27 : นิรารักษ์
โรงเรียนนิรารักษ์ เป็โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ที่มีแต่พวกลูกคนรวย ลูกเศรษฐี คุณหนูคุณชายทั้งหลายมาเรียนกัน บางคนอาจเป็ลูกคนดังที่เห็นได้ตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ รึอาจเห็นได้ตามงานสังคมทั่วไป จึงเป็ธรรมดาที่เหล่าบรรดาพ่อแม่ จะอยากให้รุ่นลูกได้ทำความรู้จักกันมักจี่กันเพื่อหวังผลในอนาคต
ด้วยตึกอาคารเรียนสวยงามมีระดับ บรรยากาศร่มรื่น มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ต่างจากโรงเรียนรัฐบาลโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังโดดเด่นในเื่ของการเรียนที่มีอาจารย์ในสาขาวิชาต่างๆที่มีประสิทธิภาพมาสอน หากเด็กคนไหนได้เข้ามา อนาคตการสอบเข้ามหาลัยฯ ก็ไม่ใช่เื่ยากอะไรเลย ทำให้ใครหลายคนอยากเข้ามาเรียน แต่เนื่องด้วยค่าเทอมที่แพงหูฉี่พอๆกับรถสักคัน ทำให้พ่อแม่หลายคนต้องถอดถอนใจไม่ส่งลูกมาเรียนที่นี่
ตึกศิลป์ เป็ตึกเรียนวิชาศิลปะและดนตรีโดยเฉพาะ ตึกเป็รูปทรงโค้งอย่างมีศิลป์สมญานาม ภายในตกแต่งด้วยรูปภาพหรือผลงานของพวกนักจิตรกร นักปั้นมีชื่อ อันเป็แหล่งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน
ทุกคนในโรงเรียนนี้ต้องเล่นดนตรีเป็อย่างน้อยหนึ่งชิ้นพอให้เอาไปพูดอวดใครต่อใครได้ไม่เสียหน้า บางคนเล่นได้สองอย่าง สามอย่าง แต่บางคนอัจฉริยะจนถึงขั้นเล่นได้ถึงสิบชิ้นก็มี
ห้องที่ใช้สำหรับเรียนจึงแยกประเภทตามเครื่องดนตรีที่แต่ละคนเล่น อย่างห้องดนตรีประเภทเครื่องสี ก็คือคนที่เล่นไวโอลิน เซลโล หรืออย่างอื่นก็จะอยู่ห้องเดียวกัน
หรืออย่างห้องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดอย่างห้องนี้ที่มีกลุ่มนักเรียนกลุ่มหนึ่งใช้อยู่ ซึ่งมีเปียโนหลายหลังให้เด็กแต่ละคนเข้าไปเล่น ไม่ว่าจะแบบโซโล่(เล่นเดี่ยว) หรือแบบดูโอ้(เล่นสองคน)
“ฮ้าว...” นักเรียนชายคนหนึ่งที่จับจองเปียโนสีดำคนเดียวอย่างมีอภิสิทธิ์อ้าปากกว้างหาว ผมตัดสั้นเกรียน ส่วนสูงที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็มาตรฐานหญิงไทย หรือถ้าให้พูดตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมเลยคือ เขาเตี้ย เตี้ยกว่าผู้ชายรุ่นเดียวกันมาก มีผู้หญิงอยู่ไม่กี่คนที่เขาจะสูงกว่า
“อ้าปากกว้างอย่างนั้น ไม่สุภาพเป็อย่างยิ่งเลยนะคะ คุณเลหาน” ครูสาวที่คอยเดินชี้แนะเด็กนักเรียนในห้องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดนี้พูดขึ้น เมื่อทันเห็นกิริยาเมื่อครู่
เป็เื่ปกติธรรมดาที่คุณครูทุกคนในโรงเรียนนี้ล้วนเรียก ‘คุณ’ นำหน้าชื่อนักเรียน
