โจอันยกมือขึ้นเคาะตรงหน้าประตูห้องทำงานของแบรนดท์ไลอ้อน เพียงครั้งเดียวก่อนที่จะพาตัวเองเดินเข้าไปภายใน เ้านายของเธอกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสารบนโต๊ะทำงานเสื้อนอกสีน้ำตาลถูกโยนพาดไว้กับเก้าอี้ เนกไทปลดหลวมๆกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนมิได้กลัดเข้าที่ และปลายแขนเสื้อก็ถูกม้วนขึ้นนิ้วของเขาเคลื่อนไหวอยู่บนแป้นเครื่องคิดเลขอย่างชำนิชำนาญ
“มีอะไรรึ คุณซอมเมอร์ส?” ศีรษะที่เหมือนสิงโตมิได้เงยหน้าขึ้นจากเอกสารตรงหน้าด้วยซ้ำเมื่อเอ่ยคำถามนั้น
“ตอนนี้เกิดพายุหิมะแล้วค่ะทางเ้าหน้าที่เขาแนะนำให้เราปิดบริษัทเร็วขึ้นกว่าเวลาปกติ” โจอันตอบเรียบๆ
ลิล เบนเนสบุรุษร่างล่ำสันซึ่งนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานข้างหน้าต่าง เงยหน้าขึ้นมองโจอันก่อนที่จะเบือนออกไปมองทางหน้าต่าง
“ตายห่ะ...” เขาร้องออกมาเมื่อมองเห็นภาพพายุหิมะที่กำลังเกิดอยู่ภายนอกแต่แล้วก็รีบหันมองโจอัน “ขอโทษผมลืมไปว่ามีสุภาพสตรีอยู่ในห้องนี้ด้วย” เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง “รู้สึกว่ามันจะเป็พายุแรงอันดับหนึ่งเลยนะแบรนดท์ หวังว่ามันคงจะไม่ใช่สัญญาณว่าฤดูหนาวที่ยังเหลือเวลาอยู่จะเป็อย่างนี้ตลอดไปหรอกนะ”
แบรนดท์ ไลอ้อนหมุนเก้าอี้หันมองออกไปทางหน้าต่างคล้าย้าจะยืนยันในเื่ที่กำลังพูดกันอยู่ด้วยตัวเองสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น
“ถนนบางสายก็ผ่านไม่ได้แล้วด้วยค่ะ” โจอันเสริม
เขาถูไถนิ้วมืออยู่กับปากและปลายคางอย่างใช้ความคิดขนตาสีน้ำตาลหนาๆ ทำให้แววตาดุดันขึ้นโจอันอดที่จะปล่อยให้ตัวเองถูกดึงดูดเข้าไปด้วยพลังอันเข้มแข็งที่ปรากฏอยู่ในสีหน้าของเขาไม่ได้
“ถ้างั้นก็ปล่อยให้ทุกคนกลับบ้านก็แล้วกันคุณซอมเมอร์ส” แบรนดท์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงสงบเอี้ยวคอไปมองผู้ช่วยที่กำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะใกล้ๆ “อีกสักชั่วโมงเราถึงจะเสร็จนะ ลิล”
“วันนี้ผมไม่มีความจำเป็อะไรจะต้องรีบกลับบ้านหรอก” ผู้ชายคนนั้นยักไหล่เบาๆ “เมียผมเขาไปเยี่ยมลูกสาวที่พีโอเรีย” รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า“เราได้หลานคนแรกแล้ว...เป็ผู้ชายเสียด้วยสิผมก็ตั้งใจไว้เหมือนกันว่า วันนี้พอเสร็จงานแล้วก็จะขับรถไปที่นั่นแต่ตอนนี้เห็นจะต้องยกเลิก เพราะหิมะแท้ๆ ทีเดียว”
แบรนดท์ยิ้มให้เขาอย่างเห็นใจก่อนที่จะหันมาเลิกคิ้วมองโจอันพร้อมกับถามว่า
“อ้าว...คุณยังไม่ไปบอกให้พนักงานเขาอีกหรือ?”
