ผกายฤกษ์นั่งเหม่ออยู่ในห้องพักคิดถึงครอบครัว ปัจจุบันยายของเธอเสียชีวิตแล้ว แอบได้ข่าวว่าพี่สาวฝาแฝดของเธอแต่งงานกับมหาเศรษฐีรุ่นคราวพ่อเป็ชาวอเมริกัน เ้าของบริษัทเดินเรือส่งสินค้าชื่อดัง นามว่า ไมเคิล ส่วนน้องสาวของเธอชื่อรัชนีกรซึ่งเพิ่งจบพยาบาล ก็ถูกอุปการะให้เรียนต่อปริญญาโทและไปอยู่ที่บ้านของไมเคิลด้วยอีกคน
ในวันที่ตนต้องตัดขาดจากครอบครัวเมื่อสองปีที่แล้วนั้น รัชนีกรได้แอบติดตามตนจนกระทั่งรู้ว่าผกายฤกษ์ต้องฝึกแปลงโฉมโดยมีแผลเป็ที่แก้มด้านซ้าย แต่งหน้าให้กลายเป็คนละคน ในวันนั้นรัชนีกรร้องไห้ เพราะไม่อยากให้ผกายฤกษ์ตัดขาดจากตน
“ทำไมพี่ต้องทำอย่างนี้ด้วย พี่ไม่รักพวกเราแล้วหรอ” รัชนีกรกล่าวอย่างสะอื้น
“รัชนีกร! ตามพี่มาทำไม พี่มีความจำเป็จริงๆ นะ พี่ทำงานเป็ตำรวจลับและไม่อยากให้ใครเป็อันตรายเพราะพี่ เข้าใจพี่เถอะนะน้องรัก” ผกายฤกษ์ใ
“งั้นก็ได้ค่ะ ต่อไปพวกเราก็ถือว่าเป็คนไม่รู้จักกัน ถ้าเห็นกันอีกก็อย่าได้ทักกันอีก” รัชนีกรพูดด้วยความโกรธ แล้ววิ่งหนีไปไม่หันกลับมามองอีกเลย
“พี่ขอโทษนะ น้องรัก ดูแลตัวเองด้วย” ผกายฤกษ์ได้แต่พึมพำอยู่กับตัวเอง
สักพักก็ได้ยินเสียงพรรณพระโเรียก
“ยายฤกษ์ นั่งเหม่ออะไรอีก เคาะประตูตั้งนานก็ไม่ยอมมาเปิด ี้เีหากุญแจ กะให้มาเปิดให้สักหน่อย” พรรณพรบ่น
“อื้อ โทษทีกำลังคิดถึงน้องสาวน่ะ” ผกายฤกษ์กล่าว
“ฉันรู้นะ ว่าเธอต้องปกปิดเื่ครอบครัว งั้นฉันจะไม่ถามเื่ส่วนตัวมาก อยากเล่าอะไรให้ฟัง ก็เล่ามาก็แล้วกัน”
“ขอบใจมากเพื่อนรัก ที่เข้าใจ” “แล้ววันนี้ทำข่าวอะไรมาล่ะ ทำไมถึงทำหน้ายุ่งอย่างนั้น”
“ก็ยายฝนเพื่อนของฉันไม่สบาย เลยให้ฉันไปสัมภาษณ์นางแบบชื่อสายชลแทน เห็นว่ากำลังเป็แฟนกับอำมรินทร์ นักธุรกิจเดินเรือชื่อดัง” พรรณพรเล่า
“ใช่คนเดียวกับที่พ่อของเขาชื่อไมเคิลหรือเปล่า เห็นได้ข่าวว่าไมเคิลเพิ่งแต่งงานใหม่กับภรรยาสาวชื่อภาณุมาศ”
“ใช่ คนเดียวกันนั่นแหละ”
“อ้าว งานสัมภาษณ์ก็เป็งานปกติของเธออยู่แล้วนี่ ทำไมทำหน้ายุ่งอย่างนั้น” ผกายฤกษ์สงสัย
“พอดีว่า ฉันแอบไปเห็นคุณอำนาจ นักธุรกิจค้ารังนกคอยตามจีบคุณสายชลเหมือนกัน และฉันก็ถ่ายรูปได้ แต่โดนบอดี้การ์ดส่วนตัวของเขาจับได้ เขาให้ฉันสัญญาว่าจะไม่ลงข่าวอะไรเกี่ยวกับเขาน่ะ”
“เธอไม่เป็อันตรายก็ดีแล้วไง”
“ปัญหาคือ ฉันดันไปยืมกล้องของยายฝนมาถ่าย และฉันก็ลืมลบภาพ ยายฝนก็ทำงานเร็วเสียเหลือเกิน รีบนำข่าวไปลงคอลัมน์เร็วมาก ลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“อ้าว อย่างนี้ เธอก็อาจเป็อันตรายได้นะ ให้ฉันคอยคุ้มกันให้มั้ย” ผกายฤกษ์ห่วงเพื่อน
