “ยังไม่รีบไปผ่าฟืนอีก ยืนบื้ออยู่ทำไม ทื่อเป็๲ท่อนไม้อยู่นั่น”

            “พี่หญิงรอง ข้าดีใจจัง!” อันหยวนเซิงคว้ามืออันเสี่ยวเย่ว์

            “ข้าก็ดีใจ!” อันเสี่ยวหลีเห็นด้วยกับน้องชาย ดวงตาเป็๲ประกายอย่างตื่นเต้นดีใจ

            อันเสี่ยวเหมยกลับพูดขึ้นอย่างกลัวๆ กล้าๆ “ข...ข้า...ข้าก็ดีใจเหมือนกัน แต่ว่า ข้ากลัว...”

            “ไม่ต้องกลัว พี่หญิงเสี่ยวเหมย ข้ามีพี่หญิงรองอยู่ทั้งคน!” อันหยวนเซิงรีบพูดขึ้น “พี่หญิงรองของข้าได้กินยาลูกกลอนของท่านหมอเทวดา ตอนนี้นางไม่เพียงแต่ไม่เป็๲เ๽้าทึ่มป่าเถื่อนคนเดิมแล้ว ยังเป็๲คนฉลาดที่สุดอีกด้วย”

            “อื้อ!” อันเสี่ยวเหมยผงกศีรษะหงึกหงัก

            “ถึงวันนี้จะถูกตี แต่ข้ารู้สึกสมใจอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกแบบนี้ข้าไม่เคยมีมาก่อนเลย!”

            “นี่เรียกว่า ‘หยางเหมยถู่ชี่[1]’ อย่างไรเล่า!” อันเสี่ยวเย่ว์พูดอย่างลำพอง วันนี้เป็๞แค่การเริ่มต้น ต่อไปนางยังจะให้ครอบครัวกระต่ายพวกนี้ได้ยืดอกเชิดหน้ากว่านี้ ได้เงยหน้าอ้าปากเป็๞ผู้เป็๞คนกับเขาเสียที

            “แพะไม่มี[2]อะไร พ่นลม[3]อะไรหรือ” อันเสี่ยวหลีท่าทางมึนงง “บ้านเราไม่มีแพะนี่! ทั้งหมู่บ้านมีแต่บ้านเ๽้าของที่ดินเกา บ้านผู้ใหญ่บ้านกับบ้านตระกูลเถียนเท่านั้นที่มีแพะ”

            อันเสี่ยวเย่ว์อึ้งงัน พอหันไปเห็นพี่สาวกับน้องชายพากันมองมาที่นาง ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่เข้าใจคำพูดของนาง จึงได้แต่อธิบายว่า “ที่ข้าพูดไม่ใช่แพะ ข้าหมายความว่า วันนี้รู้สึกปลอดโปร่งใจ รู้สึกว่าสามารถเงยหน้าขึ้นได้ ได้ระบายความรู้สึกไม่ดีออกมา ทำให้จิตใจปลอดโปร่งสบายน่ะ”

            “อื้อๆ! ความรู้สึกแบบนี้ล่ะ” อันเสี่ยวหลีรีบผงกศีรษะ นับว่าเข้าใจแล้ว

            ขณะเดียวกันอันเสี่ยวเย่ว์ก็รู้สึกเศร้าใจ เด็กหญิงอายุสิบกว่าปีแล้วยังฟังสำนวนง่ายๆ ไม่เข้าใจเลย เกรงว่าแม้แต่ตัวหนังสือก็คงไม่รู้จัก นางต้องค่อยเป็๞ค่อยไป ต่อไปคงต้องให้พวกกระต่ายน้อยได้เรียนหนังสือเสียแล้ว

            “พี่หญิง เมื่อไรหยวนเซิงจะได้ไปเรียนหนังสือหรือ” อันเสี่ยวเย่ว์รู้สึกว่าชนบทสมัยโบราณส่วนใหญ่น่าจะให้ความสำคัญกับลูกชายและดูเบาลูกสาว เด็กผู้หญิงส่วนมากจึงไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ไม่ทราบว่าอันหยวนเซิงที่เป็๲เด็กผู้ชายจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือหรือไม่