“จะไปเดี๋ยวนี้ละค่ะ” โจอันผงกศีรษะหมุนตัวกลับตั้งท่าจะเดินออกไปจากห้อง
“คุณซอมเมอร์ส” เขาเรียกเธอไว้มุมปากข้างหนึ่งบิดขึ้นเป็รอยยิ้มอย่างเสียใจ “ผมเกรงว่าจะต้องขอร้องให้คุณอยู่ก่อนนะครับอยากจะให้คุณช่วยพิมพ์ใบประกวดราคานี้ให้ก่อน แล้วก็อยากจะให้ช่วยหาแฟ้มเอกสารสำคัญ2-3 เื่จากในตู้ด้วย
โจอันชำเลืองมองออกไปนอกหน้าต่างคิดอยู่คนเดียวในใจว่ารถประจำทางจะออกบริการได้อย่างไรในเมื่อเกิดพายุหิมะอย่างนี้
“ได้ค่ะ ฉันอยู่ก็ได้” เื่ที่จะปฏิเสธนั้นเห็นจะไม่มีทาง
“คุณนั่งรถประจำทางกลับบ้านใช่มั้ยล่ะ?” แบรนดท์ถามราวจะเดาความคิดของเธอออก
“ใช่ค่ะ”
“ถ้างั้นก็คงไม่ต้องเป็ห่วงเื่กลับบ้านหรอกนะพอเสร็จงานแล้วผมจะขับรถไปส่งคุณเอง” เขาบอกพร้อมกับโน้มตัวไปข้างหน้า ลงมือทำงานต่อ
เธอรู้อยู่แก่ใจว่าความเอื้อเฟื้อของเขานั้นมิได้มีอะไรมากไปกว่าความยุติธรรมที่เ้านายพึงมีให้ต่อลูกน้องโจอันจึงผงกศีรษะรับคำอย่างขอบคุณก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องออกจะรู้สึกดีใจที่บัดนี้ตัวเองสามารถหักห้ามอารมณ์เพ้อๆ ฝันๆ ลงได้ ด้วยรู้ว่ามันล่วงเลยเวลาที่จะตั้งความหวังอันไร้ความหมายเกี่ยวกับการที่แบรนดท์จะพากลับบ้านในครั้งนี้ได้โดยเด็ดขาด
ทั้งอาคารว่างเปล่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อพนักงานทุกคนได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้พอถึงเวลาบ่ายโมงครึ่งแบรนดท์ก็สั่งให้ลิล เบนเนส กลับแต่กว่าที่โจอันจะพิมพ์ใบประกวดราคาที่ถูกต้องเสร็จเรียบร้อยก็ล่วงเวลาไปถึงบ่าย 3โมงแล้ว ขณะที่เธอปิดเครื่องพิมพ์ลงจัดของบนโต๊ะให้เข้าที่เข้าทางอยู่นั้นแบรนดท์ก็เซ็นชื่อลงในเอกสาร พับบรรจุลงซองพร้อมที่จะส่งออก
“อากาศเลวมากใช่ไหมคะนั่น?” เธอถามออกมาเบาๆเมื่อเห็นแบรนดท์มองออกไปทางหน้าต่าง
เขาเอี้ยวตัวกลับมามองเธอซึ่งกำลังหยิบผ้าขึ้นมาพันคอสีหน้าเคร่งขรึมอย่างประหลาด แต่ก็มิได้ตอบคำถามโจอันความเงียบงันของเขาเป็เสียยิ่งกว่าคำตอบที่จะตอบออกมาดังๆ แต่กระนั้นแววในดวงตาคู่สีเข้มก็ราว จะยืนยันให้ความั่นใจกับเธออยู่
เขาและเธอเดินออกไปยังประตูหน้าของตัวอาคารพร้อมกันอย่างรวดเร็วความแรงของลมที่กรรโชกมากแทบจะทำให้โจอันล้มลงเมื่อออกมาถึงภายนอกแบรนดท์เอื้อมมือมาตวัดเอวเธอไว้ พาเดินไปยังที่จอดรถ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักหิมะที่โรยตัวลงมาอย่างหนาแน่นทำให้มองอะไรแทบไม่เห็นแม้จะอยู่ในระยะใกล้ๆโจอันรู้ว่าที่แบรนดท์พาเธอเดินไปยังรถที่จอดไว้ก็ด้วยอนุสติเท่านั้น
“ไม่น่าเชื่อเลย” แบรนดท์หยุดกึกลง
และในครู่นั้นเองที่เขาหมุนร่างพาเธอเดินกลับมายังตัวอาคาร โจอันรู้สึกหนาวะเืจนฟันกระทบกันด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่าศูนย์ภายนอก เมื่อประตูอาคารปิดตามหลังลง เธอก็เงยหน้าขึ้นประสานสายตากับเขาที่มองเขม็งมาอย่างไม่เต็มใจนัก