“ไม่ต้องหรอกฤกษ์ ฉันโทรไปขอโทษคุณอำนาจแล้ว เขาก็แค่ะโด่าฉัน แต่เขาไม่ทำอันตรายฉันหรอก”
“เธอแน่ใจได้ยังไง” ผกายฤกษ์สงสัย
“เพราะความจริงเขาก็อยากเป็ข่าวกับนางแบบชื่อสายชลน่ะสิ เขา้าแย่งสายชลมาจากคุณอำมรินทร์ให้ได้น่ะ แต่ที่ต้องข่มขู่ฉัน ก็ทำแค่เพียงทำต่อหน้าคุณสายชลเท่านั้นแหละ”
“ผู้ชายคนนี้แผนสูงจริงๆ ยังไงเธอก็ต้องระวังตัวด้วยล่ะ” ผกายฤกษ์กล่าว
“อื้อ รู้แล้วล่ะ เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อนนะ”
สักพักก็มีเสียงมือถือดัง
“ฤกษ์เองค่ะ ว่าไง” ผกายฤกษ์รับโทรศัพท์
“เกิดคดีฆาตกรรมที่ห้องพักโรงแรม มือปืนบุกเข้าไปยิงนายอำพลกับภรรยา เสียชีวิตคาที่ รีบมาที่เกิดเหตุเร็วเข้า”
“จะรีบไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”
“ยายพรรณ ฉันมีงานด่วนไปก่อนนะ” ผกายฤกษ์ะโบอกเพื่อน
“อื้อ ระวังตัวด้วยล่ะ” พรรณพระโตอบรับ
*********************************************
ณ ห้องพัก โรงแรมแห่งหนึ่ง
ผกายฤกษ์มองเห็นเหยื่อทั้งสองถูกยิงที่หน้าผากระหว่างที่นอนหลับ คงใช้ปืนเก็บเสียง เด็กหญิงวัย 13 ขวบมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่เด็กหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้าเลยรอดมาได้ พอสอบปากคำ เด็กทำได้แต่เพียงร้องไห้และบอกว่าคนร้ายมาเพียงคนเดียวแต่มีผ้าคลุมหน้าไม่เห็นหน้าตา ดังนั้นผกายฤกษ์จึงรีบติดต่อญาติของเด็กและแนะนำให้พาไปพบจิตแพทย์ เพราะเด็กเห็นเหตุการณ์ฝังใจที่พ่อกับแม่เสียชีวิตต่อหน้าต่อตา
จากนั้นผกายฤกษ์จึงคุยกับสารวัตรทันที
“นี่เป็ศพที่ 5 แล้วนะ มันต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าผู้หญิงและค้ายาเสพติดแน่ๆ เลย” สารวัตรสันนิษฐาน
“เป็การฆ่าปิดปากอีกแล้วหรอคะ” ผกายฤกษ์กล่าว
“ต้องมีใครสักคนที่ทำธุรกิจสุจริตบังหน้า และลับหลังค้าผู้หญิงและค้ายาเสพติด เหยื่อเหล่านี้อาจจะรู้ตัวตนที่จริง เลยฆ่าปิดปาก” สารวัตรสันนิษฐาน
“นักฆ่าก็เป็มืออาชีพเสียด้วย สืบสาวหาตัวบงการยากมากเลยค่ะ” ผกายฤกษ์กล่าว
“นั่นน่ะสิ คงต้องรอผลชันสูตร ดูร่องรอยะุปืนไปก่อน เผื่อช่วยอะไรได้บ้าง” สารวัตรกล่าว
สักพักก็มีกลุ่มนักข่าวมารุมถ่ายรูปและมาสัมภาษณ์สารวัตร
ผกายฤกษ์มองเห็นพรรณพรก็มาด้วย พรรณพรแอบค้อนใส่เพราะเธอไม่ยอมบอกเลยว่ามีคดีฆาตกรรม ส่วนผกายฤกษ์ต้องทำเป็ไม่รู้จักพรรณพร เพื่อไม่คนภายนอกรู้ว่าทั้งสองรู้จักกัน