บทที่ 12: ควันไฟและน้ำผึ้งป่า
ความเ็ปจากการพยายามยกท่อนซุงโอ๊กเหล็กยังคงทิ้งร่องรอยไว้ที่กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างของอีไลอัสเด็กชายวัยสิบสองปีนั่งแหมะอยู่บนก้อนหินแม่น้ำหน้าไซต์งานก่อสร้าง มือเล็กๆนวดคลึงสะโพกตัวเองเบาๆ พลางทบทวนความจริงที่ว่า เขา้า ‘เครื่องทุ่นแรง’ อย่างเร่งด่วนที่สุด
แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดแผนการอะไรออกเสียงสวบสาบก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้ใกล้ๆพร้อมกับการปรากฏตัวของก้อนขนสีส้มแดงที่วิ่งหน้าตั้งกลับมาหาเขา
“เ้านาย!เ้านาย! มานี่เร็วเข้า!” เสียงของฟินน์ดังก้องเข้ามาในโสตประสาทผ่านสายใยพันธสัญญาลูกจิ้งจอกอสูระโเหยงๆ สลับกับวิ่งวนไปมารอบตัวอีไลอัสจมูกสีดำสนิทของมันขยับฟุดฟิดอย่างบ้าคลั่งหางที่เป็พวงหนาแกว่งไกวไปมาด้วยความตื่นเต้นระดับสิบเต็มสิบ
“ใจเย็นๆไอ้หนู ไปเจออะไรมาอีกล่ะ? อย่าบอกนะว่าเจอกองหินแม่น้ำกองใหม่ฉันยังปวดหลังไม่หายเลยนะ” อีไลอัสโอดครวญเบาๆ
“ไม่ใช่หินเ้านาย!กลิ่นนี้มัน... มันหวานมาก! หวานยิ่งกว่าปลาย่าง หวานจนน้ำลายฉันไหลยืดไปหมดแล้ว!มันมาจากทางโน้น ตามฉันมาเร็ว!” ฟินน์ไม่รอช้ามันงับเข้าที่ขากางเกงที่ทำจากผ้าทอหยาบๆ ของอีไลอัส แล้วออกแรงกระตุกเบาๆเพื่อเร่งเร้า
คำว่า ‘หวาน’ ทำให้กระเพาะอาหารของสถาปนิกน้อยที่เพิ่งย่อยปลาย่างเมื่อเช้าไปจนหมดเริ่มส่งเสียงประท้วงขึ้นมาอีกครั้งร่างกายของเด็กวัยกำลังโต้าพลังงานและน้ำตาลอย่างมากเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
“ของหวานงั้นเหรอ...เอาล่ะ ไปดูกันหน่อยก็ไม่เสียหาย”
อีไลอัสลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามก้นปุกปุยสีส้มแดงของฟินน์ไปลูกจิ้งจอกจมูกไวทำหน้าที่สมกับตำแหน่งผู้ช่วยดมกลิ่นและหน่วยสำรวจประจำหมู่บ้าน มันเดินนำลัดเลาะเข้าไปในป่าชั้นนอกลึกเข้าไปจากจุดที่น้ำตกม่านไพลินตั้งอยู่ประมาณสองร้อยเมตร พื้นที่บริเวณนี้มีความชื้นสูงขึ้นต้นไม้มีขนาดใหญ่และร่มครึ้มกว่าเดิม
ฟินน์หยุดชะงักอยู่ที่โคนต้นไม้โบราณขนาดั์ต้นหนึ่งลำต้นของมันใหญ่ขนาดที่ผู้ใหญ่สามคนโอบไม่มิดเปลือกไม้หนาเตอะและมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ประปรายลูกจิ้งจอกเงยหน้าขึ้นมองยอดไม้พลางส่งเสียงครางหงิงๆ ในลำคอ “อยู่บนนั้นเ้านายกลิ่นมันแรงมากมาจากตรงง่ามไม้ใหญ่นั่นแหละ!”
