บทที่19. ออกเดินทางล้อรถม้าหมุนแล้ว
ยามเช้าตรู่เปลือกตาน้อยขยับยุกยิกก่อนจะลุกขึ้นนั่งบนเตียงผ้าห่มหล่นกองไปอยู่บนตักน้อยพุงที่เคยป่องยามนี้เหี่ยวยับย่นไปหมดจิ่วจิวนั่งตาปรืออยู่สักพักก็ออกปากเรียกหาท่านปู่
“ท่านปู่เ้าค้าาา”
“ตื่นแล้วหรือเ้าสิบสี่มาๆล้างหน้าล้างตากินข้าวเช้าจะได้ออกเดินทางกัน”
“เ้าค่า”รับคำทั้งที่ยังลืมตาไม่เต็มที่เช่นเดิมเมื่อล้างหน้าบ้วนปากในอ่างน้ำที่ท่านพ่อบ้านหวังฉีนำมาให้และเช็ดหน้าตาเรียบร้อยแล้วจึงสามารถลืมตาได้เต็มที่ขึ้น
“โฮ๊ะ!ฮึก! ฮืออ!ฮืออ! ใครๆ เป็ใครกัน”เสียงร้องใก่อนดวงตากลมโตจะฉ่ำวาวไปด้วยน้ำตาเอ่อคลอเพราะใที่เห็นใครก็ไม่รู้อยู่ในห้องแล้วท่านปู่ไปไหน ท่านตาพ่อบ้านไปไหน
“เ้าสิบสี่นี่ปู่เองปู่ไป๋เหิงของเ้าอย่างไรเล่า” ท่านผู้เฒ่าไป๋รีบเอ่ยปลอบหลานสาวเขาไม่คิดว่าหลานสาวจะใมากถึงเพียงนี้ด้วยเพราะการฝึกพลังปราณเมื่อคืนนี้ประกอบกับผลจากวารี์ในปริมาณสามหยดที่ดื่มกินพร้อมกับท้อเหมันต์ทำให้รูปลักษณ์จากชราคืนสู่ความเป็หนุ่มอีกครั้ง
“ท่านปู่หยือเ้าคะ”เมื่อคนตรงหน้าบอกว่าเป็ท่านปู่เสียงแหบแห้งก็เริ่มหยุดร้องไห้และจ้องมองคนตรงหน้าเขม็ง
“หน้าตาเหมือนท่านปู่จริงๆโด้ยยยแต่ไม่มีผิวเหี่ยวๆ ย่นๆ แล้ว”
“ใช่แล้วไม่เป็ตาแก่หนังเหี่ยวย่นแล้ว”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยตอบรับคำหลานสาวพร้อมหัวเราะเบาๆ
“ส่วนบ่าวเองก็คือพ่อบ้านหวังฉีขอรับคุณหนูสิบสี่นะขอรับ”
“ท่านตาพ่อบ้านหยือเ้าคะ”จิ่วจิวน้อยมองคนตรงหน้าที่ดูหนุ่มกว่าเดิมมากเช่นกัน
“ใช่ขอรับ”
แปะ!แปะ! จิ่วจิวน้อยยังงงอยู่มือน้อยยื่นออกไปจับที่แก้มของท่านปู่ทีแก้มท่านพ่อบ้านทีพร้อมดึงแก้มให้ยืดๆออกอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก
“เป็ผลมาจากท้อเหมันต์เพราะกินพร้อมกันกับวารี์ผลจึงออกมาเป็เช่นนี้”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยบอกหลานสาวอย่างนึกเอ็นดู
“จินพร้อมกันหยือเ้าคะ”
“ใช่แล้วเป็เช่นนี้ก็ดีได้เรี่ยวแรงกำลังวังชาสมัยยังหนุ่มกลับคืนมาทั้งยังสามารถอำพรางตัวตนได้เพราะผู้ที่จ้องเล่นงานตระกูลไป๋คงไม่คิดว่าเราจะมีรูปลักษณ์กลับไปเป็หนุ่มเช่นนี้ได้”ก่อนนี้ท่านผู้เฒ่าไป๋ดูเป็ชายชราผมขาวโพลน หนวดเคลาเป็สีขาวยาวเฟื้อยไปหมดแต่ตอนนี้กลับมาดูเหมือนบุรุษวัยเพียง40-50ปีเท่านั้นส่วนหนวดเครายาวเฟื้อยก็จัดการโกนออกไปหมดสิ้นแล้วส่วนทางพ่อบ้านหวังฉีก็ไม่ต่างกันนักดูเป็เพียงบุรุษวัยกลางคนเพียงเท่านั้น
