บทที่ 6 เพื่อน
"การชื่นชมในความงาม มันเป็เื่ธรรมชาติที่ใคร ๆ ก็มีกันทั้งนั้นแหละ อย่าปรักปรำกันสิครับ" หลิวอวี่แสร้งทำเป็เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"กะล่อนไม่มีใครเกินเลยนะคุณ" หลี่รั่วหลานหัวเราะร่วนพลางตำหนิอย่างไม่จริงจังนัก
ธรรมดาของผู้หญิงที่ย่อมต้องพึงใจเมื่อได้รับคำชม และหลี่รั่วหลานเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
การมีสาวงามร่วมทางเป็เพื่อน ประกอบกับการที่หลิวอวี่แอบใช้พลังพิเศษช่วยให้หลี่รั่วหลานตกปลาได้อีกตัว ทำให้่เวลาบนเรือเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรื่นรมย์
ในระหว่างบทสนทนา หลิวอวี่จึงได้ล่วงรู้เหตุผลที่หลี่รั่วหลานดึงดันจะจับปลาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
นั่นเป็เพราะคุณปู่ของเธอเพิ่งได้รับแจ้งข่าวร้ายว่าป่วยเป็โรคมะเร็ง และอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงสามเดือนเท่านั้น ซึ่งอีกสองวันก็จะถึงวันเกิดของท่านแล้ว หลี่รั่วหลานจึงตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้คุณปู่ด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และล้ำค่าที่สุดเท่าที่จะหาได้
"ผมว่าวันนี้เราคงได้รับพรจาก ‘เทพเ้าแห่งโชค’ จริง ๆ นั่นแหละครับ รับรองว่าเราต้องจับสิ่งที่้าได้แน่ ๆ" หลิวอวี่หัวเราะเบา ๆ
"ถ้าอย่างนั้น ฉันขอยืมคำพยากรณ์ดี ๆ ของคุณหน่อยก็แล้วกันนะ"
หลิวอวี่ลองใช้พลังพิเศษ ‘มอง’ สำรวจไปในท้องทะเลรอบกายในรัศมีหนึ่งร้อยเมตร แต่กลับไม่พบร่องรอยของปลาปากเหลืองเลยแม้แต่น้อย
ลึก ๆ แล้ว เขาก็อดที่จะรู้สึกผิดหวังไม่ได้
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของหลิวอวี่
‘ถ้าฉันออกคำสั่งให้พวกปลาทะเลแถวนี้ช่วยค้นหาปลาปากเหลืองหรือปลาทูน่าครีบน้ำเงินให้... มันจะทำได้ไหมนะ?’
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิวอวี่จึงส่งเจตจำนงของตนกระจายออกไปสู่เหล่ามัจฉาที่แหวกว่ายอยู่ในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรทันที
ทันทีที่ได้รับกระแสจิต ปลาเ่าั้ก็รีบว่ายกระจายตัวออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว
‘สำเร็จ... มันได้ผลจริง ๆ ด้วย!’ ใบหน้าของหลิวอวี่ฉายแววตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด ‘พลังนี้มันจะสุดยอดเกินไปแล้ว!’
เมื่อค้นพบขีดความสามารถใหม่ หลิวอวี่ก็รู้สึกลิงโลดอย่างบอกไม่ถูก
"คุณเป็อะไรไปเหรอ? อยู่ ๆ ก็ดูมีความสุขขนาดนั้นเชียว" หลี่รั่วหลานมองเขาด้วยความสงสัย
"เปล่าครับ ไม่มีอะไร ผมแค่สังหรณ์ใจว่าวันนี้เราต้องจับปลาตัวใหญ่ได้แน่นอน"
หลี่รั่วหลานเพียงแค่ยิ้มตอบแต่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรต่อ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลิวอวี่ก็เห็นฝูงปลาปากเหลืองกำลังว่ายตรงเข้ามาหา
‘เยี่ยม! สำเร็จจริง ๆ ด้วย’ เขาแอบดีใจอยู่เงียบ ๆ
ไม่นานหลังจากนั้น ฝูงปลาทูน่าครีบน้ำเงินก็ตามเข้ามาติด ๆ
เมื่อเห็นฝูงปลาเริ่มแย่งกันงับเหยื่อ หลิวอวี่ก็เลือกที่จะปล่อยปลาปากเหลืองน้ำหนักราว 25 กิโลกรัม และปลาทูน่าครีบน้ำเงินตัวเขื่องหนักประมาณ 150 กิโลกรัมให้ว่ายผ่านไปก่อน
หลังจากแสร้งทำเป็ตกปลาทะเลทั่วไปขึ้นมาได้อีกสองตัว หลิวอวี่ก็จงใจปล่อยให้ปลาปากเหลืองตัวเป้าหมายงับเบ็ด
ทันทีที่คันเบ็ดโค้งวาดเป็วงพระจันทร์ หลิวอวี่ก็ะโเสียงหลง "ตัวใหญ่มาแล้ว!"
หลี่รั่วหลานละสายตาจากงานของตนและหันมามองหลิวอวี่ด้วยความตื่นเต้นทันที
หลิวอวี่แสร้งทำเป็ต้องออกแรงต่อสู้กับปลาร้ายใต้ผืนน้ำอยู่นานหลายนาทีเพื่อให้ดูสมจริง จนในที่สุดเขาก็สามารถลากปลาปากเหลืองตัวนั้นขึ้นมาบนเรือได้สำเร็จ
"อ๊ะ... นี่มัน... ปลาปากเหลืองนี่นา!" เมื่อเห็นสิ่งที่ปลายเบ็ด หลี่รั่วหลานถึงกับยืนอึ้ง อ้าปากค้างด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา
"นี่คือปลาปากเหลืองเหรอครับ? โอ้ ปากมันสีเหลืองเด่นจริง ๆ ด้วยนะเนี่ย" หลิวอวี่แกล้งทำเป็หยอกเย้าเธอ
"นี่คุณ... คุณจับได้จริง ๆ เหรอ?" ในชั่วขณะนั้น หลี่รั่วหลานยังคงรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน
"คุณดูต่อไปเถอะครับ บางทีแถวนี้อาจจะมีมากกว่าหนึ่งตัวก็ได้ ใครจะไปรู้" พูดจบ หลิวอวี่ก็เหวี่ยงเบ็ดลงไปในน้ำอีกครั้ง
‘ก็แค่ปลาปากเหลืองตัวเดียว ทำเป็ตื่นเต้นเหมือนไม่เคยเห็นโลกไปได้’ เขาคิดในใจอย่างนึกสนุก
"ว้าว! มีตัวใหญ่มาติดเบ็ดอีกแล้ว!" หลิวอวี่ร้องอุทานขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้หลิวอวี่ปล่อยให้ปลาทูน่าครีบน้ำเงินตัวมหึมางับเหยื่อ
หลี่รั่วหลานมองตามแผ่นหลังของหลิวอวี่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงงผสมกับความทึ่ง
เมื่อหลิวอวี่ใช้เวลาเพียงสิบนาทีลากปลาทูน่าครีบน้ำเงินน้ำหนักร่วม 150 กิโลกรัมขึ้นมาได้สำเร็จ หลี่รั่วหลานก็ถึงกับตกอยู่ในอาการตะลึงงันจนพูดไม่ออก
ปลาทูน่าครีบน้ำเงินหนักประมาณ 150 กิโลกรัม... ถูกลากขึ้นมาได้ด้วยคนคนเดียวเนี่ยนะ? เป็ไปได้ยังไงกัน?
เธอรู้ดีว่าแรงกระชากของปลาขนาดใหญ่ในน้ำนั้นมหาศาลกว่าน้ำหนักตัวหลายเท่าตัว แต่นี่เขากลับจัดการมันได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าภาพของปลาทูน่าที่นอนแน่นิ่งอยู่ต่อหน้าเธอก็เป็หลักฐานชั้นดีที่ทำให้ปฏิเสธความจริงไม่ได้
"หลิวอวี่... คุณนี่มันพละกำลังมหาศาลจริง ๆ เลยนะ" หลังจากดึงสติกลับมาได้ หลี่รั่วหลานก็เอ่ยกับเขาด้วยความนับถือ
"ที่บ้านผมทำนาครับ ก็เลยพอจะมีแรงทื่อ ๆ แบบนี้แหละ" หลิวอวี่ตอบพลางปาดหยาดเหงื่อบนใบหน้า
ในวินาทีนี้เอง หลิวอวี่ก็ััได้ว่าพละกำลังของเขาดูจะเพิ่มพูนขึ้นมากจริง ๆ
"นี่คือปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ดูทรงแล้วน่าจะหนัก 100 - 150 กิโลกรัมเลยทีเดียว คุณลากมันขึ้นมาได้แบบนี้ แสดงว่าคุณคงถูก ‘เทพเ้าแห่งโชค’ สิงสถิตอยู่จริง ๆ นั่นแหละ วันนี้ฉันได้อาศัยดวงของคุณแล้วนะ" หลี่รั่วหลานมองดูปลามูลค่ามหาศาลทั้งสองตัวด้วยความยอมรับนับถือ
"ฮิฮิ ก็บอกแล้วไงครับว่าวันนี้โชคดีน่ะ" หลิวอวี่ทำท่ายืดอกด้วยความภาคภูมิใจ
"ตอนนี้เกือบสี่โมงเย็นแล้ว เรากลับเข้าฝั่งกันเถอะค่ะ" หลี่รั่วหลานมองนาฬิกาแล้วเอ่ยขึ้น
"ตกลงครับ"
หลี่รั่วหลานพยักหน้าก่อนจะเดินไปจัดการติดเครื่องยนต์เรือ
"หลิวอวี่ ปลาสองตัวนี้... คุณจะขายให้ฉันได้ไหมคะ?" หลังจากตั้งเข็มทิศให้เรือแล่นอัตโนมัติ เธอก็เดินกลับมาถามเขา
"ไม่ต้องพูดเื่ซื้อขายหรอกครับ ถือว่าวันนี้เราออกมาจับด้วยกัน ผมยกให้คุณเลยก็แล้วกัน" หลิวอวี่เอ่ยอย่างใจกว้าง
แม้เขาจะรู้ดีว่าปลาสองตัวนี้มีมูลค่าสูงลิ่ว แต่ในใจเขาได้ยกให้หลี่รั่วหลานเป็เพื่อนคนสำคัญไปแล้ว เขาจะกล้าเรียกเก็บเงินจากเพื่อนได้อย่างไร
"ไม่ได้หรอก! ปลาสองตัวนี้คุณเป็คนจับมาได้ด้วยตัวเอง ฉันไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด จะให้รับมาฟรี ๆ ได้ยังไงกัน? ไม่ได้เด็ดขาดค่ะ ถ้าไม่รับเงิน ฉันก็ไม่เอาปลาพวกนี้เหมือนกัน"
หลี่รั่วหลานส่ายหน้าปฏิเสธรัว ๆ
"ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้ไหมครับ? ผมไม่บอกว่าให้ฟรีก็ได้ แต่คุณจ่ายเงินให้ผมแค่ครึ่งเดียวของราคาตลาดก็พอ เพราะยังไงปลานี้ก็จับได้บนเรือของคุณ และใช้เบ็ดของคุณด้วย ถือว่าคุณเองก็มีส่วนร่วม ถ้าคุณไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ ผมจะโยนปลาทั้งหมดกลับลงทะเลไปเดี๋ยวนี้เลย"
แม้หลิวอวี่จะรู้จักเธอได้ไม่นาน แต่เขาก็พอมองออกว่าเธอเป็คนมีหลักการชัดเจน จึงต้องเสนอทางสายกลางที่ดูประนีประนอมที่สุด
"งั้นก็ได้ค่ะ" เมื่อถูกขู่เช่นนั้น หลี่รั่วหลานจึงจำต้องยอมตกลง "คุณนี่เป็คนน่าสนใจจริง ๆ นะ คนอื่นมีแต่จะอยากรวยขึ้น แต่คุณกลับรู้สึกว่าเงินมันจะเยอะเกินไปเสียอย่างนั้น"
"มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็ใครด้วยแหละครับ ถ้าเป็คนอื่นต่อให้ขาดไปแม้แต่หลักเดียว ผมก็ไม่ยอมขายหรอก" หลิวอวี่กล่าว
"เพราะว่าฉันสวยเหรอ?" อารมณ์ของหลี่รั่วหลานเริ่มผ่อนคลายลง ทำให้คำพูดคำจาดูเป็กันเองมากขึ้น
"เพราะว่า... เราเป็เพื่อนกันครับ" หลิวอวี่ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"คุณนี่พูดจาเข้าหูคนจริง ๆ เลยนะ" หลี่รั่วหลานยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโอนเงินให้เขา "ในเมื่อบอกว่าเป็เพื่อนกัน... ก็ห้ามปฏิเสธเงินก้อนนี้นะคะ"
ไม่นานนัก หลิวอวี่ก็ได้รับแจ้งเตือนในโทรศัพท์
[...]
[คุณได้รับเงินโอนจำนวน 3,000,000 หยวน]
"โอเคครับ งั้นผมรับไว้ก็ได้" หลิวอวี่ไม่ดึงดันต่อ เขารับเงินมาด้วยความยินดี
เงินอีกสามล้านเข้าบัญชีอีกแล้ว ความเร็วในการหาเงินนี่มันน่าเหลือเชื่อจริง ๆ
สองชั่วโมงถัดมา ทั้งคู่ก็กลับถึงชายฝั่ง
ในขณะที่หลิวอวี่กำลังเตรียมตัวจะแยกทางกับหลี่รั่วหลาน บุคคลที่เขาไม่อยากเจอที่สุดก็ปรากฏตัวขึ้น
"รั่วหลาน ทำไมถึงออกทะเลคนเดียวอีกแล้ว? ถ้าเกิดเื่ผิดพลาดขึ้นมา คุณลุงกับคุณป้าจะเสียใจขนาดไหนรู้ไหม? ครั้งหน้าถ้าอยากออกทะเล บอกผมสิ ผมจะได้ไปคอยดูแลคุณเอง"
น้ำเสียงนั้นมาจาก เติ้งเจียหรง... ชายที่เคยบีบให้หลิวอวี่เกือบไม่มีที่ยืนในเซียงซาน
เมื่อเห็นเติ้งเจียหรงทำท่าทางสนิทสนมกับหลี่รั่วหลาน หลิวอวี่ก็เผลอกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่าน
"เติ้งเจียหรง เราไม่ได้สนิทกันถึงขั้นนั้น รบกวนเรียกชื่อเต็มของฉันด้วย และเื่ที่ฉันจะออกทะเลคนเดียวหรือไม่ มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของคุณ สิ่งสำคัญที่สุดคือ... ฉันเกลียดการถูกคนสะกดรอยตามมากที่สุด"
หลี่รั่วหลานปรายตามองเติ้งเจียหรงด้วยสายตาที่เย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง
สำหรับผู้หญิงที่รักอิสระและมีความมั่นใจอย่างหลี่รั่วหลาน สิ่งที่เธอรังเกียจที่สุดก็คือการถูกใครมาบงการหรือก้าวล้ำความเป็ส่วนตัวนั่นเอง