อีไลอัสเงยหน้าขึ้นมองตามทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยใบไม้หนาทึบ แต่เมื่อเขาหรี่ตาเพ่งมองฝ่าดงแสงแดดที่ลอดลงมาเขาก็เห็นต้นตอของกลิ่นหอมหวานนั้น
ที่ง่ามไม้กิ่งใหญ่ซึ่งอยู่สูงจากพื้นดินประมาณห้าเมตรมีมวลก้อนขนาดมหึมาสีเหลืองอำพันอมน้ำตาลเกาะติดอยู่ มันไม่ใช่รังนก แต่เป็ ‘รังผึ้งป่า’ ขนาดมหึมา!รูปทรงของมันคล้ายกับหยดน้ำครึ่งซีกที่ห้อยย้อยลงมาความกว้างของรังน่าจะเกือบหนึ่งเมตร รอบๆ รังนั้นมีจุดสีดำเล็กๆนับพันนับหมื่นจุดบินว่อนสลับไปมา บังเกิดเป็เสียงครางหึ่งๆที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ
“รังผึ้งป่า...ใหญ่เบ้อเริ่มเลย!” อีไลอัสตาโตเขาแลบเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว น้ำผึ้งป่าถือเป็สุดยอดแหล่งพลังงาน ที่ให้ทั้งกลูโคสและฟรุกโตสที่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเืได้ทันทีแถมยังมีสรรพคุณเป็สารกันบูดตามธรรมชาติและยาปฏิชีวนะอีกด้วย
“เ้านายปีนขึ้นไปเอามาเลย! เอามาแบ่งฉันด้วยนะ!” ฟินน์เชียร์สุดใจ
“หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้เลยไอ้หนู”อีไลอัสรีบยกมือห้าม “แกเห็นขนาดตัวของพวกมันไหม?นี่น่าจะเป็ผึ้งป่าสายพันธุ์ดุร้าย ถ้าฉันสุ่มสี่สุ่มห้าปีนขึ้นไปหรือเอาหินปาใส่รังมันล่ะก็...เราสองคนได้กลายเป็เป้าซ้อมเข็มพิษจนตัวบวมเป่งตายอนาถแน่ๆ”
ในฐานะคนที่ชอบดูสารคดีเอาชีวิตรอดอีไลอัสรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของฝูงผึ้งป่าเป็อย่างดีเมื่อผึ้งตัวหนึ่งรู้สึกถูกคุกคาม มันจะปล่อย ‘ฟีโรโมนเตือนภัย ’ ซึ่งมีกลิ่นคล้ายกล้วยหอมสุกออกมากลิ่นนี้จะเป็เหมือนสัญญาณแตรศึกที่ไปกระตุ้นผึ้งตัวอื่นๆนับหมื่นในรังให้เข้าสู่โหมดบ้าคลั่ง และรุมโจมตีเป้าหมายอย่างไม่คิดชีวิตการใช้กำลังเข้าปะทะกับกองทัพแมลงที่มีจำนวนมหาศาลคือความโง่เขลาที่สถาปนิกผู้มีเหตุผลไม่มีวันทำ
“เราต้องใช้สมองไม่ใช่กำลัง...” อีไลอัสนั่งยองๆ ลงกับพื้นสมองเริ่มประมวลผลหาวิธีการสกัดกั้นระบบการสื่อสารของผึ้ง “จุดอ่อนของผึ้งไม่ใช่ความร้อนแต่คือระบบประสาทรับกลิ่น ของพวกมันถ้าเราสามารถตัดสัญญาณฟีโรโมนเตือนภัยได้ พวกมันก็จะสูญเสียความเป็หนึ่งเดียวและไม่เข้าโจมตี”
เด็กชายหันไปมองลูกจิ้งจอก“ฟินน์ในโลกเก่าของฉัน มนุษย์ใช้วิธีการที่สงบสันติที่สุดในการเก็บน้ำผึ้ง นั่นคือการใช้‘ควัน ’”
“ควันเหรอ?เหมือนตอนที่เ้านายทำหลุมไฟแล้วมันมีควันน้อยๆ น่ะเหรอ?” ฟินน์เอียงคอ
“นั่นแหละใช่เลยแต่ครั้งนี้เรา้าควันปริมาณมากๆ” อีไลอัสอธิบายอย่างกระตือรือร้น“ควันไฟมีผลลัพธ์ทางชีววิทยาสองอย่างต่อฝูงผึ้ง ข้อแรก:อนุภาคของควันจะเข้าไปบดบังและกลบกลิ่นฟีโรโมนเตือนภัยทำให้พวกมันสื่อสารกันไม่ได้ว่ามีศัตรูบุกรุก ข้อสอง:นี่คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ... เมื่อผึ้งได้กลิ่นควัน สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดจาก‘ไฟป่า’ จะถูกปลุกขึ้นมาพวกมันจะคิดว่าบ้านกำลังจะถูกไฟไหม้ สิ่งแรกที่มันทำไม่ใช่การบินมาต่อยเราแต่คือการรีบดูดกินน้ำผึ้งในรังให้กักเก็บไว้ในกระเพาะให้มากที่สุดเพื่อเตรียมอพยพหนีตายและเมื่อกระเพาะมันเต็มไปด้วยน้ำผึ้ง ตัวมันจะหนักและเชื่องช้าลงแถมยังงอส่วนท้องเพื่อแทงเหล็กในได้ลำบากขึ้นด้วย!”