เมื่อหายใและจิ่วจิวก็ไม่ร้องไห้อีกเดินเตาะแตะมานั่งกินข้าวกินขนมจนพุงป่องมองท่านปู่ที มองท่านตาพ่อบ้านทีจนกระทั่งถึงเวลาออกเดินทางท่านพ่อบ้านหวังฉีจึงเอาผิงกั่วปราณไปให้เ้าม้าที่เป็สัตว์อสูรได้กินตามคำสั่งท่านผู้เฒ่าไป๋ก่อนออกเดินทางซึ่งเ้าม้าทั้งสองตัวก็ดูคึกคักกันเป็พิเศษผิดจากเมื่อวานที่ดูหงอยเหงายิ่งนัก
ปลายยามเหม่า(05.00 – 06.59 น.)รถม้าของพวกเขาก็ออกเดินทางมุ่งหน้าลงสู่ทางใต้ของแคว้นซ่ง
“กุบกับกุบกับ กุบกับ” เสียงเล็กๆ กำลังออกเสียงเลียนแบบเสียงม้าที่กำลังวิ่งเหยาะๆอยู่พออยู่ในรถม้าไม่มีอันใดทำจิ่วจิวน้อยก็จะหยิบเอาเมล็ดพันธุ์พืชที่เก็บไว้ในกำไลมิติออกมาแล้วยัดใส่ลงในถุงมิติเพาะปลูกที่สะพายอยู่ทันทีจิ่วจิวคิดแค่ว่าปลูกเยอะก็จะมีของให้จินเยอะๆ
“เบื่อหรือไม่เ้าสิบสี่”
“อืมฉิบฉี่ไม่เบื่อเ้าค่ะ เราจะไปท่องทั่วหล้ากันใช่หยือไม่เ้าคะท่านปู่”
“ก็ไม่ผิดนักแต่การเดินทางครั้งนี้ก็เพื่อออกตามหาพ่อแม่พี่ชายและบรรดาลุงๆของเ้า”
“ฉิบฉี่หยักเจอคิดตึ๋งเ้าค่ะ” เสียงเล็กน่ารักเอ่ยออกมาในความทรงจำยังคงจดจำน้ำเสียงอบอุ่นของท่านพ่อและน้ำเสียงอ่อนโยนของท่านแม่ได้อยู่แม้จะเลือนรางแต่ก็นับว่ายังสลักอยู่ในจิตใจ
“ปู่เองก็อยากเจอทุกคนเราต้องหาพวกเขาเจอแน่นอน” ท่านผู้เฒ่าไป๋ลูบศีรษะหลานสาวไปมาเขารู้ดีว่าเ้าสิบสี่พิเศษกว่าเด็กวัยเดียวกันนางจดจำเื่ราวที่เกิดขึ้นตอนนั้นได้ ช่างน่าอัศจรรย์ที่เด็กเล็กเพียง1หนาวกลับมีความทรงจำ่เวลานั้นได้และโชคดีที่แม้จะมีความทรงจำที่ดูโหดร้ายแต่นางยังเติบโตมาเป็เด็กร่าเริงสดใสถึงเพียงนี้ หากเ้าสี่และสะใภ้สี่ได้มาเจอเ้าสิบสี่คงรักคงหลงบุตรสาวตัวน้อยนี้น่าดูเชียว
อีกด้านหนึ่งของเมืองชายแดนทางใต้ของแคว้นซ่ง…
นับจากวันที่พูดคุยกับภรรยาเื่ฝึกพลังปราณในป่าไป๋ซ่างจวินก็พาภรรยาอย่างเข้าป่าเพื่อดูดซับพลังปราณธรรมชาติที่มีอยู่เพียงน้อยนิดหวังเพียงว่าจะสามารถเพิ่มพลังปราณขึ้นมาให้สักหน่อยก็ยังดีแต่ก็แทบไม่ได้ผลเลยเพราะป่าที่นี่พลังปราณิญญาช่างบางเบาจนแทบไม่รู้สึกเลยว่ามีอยู่โดยการเข้าป่าแต่ละครั้งจะมีบ้านพี่สามที่ตอนนี้ไม่มีใครมีพลังปราณอยู่แล้วตามขึ้นเขามาด้วยแม้ไม่อาจดูดซับพลังปราณได้แต่ก็ถือว่ามาเป็เพื่อนกันและจะได้เก็บของป่าติดไม้ติดมือเอาไปขายในเมืองได้ด้วยนั้นเอง