“ก็มันน่าเบื่อออกนี่ครับ ให้เล่นแต่เพลงแนวแบบนี้อยู่ได้” คนถูกตักเตือนพูด เพราะเพลงแนวที่ว่านั้นคือแนวคลาสสิก อันเป็ทำนองเพลงรื่นหูฟังสบาย แต่มันคงจะน่าเบื่อไปสำหรับหนุ่มวัยรุ่นอย่างเขา
“ผมว่า...ถ้าเปลี่ยนมาเล่นแนวร็อคหรือฮิพฮอพ อะไรพวกนี้ยังจะน่าสนกว่านี้อีกนะครับ” หนุ่มหัวเกรียนพูดจาสุภาพผิดกับลักษณะท่าทางภายนอกลิบลับ แต่ท่าทางนั้นก็พอดูออกว่า ‘ฝืน’ อยู่
คนเป็ครูได้ยินแล้วทำท่าสะดุ้งเหมือนได้ยินชื่อคนที่ไม่ควรเอ่ยนามอย่างไรอย่างนั้น เพราะครูสาวทำท่าผวาหันซ้ายหันขวาเหมือนกลัวใครจะได้ยินอีก แล้วเข้ามาพูดใกล้ๆ
“คุณเลหาน กรุณาอย่าพูดคำนั้นออกมาอีกนะคะ ดนตรีประเภทนั้นไร้ซึ่งความงดงามและอารมณ์สุนทรีย์ของศิลปะโดยสิ้นเชิง แทบเป็ไปไม่ได้เลยว่าถูกเรียกว่าเป็ดนดรีได้อย่างไร ไม่เหมาะสมที่จะเล่นเป็อย่างยิ่งค่ะ ต้องเพลงแนวคลาสสิกสิคะ ที่ไพเราะรื่นหู บ่งบอกถึงความมีชาติตระกูลของผู้เล่นได้อย่าง...ฯลฯ”
นานจนหมดคาบ กว่าครูสาวที่ควรเข้าวัยเกษียณได้แล้วจะหยุดบรรยายถึงความดีของแนวเพลงที่ชอบจบ
“ฮึๆๆ ไปขอครูแกเล่นเพลงร็อคอีกแล้วรึไง เล็ท”
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในห้องนี้เหมือนกันทักขึ้นหลังจากที่เขาออกมานอกห้องเป็คนสุดท้าย
เลหาน หรือ เล็ท หันมองคนล้อนั้นทันที
เด็กสาวผมยาวสีดำ แต่ปอยผมด้านหน้านั้นเธอไปย้อมเป็สีม่วง เป็เอกลักษณ์เด่น
พอเล็ทรู้ว่าเป็ใครก็เบ้ปากออกมาทันที เพราะอีกฝ่ายคือผู้หญิงที่ปากจัดที่สุดเท่าที่เคยพบมา ชอบเหน็บแนมเขาเป็ประจำทุกวัน จนไม่น่าเชื่อว่ายัยคนนี้จะเป็ถึงคุณหนู แต่แน่ละ...ตัวเขาก็ไม่เหมาะที่จะถูกเรียกว่าเป็คุณชายเหมือนกัน
“แล้วมีปัญหาอะไรรึไง เดี๋ยวคาบต่อไปเธอก็ถูกครูสอนวิชามารยาทในสังคมว่าเื่สีผมบ้าๆของเธออยู่ดี” เล็ทตอบกลับ
“ว่าไงนะยะ!”
“เกิดอะไรขึ้นคะ” ครูสอนดนตรีโผล่ตัวออกมาเมื่อได้ยินเสียงะโดังอยู่หน้าห้อง ซึ่งเด็กสาวคู่กรณีเล็ทแสร้งทำหน้าเศร้าคล้ายจะร้องไห้เข้าไปซบทันที
“ตายจริง!?เป็อะไรไปคะคุณรันสิมา”
“คุณเลหานเขาว่าหนูเป็เด็กบ้า เด็กใจแตกค่ะคุณครู”
“เฮ้ย! ผมเปล่านะ” เล็ทอุทานคำโตเหมือนคนทั่วไป แต่ดูหยาบคายมากสำหรับคนในโรงเรียนนี้
“อย่าใช้คำว่า เฮ้ย ออกมาสิคะคุณเลหาน แล้วมาว่าคุณรันสิมาด้วยถ้อยคำเช่นนี้ได้อย่างไรคะ เธอเป็แค่เด็กผู้หญิงที่ใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆ เองนะคะ”
นางฟ้าคนนี้มีเขากับหางงอกออกมาด้วยนะครับครู เล็ทเหลือบมองอีกฝ่ายที่หลบอยู่ข้างหลังคุณครูกำลังส่งยิ้มสะใจมาให้
“ผมไม่ได้ว่าเธอเป็เด็กใจแตกเลยนะครับ” เขารีบบอก
“ถ้าอย่างนั้นคุณกล้าพูดไหมคะ ว่าไม่ได้ว่าคุณรันสิมาว่าบ้า”
เล็ทเถียงไม่ออกแต่หากเขายอมรับว่าพูดจริง ไอ้คำว่าใจแตกก็จะถูกเหมารวมว่าพูดไปด้วยไปโดยปริยาย
ฮึ่ม! ฝากไว้ก่อนเถอะยัยบ้าริส เล็ทสบถในใจเมื่อยอมรับว่าตัวเองพูดจริง โดยที่อีกฝ่ายหันมายิ้มอย่างผู้ชนะลับหลังครู ซึ่งลงโทษให้เขามาทำความสะอาดเครื่องดนตรีหลังเลิกเรียน
“โธ่เว้ย! ถ้าไม่ติดตรงที่ยัยนั่นมีพลังเหนือกว่านะ ป่านนี้ได้ฆ่าให้ตายคามือไปตั้งนานแล้ว” เด็กหนุ่มหัวเกรียนบ่นอย่างอารมณ์เสีย ปลดปล่อยเต็มที่เมื่อไม่มีใครอยู่ในห้องดนตรีเลยสักคน ครูที่คุมห้องยังฝากกุญแจมาให้ปิดห้องก่อนจะกลับบ้านอีกด้วย
“เมื่อกี้ว่าใครจะตายคามือนะยะ” เสียงผู้หญิงดังมา ทำเอาคนอยู่ในห้องสะดุ้งตัวโหยง ก่อนจะหันมามองคนพูดอย่างทุลักทุเล
“ธะ..เธอมาั้แ่เมื่อไหร่กันน่ะริส” เล็ทส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป ในขณะที่เด็กสาวมีปอยผมเป็สีม่วงส่งยิ้มสยองกลับมา
“อ๋อ ก็ั้แ่มีใครสักคนนี่แหละพูดว่าจะฆ่าฉัน” เธอหัวเราะ ทำให้เล็ทต้องหัวเราะตามเหมือนจะตามใจ แต่...
“นายเตรียมตัวตายไว้แล้วสินะ เ้าเตี้ยเล็ท”
เด็กหนุ่มถึงกับเหงื่อตกทันที พอเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ก็รีบพูด “ดะ...เดี๋ยวสิริส มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันก็ได้นี่นา เดี๋ยวครัสอาละวาดขึ้นมา โรงเรียนถล่มแล้วมันจะซวยมากมายเลยนะ”
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันขอให้พ่อส่งเงินมาสร้างโรงเรียนใหม่ให้ จะเอากี่ตึกกี่หลังก็ได้ทั้งนั้น ตอนนี้นายควรห่วงตัวเองก่อนนะ...ว่าระหว่างตัวเองกับโรงเรียน อย่างไหนกันแน่ที่จะซวย...มากมายกว่ากัน”
ในเวลาต่อมา แทบทุกคนที่ยังอยู่ในตึกศิลป์ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของใครบางคน แต่ไม่มีใครสนใจมากนัก เพราะคิดว่าอาจกำลังมีใครซ้อมออกเสียงอยู่ก็เป็ได้
หนุ่มหัวเกรียนกุมหัวที่มีรอยปูดโนออกมาเท่าลูกมะนาว ร้องโอดโอยอย่างน่าสงสาร แต่เด็กสาวในห้องไม่ได้มีความเห็นใจเลยแม้แต่น้อย
“ทีหลังก็หัดระวังปากซะบ้างล่ะ” คุณเธอยังอุตส่าห์เตือน “ถ้ายังคิดจะทำอะไรฉันอีกละก็...”
พรึ่บ!
จู่ๆ เล็ทก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่อยู่รอบๆจนเหงื่อออกมาได้เองโดยไม่ต้องสั่ง เมื่อตัวเขาตอนนี้มีวงแหวนเพลิงล้อมรอบอยู่ อยู่ในรัศมีที่ว่าหากขยับนิดเดียวเป็ถูกเผาแน่
“คราวหน้าฉันจะจัดการเผานายแบบไม่ให้เหลือแม้แต่ซากเลยคอยดู” ริสยิ้มยั่ว
“ตอนนี้เธอก็คิดจะทำอยู่ไม่ใช่เรอะ!”