“โห!เ้านายนี่ฉลาดสุดๆ ไปเลย! งั้นเรารีบไปจุดไฟเผาต้นไม้นี้กันเถอะ!”
“เฮ้ย!ไม่ได้เผาต้นไม้เว้ย!” อีไลอัสรีบเขกหัวก้อนขนเบาๆ ไปหนึ่งที“ถ้าจุดไฟเผา รังผึ้งก็ละลายหมดสิแถมเรายังอาจจะโดนไฟคลอกตายด้วย สิ่งที่เรา้าไม่ใช่ความร้อนและเปลวไฟแต่เรา้า ‘ควันเย็น ’ ต่างหาก”
อีไลอัสไม่รอช้าเขาเข้าสู่โหมดนักประดิษฐ์เอาชีวิตรอดทันที เขาเดินสำรวจไปรอบๆโคนต้นไม้และริมลำธารเพื่อรวบรวมวัตถุดิบสำหรับการสร้าง ‘เครื่องพ่นควัน ’ ฉบับป่าเถื่อน
“หลักการสร้างควันเย็นคือการทำให้ไฟขาดออกซิเจนบางส่วน และใช้วัสดุที่มีความชื้นเพื่อสร้างไอน้ำผสมกับควัน”
เขาเริ่มต้นจากการหาแผ่นเปลือกไม้ที่แห้งและมีความโค้งงอคล้ายกระบะมาใช้เป็ฐานรองรับ ใส่เชื้อเพลิงเล็กน้อยจากนั้นเขาใช้ให้ฟินน์ยิงะุไฟลงไป
“นี่คือแหล่งกำเนิดความร้อน” เขาอธิบายให้ฟินน์ที่ยืนดูตาแป๋ว “ทีนี้เราต้องใส่วัสดุเชื้อเพลิงหลักที่แห้งและติดไฟง่ายลงไปเพื่อเลี้ยงความร้อนให้อยู่รอด” เขาหยิบเศษใบไม้แห้งกรอบและเศษขุยเปลือกไม้ โรยทับลงไปบนก้อนถ่านแดงๆ เพียงครู่เดียวเปลวไฟเล็กๆ ก็เริ่มลุกโชนขึ้น
“และนี่คือขั้นตอนสำคัญที่สุด...การแปลงเปลวไฟให้กลายเป็ควันเย็น”
อีไลอัสหอบเอา ‘หญ้าสดสีเขียว’ ใบเฟิร์นที่ยังชุ่มน้ำ และ ‘มอสส์หิน’ ที่มีความชื้นสูงเต็มเปี่ยม ซึ่งเขารวบรวมมาจากริมน้ำตกม่านไพลิน มาโปะทับลงไปบนเปลวไฟจนมิด!
ฟู่มมม!
ทันทีที่วัสดุที่มีความชื้น ัักับความร้อนสูงเปลวไฟสีส้มก็ถูกดับลงด้วยการขาดออกซิเจนชั่วขณะน้ำที่แทรกซึมอยู่ในเซลล์ของหญ้าสดและมอสส์ เกิดการระเหยกลายเป็ไอ ผสมผสานกับการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดกลุ่มควันสีขาวขุ่นที่หนาทึบลอยพวยพุ่งขึ้นมาอย่างหนาแน่น
อีไลอัสยื่นมือเข้าไปอังเหนือกลุ่มควันนั้นเพื่อทดสอบอุณหภูมิ“เยี่ยม!ควันหนาและอุณหภูมิไม่ร้อนจนลวกมือ นี่แหละคือควันเย็นที่สมบูรณ์แบบ!”
