บทที่ 7
ข้อสงสัยที่กำลังถูกค้นหา
ตายยากเชียวนะมึง!
วินาทีที่แสนจะจวนตัวหูฟางเหมยฉวยได้ก้อนหินขนาดพอดีมือที่คว้าเอาได้แถวนั้นแล้วเขวี้ยงออกไปสุดแรง
โป๊ก!
ตรงจุด!
เป้าหมายหน้าคะมำลงไปกองกับพื้นทันทีอย่างแม่นยำ
เธอรีบปรี่เข้าไปหาสามีและลูกทั้งสองทันที ก่อนจะช่วยเสิ่นอี้เฉิงรับเอาเสิ่นอี้หรงมาช่วยอุ้มไว้พร้อมปลอบประโลมเรียกขวัญ
“ไม่เป็ไรแล้วนะลูก ชิงเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ พ่อกับแม่อยู่ตรงนี้แล้ว”
เด็กชายตัวน้อยเผลอกอดแม่เลี้ยงไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว
ขณะที่ท่าทางเป็ห่วงเป็ใยจนร้อนรนของนางอยู่ในสายตาของผู้เป็สามีอยู่ตลอด
“ไยจึงยอมเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้?”
“หากข้าไม่รีบมาขวางไว้จะจัดการเ้าโจรชั่วนี้ไว้ได้ทันรึไง?”
ไม่ใช่คำตอบที่เขา้า เสิ่นอี้เฉิงปรารถนาจะล่วงรู้ความ้าในส่วนลึกของนางมากกว่า
“ท่านแม่ทัพ! องค์หญิง! ท่านสองคนปลอดภัยดีรึไม่?” เสียงเจื้อยแจ้วที่ร้องถามอย่างตื่นตระหนกเร้าให้สองสามีภรรยาต้องหันไปมองพร้อมลูกน้อยอีกสองคน
“อื้อ พวกเราปลอดภัยดี”
หูฟางเหมยมองอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้วางใจ มิใช่ว่าเป็อาการหึงหวง หากแต่เพราะการปรากฏตัวของนางนั้นช่างดูผิดปกติ
“เหตุใดเ้าจึงมาเดินเล่นแถวยามค่ำมืด?”
“เอ่อ... คือข้า...”
“หรือว่าเ้าตั้งใจมาช่วยเสิ่นฮุ่ยชิงและเสิ่นฮุ่ยหรง?”
“ใช่ ข้าได้ยินว่าพวกเขาหายออกจากจวนไปจึงมาช่วยออกตามหา”
“ดียิ่งนัก ขอบน้ำใจเ้ามากจิงหลาน”
ขอบน้ำใจเ้ามากจิงหลาน
หูฟางเหมยแอบเบ้ปากแล้วล้อเลียนคำพูดของสามีอยู่ในใจแล้วจึงพาเด็กชายขึ้นม้าตัวเดิมที่ยืมชาวบ้านมาก่อนจะะโขึ้นซ้อนตาม
“ดึกมากแล้วข้าจะพาฮุ่ยหรงกลับจวนก่อน หากพวกเ้าสองคนอยากซาบซึ้งกันต่อก็เชิญตามสบาย ฮุ่ยชิงอยากกลับพร้อมแม่รึไม่?”