เป็ความจริงอันน่าเสียดาย ที่ทั้งเขาและเธอต่างเป็ผู้มีพลังจากธรรมชาติด้วยกันทั้งคู่ ตัวเขานั้นเป็ผู้ใช้ธาตุน้ำ นั่นไม่ได้ทำให้เขาเสียดายอะไรนักหรอก ดีใจเสียด้วยซ้ำที่ได้รับพลังนี้มา แต่ที่น่าเสียดายอย่างที่สุดเลยก็คือ การที่ยัยริสนั่นดันมีพลังเหมือนเขานี่แหละ แถมยังเป็ธาตุไฟซึ่งเป็คู่กัดกันกับธาตุของเขาอีก
...ตกลงว่าคุณเธอไม่คิดจะปล่อยเขาไปเลยสินะ
หลังจากที่ริสดับไฟลงก็ยืดแขนคลายเมื่อย ก่อนจะบอกว่า “เอาละ ฉันไม่รบกวนเวลาของนายแล้วจะดีกว่า คืนนี้เจอกันที่เดิมเวลาเดิมนะ”
เล็ทพยักหน้ารับรู้ รู้ดีว่าเธอกำลังพูดถึงเื่อะไร
นับั้แ่ที่รู้ว่าอีกฝ่ายก็มีพลังเช่นเดียวกันนั้น ทุกคืนทั้งเขาทั้งริสจะหนีออกมาจากบ้านเพื่อมาพบกันบนดาดฟ้าของโรงเรียนเพื่อหาอะไรสนุกทำกัน เริ่มแรกเลยคือการหัดใช้พลัง แต่หัดไปหัดมา ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงได้กลายมาเป็เกมต่อสู้ไปซะได้ โดยมีหลังคาตึกเรียนเป็สนามประลอง
พวกเขาไม่ได้คิดจะนำพลังนี้ไปใช้ฆ่าใครเหมือนที่เคยทำตอนไปโรงเรียนประถมอนุรักษ์ ที่ทำไปตอนนั้นเป็เพราะจำใจต้องทำอย่างไม่มีทางเลือก เพราะหากไม่ทำแล้วอาจถูกคนอื่นฆ่าตายได้ เขาไม่อาจหาญพอเหมือนผู้หญิงที่สวมหน้ากากสีขาวคนนั้น แต่...
เล็ทนึกถึงตอนนั้นแล้วแค่นหัวเราะกับสิ่งที่เธอคนนั้นทำ เมื่อความพยายามนั้นกลับสูญเปล่า เพราะสุดท้ายเธอก็ฆ่าเด็กคนนั้นอยู่ดี
ตอนแรกเขานึกว่าเป็ริสซะอีก เพราะเห็นคุณเธอจะแก่นกล้าซะจริง แต่ริสบอกว่าไม่ใช่... แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็ใครกันนะ จะใช่เด็กโรงเรียนนี้หรือเปล่า
คิดถึงตรงนี้แล้วรอยยิ้มหยันก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม...พวกคุณหนูคุณชายที่เป็ลูกแหง่อาศัยแต่บารมีพ่อแม่เนี่ยนะ จะไปมีความกล้าทำอะไรเสี่ยงตายขนาดนั้น
“อ้าวๆ มัวแต่เหม่อคิดอะไรอยู่กันยะ” เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากข้างหลัง เมื่อถึงเวลาที่นัดกันแล้ว
เล็ทอุทานลั่นด้วยความใ เพราะหันมาก็เจอกับลูกไฟผ่านเฉียดหน้าไปพอดี และนั่นคือสัญญาณเริ่มต้นของการแข่งขันในคืนนี้ เล็ทรีบะโไปตั้งหลักบนหลังคาตึกเรียนหนึ่งให้ไกลพอจากอีกฝ่าย ขณะที่ข้ามไปนั้น สายตาเขาก็มีโอกาสได้มองโรงเรียนของตัวเองในมุมสูงอย่างที่ปกติไม่เคยได้เห็น
เล็ทเกลียดที่นี่ โรงเรียนนี้เปรียบเสมือนคุกที่จองจำเขาอยู่ ห้ามทุกสิ่งที่อยากจะทำ จะเล่นดนตรีมันๆ ก็ไม่ได้ จะเต้นให้หลุดโลกไปเลยก็หาว่าไม่สุภาพหยาบคายอีก แถมกีฬาอะไรต่อมิอะไรก็ไม่มีให้เล่นยกเว้นก็แต่ว่ายน้ำเท่านั้น
สาเหตุไม่ได้ไปไหนไกลเลย เป็เพราะพวกคุณหนูทั้งหลายพากันบ่นกระปอดกระแปดว่าไม่อยากเล่นกีฬาอะไร เพราะเหงื่อจะออกสกปรกบ้างล่ะ เป็กีฬารุนแรงอาจได้รับาเ็บ้างล่ะ สุขภาพอ่อนแอบ้างล่ะ จนเขาอยากจะบ้าตายอยู่แล้ว
เขาไม่เถียงว่าที่นี่เป็โรงเรียนสำหรับฝึกให้นักเรียนเหมาะสม มีมารยาทงดงามเข้าสังคมไฮโซได้ เป็สิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต่างอยากให้ลูกได้จบออกมามีหน้ามีตาที่ดี แต่มันกีดกันทุกสิ่งที่ตัวเขาเป็...