แต่ควันที่พวยพุ่งขึ้นมาเฉยๆย่อมถูกลมพัดกระจายไปตามทิศทางลม เขา้าควบคุมทิศทางของมัน อีไลอัสจึงใช้สกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] อีกครั้งเขาหยิบแผ่นใบไม้กว้างๆ และเปลือกไม้บางๆ มาสานเชื่อมต่อกันเป็รูปทรง ‘กรวย ’ แล้วนำไปครอบทับ้าของกระบะควันเหลือเพียงช่องเปิดเล็กๆ ้าเพื่อบีบอัดให้มวลควันพุ่งออกไปในทิศทางเดียวคล้ายกับปากปล่องูเาไฟ
“เครื่องพ่นควันฉบับแฮนด์เมด...เดินเครื่องเต็มกำลัง!”
เด็กชายยกเครื่องพ่นควันขึ้นเหนือหัวควันสีขาวหนาทึบลอยพวยพุ่งขึ้นไปตามแรงลมที่เขากะเกณฑ์ไว้มุ่งตรงเข้าสู่ง่ามไม้ที่รังผึ้งป่าเกาะติดอยู่
ทันทีที่มวลควันขาวเข้าปะทะกับรังผึ้งเสียงครางหึ่งๆ ของฝูงแมลงนับหมื่นที่เคยดังก้องและเต็มไปด้วยความก้าวร้าวก็เริ่มเปลี่ยนระดับเสียง ลงมันไม่ได้เงียบไป แต่เสียงบินของพวกมันดูอื้ออึงและสับสนขึ้นอีไลอัสเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใจจดใจจ่อ
ควันเย็นทำหน้าที่ของมันได้อย่างไร้ที่ติฟีโรโมนเตือนภัยถูกกลบจนมิด สัญชาตญาณการหนีไฟป่าถูกปลุกขึ้นผึ้งงานนับพันตัวที่เคยบินวนเวียนอยู่รอบนอกรีบบินกลับเข้าไปในรังอย่างเร่งรีบเพื่อปกป้องราชินีและกอบโกยน้ำผึ้งเข้ากระเพาะ
เวลาผ่านไปประมาณสิบนาทีฝูงผึ้งที่เคยวุ่นวายและดูอันตราย บัดนี้กลับสงบนิ่งและเกาะตัวกันเป็ก้อนกลมๆสีดำบนรังอย่างเชื่องช้า อาการเมาควันทำให้พวกมันไร้ซึ่งความดุร้ายโดยสิ้นเชิง
“ได้ผล!ธรรมชาติวิทยาไม่เคยหลอกเรา!” อีไลอัสยิ้มกว้าง
ขั้นตอนต่อไปคือการเก็บเกี่ยวเขาไม่สามารถปีนขึ้นไปได้เพราะต้นไม้ใหญ่เกินไป และสรีระเด็กก็ไม่เอื้ออำนวยเขาจึงมองหาลำไม้ไผ่ป่าที่ยาวประมาณหกเมตร ซึ่งบังเอิญพบอยู่ใกล้ๆทว่ามันยาวไม่พอที่จะเอื้อมถึงรังได้อย่างถนัด
อีไลอัสงัดไม้ตายออกมาใช้เขาเอาไม้ไผ่ลำที่สองมาทาบต่อกับลำแรก แล้วใช้สกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] เชื่อมปล้องไม้ไผ่ทั้งสองเข้าด้วยกัน!เส้นใยของไม้ไผ่สานตัวประสานกันอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งราวกับถูกทากาวอีพ็อกซี่ เขาได้ไม้สอยรังผึ้งขนาดยาวเกือบสิบเมตรที่มีความยืดหยุ่นสูงและน้ำหนักเบา
ที่ปลายไม้ไผ่เขาใช้หินแหลมบากเป็ร่องคล้ายใบมีด เพื่อใช้สำหรับการ ‘ตัด’ ขั้วรังผึ้ง
“ถอยไปไกลๆเลยฟินน์ เดี๋ยวเศษรังผึ้งจะตกใส่หัว” อีไลอัสสั่งลูกจิ้งจอกอสูรที่ถอยกรูดไปยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ
เด็กชายยกไม้ไผ่ลำยาวขึ้นเล็งปลายไม้ที่บากไว้ให้ตรงกับรอยต่อระหว่างขั้วรังผึ้งกับเปลือกต้นไม้ใหญ่แม้แขนจะสั่นเล็กน้อยจากความหนักแต่ความหิวและความอยากได้ทรัพยากรก็ทำให้เขากัดฟันฝืนเขากดปลายไม้ลงไปที่ขั้วรังผึ้ง แล้วออกแรง ‘กระทุ้ง’ อย่างแรงและรวดเร็ว!
ฉึก! กรอบบบ...