เด็กหญิงพยักหน้าหงึกในอ้อมกอดของบิดา แล้วทำท่าจะโผขึ้นม้าไปนั่งรวมกันกับน้องชาย
“ไม่ต้อง ๆ เราจะกลับกันแล้ว เ้ากลับกับพ่อนั้นถูกต้องแล้วชิงเอ๋อร์” เสิ่นอี้เฉิงรีบดึงบุตรสาวกลับมาแล้วะโขึ้นหลังม้าที่ตนเองก็ฉวยมาจากชาวบ้านแถบนั้นเช่นกัน
ขณะนั้นกองทหารอารักขาก็กรูกันเข้ามานับสิบนายเพื่อจัดการกับร่างอันไร้สติของบุรุษชุดดำที่นอนเือาบศีรษะอยู่บนพื้น
แม้จะรู้สึกดีที่สามีหมุนตัวจากมาโดยไม่ร่ำลาแม่นางเอกสักคำเดียว แต่อีกใจก็นึกสงสารใบหน้าระห้อยนั้นของนาง
ความรู้สึกนี้ที่ตัวร้ายในเื่มักจะเป็กันสินะ
จะอย่างไรก็ช่าง เวลานี้เธอจะต้องพลิกบทบาทให้องค์หญิงฟางเหม่ยเจินกลับมาเป็นางเอกให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นการกลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ก็คงสูญเปล่า
เธอนั่งมองอยู่นานแล้วที่ได้เห็นว่าหนิงจิงหลานนั้นดูจะทำให้เด็กทั้งสองคนหัวเราะอย่างสดใสร่าเริง นางทั้งเก่งดนตรี ศิลปะและวาดเขียน เสิ่นฮุ่ยชิงและเสิ่นฮุ่ยหรงล้วนเพลิดเพลินส่งเสียงเจื้อยแจ้วน่าเอ็นดูขณะนั่งอยู่บนสนามหญ้าใต้กุ้ยฮวาใกล้สระบัวโดยมีผ้าไหมนุ่มลื่นปูรองราวกับภาพปิกนิกที่สวนสาธารณะ ข้าง ๆกันมีแม่นมฉีลี่คอยปรนนิบัติดูแลความเรียบร้อยอยู่ด้วย
“เหตุใดพักนี้องค์หญิงดูจะเมตตาเด็กสองคนนั้นจังเพคะ หรือว่าเพราะเตรียมจะให้เสิ่นฮุ่ยหรงเป็รัชทายาท...”
“ข้าตั้งใจไว้เช่นนั้นหรือ?”
เยว่หลิงถึงกับประหม่าทันทีเมื่อถูกนายหญิงย้อนกลับ
“หม่อมฉันสมควรตาย!” แล้วรีบคุกเข่าลงกับพื้น
“ทำอะไรของเ้า? ข้าเพียงถาม” หูฟางเหมยอธิบายแล้วกุลีกุจอไปประคองร่างของคนสนิทขึ้นมา
“หม่อมฉันเพียงแปลกใจที่เห็นว่าทรงทำดีกับธิดาและบุตรของเหยียนเจียวอันเพคะ”
“เด็กก็คือเด็ก... ข้าทำดีกับเขาไม่จำเป็ต้องมีเงื่อนไขใดหรอกเยว่หลิง อดีตที่ผ่านมาไม่รู้ว่าข้าสร้างบาปเคราะห์อะไรเอาไว้บ้าง เ่าั้จะทำให้บั้นปลายชีวิตของข้ามีความสุขจริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ส่วนปัจจุบัน... ข้าไม่รับปากด้วยความดีหรอก แต่จะอยู่ด้วยความเข้าใจร่วมกับทุกคนให้ได้... หรือว่าเ้าไม่ชอบที่ข้าเป็เช่นนี้?”
“ชอบเพคะ หม่อมฉันชอบมากที่องค์หญิงทรงโอบอ้อมอารี แม้จะดูเป็คนอื่นไม่เหมือนกับองค์หญิงฟางเหม่ยเจินที่หม่อมฉันได้ดูแลมาั้แ่เล็ก แต่หม่อมฉันก็ยินดีมากที่พระองค์เป็เช่นนี้ ยิ่งทรงเมตตากับเด็กสองคนนั้นหม่อมฉันก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณพระองค์แทนพวกเขา ยังไม่รวมกับที่ทรงเอื้อเฟื้อต่อเหล่าบริวารในการดูแลอีกตั้งมาก พักนี้หม่อมฉันได้รับคำสรรเสริญต่อองค์หญิงจากพวกเขาไม่ขาดปากเลยเพคะ มันทำให้หม่อมฉันปลื้มปีติตามพระองค์ไปด้วย”
“ที่ผ่านมาเ้าคงลำบากใจมากสินะเยว่หลิง...”