“ผมว่าเราอยู่กันในนี้ก่อนดีกว่า” เขาเอ่ยขึ้น“ดีกว่าที่จะเสี่ยงออกไปถูกกักอยู่ในรถอย่างน้อยในนี้มันก็ยังมีแสงสว่างบ้าง”
เขาสบสายตาเธอแน่วนิ่งอยู่เป็ครู่กว่าที่โจอันจะรวบรวมสติสัมปชัญญะที่สับสนคืนมาได้ทางอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศแล้วว่า พายุหิมะในครั้งนี้จะติดต่อกันตลอดคืนจนกระทั่งถึงวันเสาร์ซึ่งหมายความว่าเธอกับแบรนดท์จะต้องอยู่ด้วยกันอีกถึง 24 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น
“ค่ะ ฉันคิดว่าคุณพูดถูกแล้ว” ความเป็จริงที่ประจักษ์อยู่ทำให้เธอเห็นด้วยกับคำพูดของเขาแต่นิ้วมือที่ไม่มั่นคงก็วุ่นอยู่กับปมผ้าพันคอ “คราวนี้คุณจะได้ทานอาหารที่แคนทีนแล้วก็จะสงสัยเองว่า นี่มันอาหารหรืออะไรกันแน่ไงล่ะคะ”
“คุณนี่เป็คนแปลกนะ คุณซอมเมอร์สรู้สึกว่าไม่หวั่นไหวอะไรง่ายๆ เลยนี่ ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองจะต้องติดอยู่ในนี้กับเ้านายตลอดวันหยุด” แบรนดท์พูดยิ้มๆ
โจอันเคยเห็นใบหน้าที่เกลื่อนด้วยรอยยิ้มเช่นนี้มาก่อนเพียงแต่ว่าเธอมิได้เป็ผู้รับเท่านั้น อารมณ์จึงวูบวาบหวั่นไหวขึ้นแต่ก็พยายามขจัดมันให้หมดสิ้นไปเสียจากใจด้วยการนึกถึงภาพสาวน้อยร่างระหงผมสีบลอนด์นั้นเข้าไว้ เธอไม่กล้ารับกับตัวเองว่าได้เคยหวังจะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับเขาในวันสุดสัปดาห์มาก่อนโจอันอยากจะให้ตัวเองได้มีความรู้สึกต่อเขาเพียงแต่เคารพนับถือเท่านั้นการที่จะได้รู้จักเขามากกว่าฐานะนายจ้างนั้นออกจะเป็การไม่ปลอดภัยสำหรับความสงบสุขในหัวใจ
“อันที่จริงการที่มันเกิดพายุหิมะขึ้นก็ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่งนี่คะ” โจอันยักไหล่รู้อยู่แก่ใจว่าท่าทีสงบสำรวมของตัวเองในยามนี้มิได้เป็ไปอย่างที่ใจอยากจะให้เป็เลยเพราะความรู้สึกภายในหลายๆ อย่างกำลังกระหน่ำอยู่ “ถึงยังไงมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาแล้วถ้าจะมานั่งทุรนทุรายอยู่กับเื่ของดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไม่ได้”
“ค่อยยังชั่วหน่อยผมจะได้ไม่ต้องขอโทษที่มากักตัวคุณไว้ ไม่ให้กลับบ้านอย่างคนอื่นๆ เขาก่อนหน้านี้” แววขันๆจุดประกายขึ้นในดวงตาของแบรนดท์
“ค่ะแล้วก็ช่วยให้ฉันไม่ต้องเตือนให้คุณรู้ด้วยว่านั่นเป็สิ่งที่คุณควรจะทำอย่างที่สุด” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเดียวกันแต่แล้วก็ออกจะรู้สึกเสียใจมีความรู้สึกเหมือนเธอกำลังตีตัวเสมอเขาด้วยคำพูดยั่วเย้าเช่นที่ได้เคยโต้คารมกับเอ็ดเมื่อวันก่อนรีบก้าวเดินออกห่างจากเขาทันที “ขอโทษด้วยนะคะฉันเห็นจะต้องโทรศัพท์บอกให้เพื่อนรู้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาเป็ห่วง”