ขั้วรังผึ้งที่เชื่อมติดกับต้นไม้ถูกตัดขาดออกอย่างแม่นยำรังผึ้งขนาดเกือบหนึ่งเมตรซึ่งหนักอึ้งไปด้วยน้ำหวาน หลุดร่วงลงมาจากง่ามไม้ท่ามกลางเสียงหวีดร้องใของฝูงผึ้งที่ยังเมาควันไม่หาย
สวบ!!
รังผึ้งตกลงมากระแทกกับกองใบเฟิร์นหนานุ่มที่อีไลอัสเอามากองรองรับไว้ด้านล่างอย่างพอดิบพอดีทำให้มันไม่แตกกระจายเสียหาย ผึ้งงานหลายร้อยตัวที่ยังเกาะติดอยู่กับรังแตกฮือบินหนีขึ้นสู่ที่สูงด้วยความสับสนและเชื่องช้าไม่มีตัวไหนสนใจจะบินลงมาโจมตีมนุษย์ตัวน้อยที่ก่อวีรกรรมนี้เลยแม้แต่ตัวเดียวเพราะพวกมันมัวแต่ห่วงชีวิตตัวเองและสับสนกับกลิ่นควัน
“สำเร็จ!ภารกิจปล้นน้ำหวานแบบไร้การสูญเสียเืเนื้อ คอมพลีท!”
อีไลอัสทิ้งไม้ไผ่ลงพื้นแล้วรีบวิ่งเข้าไปหารังผึ้งที่ตกลงมา ฟินน์เองก็วิ่งหน้าตั้งตามมาติดๆกลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งป่าที่ไหลเยิ้มออกมาจากรวงรังที่ปริแตกลอยเตะจมูกจนชวนให้น้ำลายสอ
สถาปนิกน้อยใช้นิ้วปาดน้ำผึ้งสีเหลืองทองที่เหนียวหนืดขึ้นมาแล้วส่งเข้าปาก...
ความหวานละมุนที่แฝงไปด้วยกลิ่นหอมของเกสรดอกไม้ป่านานาพรรณะเิซ่านไปทั่วลิ้น มันไม่ใช่ความหวานแสบกอคอแบบน้ำตาลขัดขาวในโลกอุตสาหกรรมแต่มันคือความหวานที่สดชื่น ลึกล้ำ และอุดมไปด้วยแร่ธาตุน้ำตาลกลูโคสถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเืแทบจะในทันทีความรู้สึกอ่อนล้าที่กล้ามเนื้อหลังและแขนราวกับถูกเยียวยาด้วยเวทมนตร์
“เ้านาย!เ้านาย! ตาฉันบ้าง! ตาฉันบ้างงง!” ฟินน์ร้องครางหงิงๆ พยายามเอาหน้าไปซุกรังผึ้ง
“ฮ่าๆๆเอ้า! กินให้เต็มที่เลยไอ้หนู นี่คือรางวัลสำหรับจมูกเรดาร์ของแก!” อีไลอัสหัวเราะร่วน บิเศษรวงผึ้งที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำหวานก้อนใหญ่ยื่นให้ลูกจิ้งจอกอสูรที่อ้าปากงับเข้าเต็มคำแล้วเคี้ยวจั๊บๆ อย่างเมามัน
ท่ามกลางป่าต้องห้ามที่อันตรายชายหนุ่มในร่างเด็กและลูกจิ้งจอกกำลังฉลองความสำเร็จเล็กๆ อย่างมีความสุข
“น้ำผึ้งป่าไม่ได้เป็แค่ของหวานนะฟินน์...”อีไลอัสหรี่ตามองรวงผึ้งขนาดมหึมาที่เหลืออยู่ แผนการร้ายกาจ เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวของอดีตสถาปนิก “ในโลกของการทูตและการเจรจาต่อรอง อาหารคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดน้ำผึ้งป่าคุณภาพสูงขนาดนี้ ถ้าเอาไปผสมกับปลาย่างเพื่อทำเมนู ‘ปลาย่างเคลือบน้ำผึ้ง’ ล่ะก็...เราอาจจะได้ใช้มันเป็ ‘เครื่องบรรณาการ’ เพื่อล่อลวงเครื่องทุ่นแรงชั้นดีมาทำงานให้เราก็ได้นะ”
รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสถาปนิกตัวน้อยแม้เขาจะยังไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตใดในป่าแห่งนี้ที่จะตกเป็เหยื่อของความอร่อยแต่ที่แน่ๆ เสบียงชั้นยอดได้ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว!