ั้แ่วันพิธีแห่เทียนผ่านไป คนในหมู่บ้านต่างซุบซิบกันด้วยรอยยิ้ม
ข่าวการ “สารภาพรักกลางพิธี” แพร่กระจายไวยิ่งกว่าลมพายุหน้าฝน
แต่แทนที่จะถูกต่อต้าน กลับมีแต่เสียงยินดี
หรืออาจเพราะ…ท่านหญิงยิ้มได้เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีนั่นแหละ!
วันนี้ญาดาถูกพาไป “บ้านใหญ่” หรือเรือนหลักของตระกูลท่านหญิง
ด้วยคำสั่งจากแม่นมให้ “เริ่มเรียนรู้การเป็แม่เรือน” อย่างจริงจัง
ญาดาหัวเราะแห้ง ๆ ั้แ่หน้าประตู
“ขอโทษนะคะ ฉันยังหุงข้าวไม่สุกเลยนะ…”
แป้นพึมพำเบา ๆ ข้างหู
“เ้าค่ะ แม่นายให้ข้าน้อยคอยเตือนว่า ถ้าทำข้าวไหม้อีกทีเดียว จะให้ออกไปตำแป้งหลังเรือน…”
ญาดายิ้มค้าง “แล้วถ้าฉันตำแป้งไม่เป็ล่ะ?”
แป้นถอนหายใจแรง “ก็จะให้ไปเด็ดผักในคลอง…”
“โอเคค่ะ! หุงข้าวให้สุกวันนี้ก็พอแล้ว!”
เธอก้มหน้าก้มตาเตรียมข้าวสารกับน้ำด้วยความตั้งใจ
แต่ไม่ทันไร เสียง “ตุ้บ!” ก็ดังจากด้านหลัง
"โอ๊ย!! เจ็บหัวอ่า ใครวางหม้อไว้ตรงนี้!"
ญาดาร้องลั่น มือข้างหนึ่งจับหัว อีกข้างยังถือข้าวสาร
ท่านหญิงซึ่งแวะมาเงียบ ๆ ถึงกับหลุดหัวเราะเบา ๆ
"เ้าเดินชนหม้อเองเถิด ยังจะโทษผู้อื่นอีก"
ญาดามองหน้า แล้วแสร้งทำเสียงอ้อน
"ท่านหญิงขา~ ช่วยญาดาหน่อยสิคะ ญาดาเจ็บหัว ไม่อยากหุงข้าวแล้ว~"
"เ้าหลบหน้าที่แบบนี้ทุกวัน คงได้หุงข้าวตอนอายุห้าสิบ"
ญาดาเบ้ปาก แล้วลอบมองท่านหญิงที่กำลังหยิบผ้าชุบน้ำมาโปะให้เธอ
"ท่านหญิงใจดีจังเลย... ถ้าญาดาเป็ข้าว ก็ยอมให้ท่านหุงเลยค่ะ"
"...เ้าหยุดพูดก่อนข้าจะเอาหม้อนั่นตีหัวเ้าอีกทีเถอะ"
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ท่านหญิงก็หัวเราะเบา ๆ
ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ และช่วยญาดาคัดข้าวจนเรียบร้อย
บ่าวไพร่ที่เดินผ่านลอบมองด้วยสายตาประหลาดใจ
ใครจะไปคิดว่า…ท่านหญิงที่เคยเคร่งขรึม จะหัวเราะออกมาเสียงดังเพราะหญิงสาวจากอีกยุค
และเมื่อแสงเย็นโรยลงบนเรือน
ญาดาก็เอนหลังพิงเสาทางเดิน มองแสงอ่อนที่สะท้อนจากท้องนาเบื้องล่าง
เธอพูดเบา ๆ แต่ชัดเจน
"บางทีนะคะท่านหญิง… บ้าน ไม่ได้แปลว่าที่อยู่
แต่อาจจะเป็คนที่ทำให้เรารู้สึกว่าอยากอยู่… แม้จะหุงข้าวไหม้ทุกวันก็เถอะ"
ท่านหญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะยื่นมือมาแตะหลังมือของญาดา
"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ยอมให้เ้าหุงไหม้…ทุกวัน"
ญาดาเบิกตากว้าง ก่อนจะหัวเราะ
"แต่อย่าลืมกินข้าวแห้ง ๆ นะคะ จะได้ไม่เจ็บคอ!"
เสียงหัวเราะของพวกเธอลอยไปไกล
ในเรือนใหญ่ที่เคยเงียบเหงา วันนี้อบอวลด้วยอุ่นไอบางอย่าง
เหมือนจะเรียกว่าความรัก