            “เรียนหนังสือหรือ พ่อกับแม่ก็อยากให้เรียน แต่พวกเราไม่มีเงิน! เคยขอไปหลายครั้งแล้ว แต่ท่านปู่กับท่านย่าไม่เห็นด้วย เงินทั้งหมดในบ้านล้วนส่งให้พี่หยวนเฟิ่งเรียนหนังสือ เขาสอบได้ซิ่วไฉแล้ว ตอนนี้เป็๞ความหวังของคนทั้งบ้าน แม้แต่หยวนซิ่งกับหยวนวั่งของบ้านอาสี่ยังไม่มีเงินเรียนหนังสือเลย บ้านเราหยวนเซิงยิ่งไม่ต้องหวัง” ในแววตาของอันเสี่ยวหลีมีแต่ความเสียดายกับสงสารเห็นใจ “พวกเราเป็๞เด็กผู้หญิง ไม่ได้เรียนหนังสือก็ช่างเถอะ แต่หยวนเซิงเป็๞เด็กผู้ชาย ทั้งยังฉลาดถึงเพียงนี้ มันน่าเสียดายจริงๆ หากเขาได้ไปเรียนหนังสือ โตมาต้องก้าวหน้ากว่าพี่หยวนเฟิ่งแน่”

            “ท่านพ่อไม่ใช่เป็๲คนเดียวในบ้านที่ล่าสัตว์หรอกหรือ ล่าสัตว์มาได้ก็เอาไปขายแลกเงินในเมือง ไม่ได้หรือ” อันเสี่ยวเย่ว์ถาม

            “พวกเราไม่ได้แยกบ้าน ท่านพ่อล่าสัตว์ได้เงินมา กับเงินที่ท่านลุงใหญ่ไปรับจ้างทำงานที่บ้านเ๯้าของที่ดินเกาได้มาก็ต้องมอบให้ท่านปู่ท่านย่าทั้งหมด ไม่เหลือสักอีแปะเดียว นี่เป็๞กฎของบ้าน!” อันเสี่ยวหลีตอบ

            “เมื่อปีก่อนข้าไม่สบาย ท่านย่าไม่ยอมให้เงินไปหาหมอ แม่ข้าแอบปักผ้าเช็ดมือไปขายที่ตัวอำเภอ ได้เงินมาซื้อยาให้ข้ากับซื้อขนมถั่วตัดห่อเล็กๆ กลับมาด้วย ถูกอาสะใภ้สามเอาไปฟ้อง พอท่านย่ารู้เข้า ท่านย่าให้อาสี่ใช้กิ่งหลิวตีแม่ข้าจนตอนนี้ที่แขนยังมีรอยแผลเป็๲อยู่เลย” อันเสี่ยวเหมยถอนใจเฮือก พอนึกถึงเ๱ื่๵๹เมื่อปีก่อนนางก็น้ำตาคลอ

            อันเสี่ยวเย่ว์ก็โมโหเช่นกัน รังแกกันแบบนี้ได้ที่ไหนกัน “อย่างนั้นทำไมอันเสี่ยวเฟิ่งจึงได้สวมเสื้อผ้าดีๆ ทั้งมีเครื่องประดับใช้ด้วย”

            “พี่หยวนเฟิงสอบได้ซิ่วไฉ จึงได้เป็๲อาจารย์สอนหนังสือในอำเภอ เขามักจะซื้อเสื้อผ้ากับเครื่องประดับมาให้พี่หญิงเสี่ยวเฟิ่งบ่อยๆ เพราะเขาเป็๲ซิ่วไฉ ต่อไปไม่แน่ว่าจะสอบได้เป็๲ขุนนาง พี่หยวนเฟิงเป็๲หลานชายคนโตของบ้าน ท่านปู่กับท่านย่าจึงรักใคร่ตามใจเขาเป็๲พิเศษ ไม่เคยด่าว่าเขาเลย ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ท่านปู่กับท่านย่าก็จะทำเป็๲หลับตาข้างหนึ่ง อีกอย่าง พี่หญิงเสี่ยวเฟิ่งก็หน้าตาสะสวย ที่บ้านจึงหวังให้นางแต่งกับคนรวยมีหน้ามีตา จะได้ช่วยเหลือทางบ้านได้” อันเสี่ยวหลีกล่าวจบก็ถอนหายใจ

            อันเสี่ยวเย่ว์นึกดูแล้วเอ่ยว่า “ถ้าเป็๞เช่นนี้ ในบ้านเราครอบครัวที่อยู่สบายที่สุดก็คือบ้านอาสาม ถัดลงมาเป็๞อาสี่ ส่วนครอบครัวเรากับพี่หญิงเสี่ยวเหมย ย่ำแย่สุด”

            

            เชิงอรรถ

    ^ สำนวนจีน 扬眉吐气หมายถึง ปลอดโปร่งโล่งใจ หมดกังวล^ หยาง 羊 เหมย 没เสียงเดียวกัน หมายถึงแพะ กับไม่มี^ พ่นลม แปลตามตัวอักษรของ ถู่ชี่ แต่ในสำนวนเป็นการบรรยายกริยาอาการของคนที่กำลังสบายใจ