เล็ทเป็เพียงเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่อยากจะคึกคะนองบ้างไปตามวัย เมื่อถูกสั่งห้ามจึงพาลให้หงุดหงิด จนเขากลายเป็เด็กนอกคอก ถูกเชิญผู้ปกครองมารับฟังเกี่ยวกับความประพฤติอันไม่เหมาะสมของเขาอยู่เป็ประจำ
จนกระทั่ง...เมื่อริสเข้ามาคุยด้วย
ตอนแรกเล็ทคิดว่าริสเป็แค่คุณหนูธรรมดาเหมือนคนอื่นซะอีก แต่เปล่าเลย เมื่อจู่ๆ คุณเธอก็ลากตัวเขามาบนดาดฟ้าแล้วะโลั่นดีใจที่พบคนที่เหมาะจะเป็เพื่อนกับตัวเองแล้ว แน่นอนว่านิสัยที่แท้จริงของคุณเธอนั้น คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก
พวกเขามีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง นั่นทำให้เขายอมทำตัวสงบเสงี่ยมเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น แต่พอลับหลังก็มาปลดปล่อยเต็มที่กับริส และมันดูจะสนุกมากขึ้นเมื่อมีเพื่อนทำด้วยกัน แล้วยิ่งได้พลังจากธรรมชาติอะไรนี่อีก ยิ่งทำให้ชีวิตที่แสนน่าเบื่อหน่ายสุดแสนจะจืดชืดนั้น มีสีสันขึ้นในพริบตาเดียว
“เสร็จฉันล่ะ” เล็ทว่าอย่างดีใจ เมื่อไล่ต้อนเด็กสาวจนจนมุมได้
ริสไม่แสดงท่าทีว่าเป็ผู้ด้อยกว่าแต่อย่างใด เธอยิ้มมุมปาก “แน่ใจเหรอ” เธอชี้นิ้วไปข้างบนทำให้เล็ทต้องเงยหน้ามองตาม แล้วก็ต้องพบกับไฟขนาดใหญ่พอๆกับลูกอุกกาบาตหล่นลงมาที่เขา
เล็ทรีบะโตีลังกาถอยหลังหลบ แต่ก็ยังไม่พ้นเปลวเพลิงอยู่ดี เสื้อตัวนอกถูกไฟไหม้ทันที ทว่านั่นยังไม่ทำให้เขาใเท่ากับตอนที่ร่างตัวเองหงายหลังข้ามรั้วที่เตี้ยเพียงเอวไป
“เล็ท!?” ริสเองก็ใเพราะไม่ได้คิดว่าเขาจะตกลงไปแบบนั้น
เด็กหนุ่มร้องลั่น มือรีบคว้าขอบหน้าต่างบนไว้เพื่อไม่ให้หล่นลงไปตาย แต่เขาคงร้องเสียงดังไปหน่อย ทำให้เหล่าคุณครูที่ยังอยู่ทำงาน่กลางคืนใหันมามองอย่างตื่นตระหนกว่าเกิดอะไรขึ้น
ครูผู้หญิงคนหนึ่งนั่งติดริมหน้าต่างที่เล็ทมาห้อยต่อยแต่งอยู่พอดี ร้องกรี๊ดดังลั่นด้วยความใ เมื่อเห็นบุคคลไฟลุกราวกับหนังคนไฟบินมาเกาะหน้าต่างตรงหน้าเธอ จนคิดว่าเขาเป็ผีไปแล้ว
เมื่อผู้หญิงคนนั้นหันหลังไปขอความช่วยเหลือ เล็ทก็รีบฉีดน้ำดับไฟใส่ตัวเองอย่างรวดเร็วจนเห็นเสื้อนอกของเขาเป็รูโหว่กว้าง ก่อนจะรู้สึกถึงแรงดึงจากข้างบน...ริสนั่นเอง
ทั้งคู่ได้ยินเสียงโหวกเหวกของครูสาวเมื่อกี้ ที่รีบร้องบอกครูคนอื่นที่อยู่ทำงานด้วยกันว่าตัวเองเห็นผีอยู่ข้างนอก
เล็ทกับริสรีบหนีขึ้นไปบนหลังคา ต่างฝ่ายต่างสบตากันก่อนจะปล่อยหัวเราะลั่นเต็มที่อย่างไม่กลัวจะโดนคนข้างล่างได้ยินกันเลยสักนิด