“เ้าสี่น้องสะใภ้สี่มากินข้าวก่อนเถิด” ไป๋ซ่างิเอ่ยเรียกน้องชายและน้องสะใภ้เข้ามานั่งล้อมกินข้าวด้วยกันโดยมีสะใภ้สามกู้ปิงผิงกำลังหยิบอาหารออกมาจากตะกร้าให้ทุกคน
“ขอรับพี่สาม”ไป๋ซ่างจวินรับคำพี่ชายก่อนจะเดินไปที่ใต้ต้นไม้พร้อมภรรยา
ข้าวกลางวันของทั้งสี่เป็แผ่นแป้งย่างกับไข่ไก่ต้มคนละฟองเท่านั้น
“อีกห้าวันข้างหน้าข้าจะเดินทางไปเมืองท่าเรือที่เมืองกุยเพื่อหางานทำ”เมื่อกินข้าวกลางวันเรียบร้อยไป๋ซ่างิก็เอ่ยบอกคนเป็น้องชายขึ้นมา
“พี่สามจะไม่เสี่ยงไปหรือขอรับคนพวกนั้นอาจจะยังตามพวกเราอยู่”
“ไม่เป็ไรหรอกข้าคิดว่าจะปลอมตัวอำพรางหน้าตานิดหน่อยตอนนี้ก็ผ่านมาสองปีแล้วอีกอย่างสภาพเช่นนี้พวกนั้นไม่น่าจะจำได้ หากไม่ไปทำงานลูกเมียคงได้อดตายเป็แน่”ไป๋ซ่างิหรือนายท่านสามเขาเป็คนที่พูดน้อยที่สุดในบรรดาพี่น้อง แต่คราวนี้กลับพูดออกมามากมายกว่าปกติคงเพราะถึงจุดที่ไม่อาจนิ่งอยู่เฉยเช่นนี้ต่อไปได้แล้ว
“เช่นนั้นข้าจะไปด้วยขอรับ”
“ตอนนี้พี่ใหญ่ยังป่วยติดเตียงพี่รองก็เดินเหินไม่สะดวกเ้าสี่หากเ้าไปกับข้าที่นี่ก็จะไม่มีบุรุษที่แข็งแรงมากพอดูแลเด็กๆและสตรีที่เหลือนะ”
“อืมนั้นสิขอรับ” จากที่้าไปกับพี่สามแต่พอมาคิดถึงเื่นี้เขาก็อดเป็ห่วงคนที่เหลืออยู่ไม่ได้จริงๆ
“เอาเถิดเื่นี้ไว้กลับไปค่อยปรึกษากันอีกครั้ง”
ในที่ดินท้ายหมู่บ้านมีขนาดกว้างพอที่จะปลูกบ้านดินสี่หลังอยู่ในบริเวณเดียวกันได้ภายในบ้านดินซึ่งเป็บ้านของพี่ใหญ่ของตระกูลไป๋ มีสี่พี่น้องนั่งปรึกษาหารือกันอยู่ในห้องนอนของพี่ชายคนโตที่ป่วยติดเตียงไม่สามารถขยับร่างกายได้
“พวกเ้าไปเถิดน้องสามน้องสี่ข้าดูแลพี่ใหญ่และทุกคนที่นี่เองใจจริงข้าก็อยากไปด้วยแต่สภาพข้าที่ไม่ต่างจากคนพิการเช่นนี้คงไม่มีใคร้าจ้างงานหรอกอยู่ที่นี่ข้ายังสามารถขึ้นเขาหาของป่าแบกฟืนไปขายในเมืองได้ทั้งยังรับจ้างคัดตำราได้ด้วย”
“นั้นสิพวกเ้าไม่ต้องห่วงทางนี้ยังมีหลานชายพวกเ้าที่ดูแลข้าได้ไม่ต้องห่วงไปหรอก” ไป๋ซ่างอี้ผู้เป็พี่ชายคนโตกล่าวสนับสนุนขึ้น
“เช่นนั้นข้ากับเ้าสี่จะไปหางานที่นั่นดูก่อนแล้วจะรีบส่งข่าวกลับมาหากไปแล้วไม่ดีหรือดูแล้วเสี่ยงอันตรายเกินไปข้าจะรีบพากันกลับมาขอรับ”
เมื่อตกลงกันตามนั้นจึงเป็ไป๋ซ่างจวินและไป๋ซ่างิที่เดินทางไปหางานทำที่ท่าเรือเมืองกุยนั้นเอง....