นางกำนัลน้อยทำเพียงก้มหน้าเพื่อหลบซ่อนสายตาแห่งความกระอักกระอ่วน
“แต่ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็ยังเป็ห่วงองค์หญิงนะเพคะ”
“ห่วงเื่อะไรอีก?” เธอย้อนถามพร้อมยิ้มเอ็นดู
“เพราะพระองค์ได้รับภารกิจมาจากเหอชินอ๋องและสกุลหู... หากทรงปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้พวกเขาไม่พอใจได้นะเพคะ”
“เื่นี้ข้าก็กำลังคิดหาทางออกอยู่ สิ่งที่พวกเขากำลังทำนั้นไม่ถูกต้องเลยสักนิด...”
“บัดนี้พระองค์ทรงเลือกข้างชัดเจนแล้วที่จะอยู่ฝ่ายท่านแม่ทัพ แต่ในขณะเดียวกันเขากลับไม่เป็มิตรกับพระองค์... จะคุ้มค่ากับความตั้งใจอันดีของพระองค์หรือเพคะ?”
“แต่มันคือสิ่งที่ถูกต้อง ข้าเลือกจะมีเขาเป็สวามีแล้วก็ต้องร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปให้ถึงที่สุด”
เยว่หลิงยิ้มกว้างที่ได้ฟังปณิธานของนายหญิงเช่นนี้
“หม่อมฉันก็จะอยู่เคียงข้างกับองค์หญิงเช่นกันเพคะ”
“ขอบใจเ้ามากนะเยว่หลิง... แล้วเื่ที่ข้าให้ไปสืบล่ะ มีอัปเดตบ้างมั้ย?”
“อัปเดต?”
“หมายถึง... มีรายงานความคืบหน้าบ้างมั้ย?”
“มีเพคะ หม่อมฉันให้เขารออยู่หลังจวน จะเชิญเขาเข้ามาพบหรือไม่เพคะ?”
“อื้อ เรียกเขาเข้ามา”
“เป็บุคคลนิรนามขอรับใต้เท้า เขาสิ้นใจเพราะทนฤทธิ์าแจากธนูและก้อนหินไม่ไหวขณะถูกส่งตัวมาที่หอบัญชาการขอรับ”
“ริอ่านเป็โจรชั่วแต่กลับใจเสาะยิ่งนัก!”
“ส่วนสาเหตุที่ท่านแม่ทัพสงสัยว่าเป็แผนการณ์ขององค์หญิงฟางเหม่ยเจินก็ยังไม่พบความเชื่อมโยงขอรับ คิดว่านางน่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้”
“อย่าประมาท... ยังต้องคอยจับตานางดูไว้ ยิ่งมีท่าทีประหลาดผิดแผลกไปจากเดิมก็ยิ่งไม่น่าไว้วางใจ”
“แต่นางก็เสี่ยงตายเพื่อคุณหนูทั้งสองนะขอรับ”
“เพราะเยี่ยงนั้นข้าถึงอยากรู้ว่านางออกโรงออกแรงไปขนาดนั้นเพื่อเหตุใด ไหนจะเื่ที่อุตส่าห์ออกตัวเป็ปรปักษ์กับเหอชินอ๋องกลางท้องพระโรงนั่นอีก ไม่รู้ว่าพวกตระกูลหูมีแผนการร้ายอะไรอีก เ้าอย่าได้หลงกลพวกคนเ้าเล่ห์เป็อันขาด”
จ้าวอวิ๋นเฟิงผงกศีรษะรับทราบเจตนารมณ์ของเ้านาย
“ระหว่างนี้คอยหาอุบายให้หนิงจิงหลานมาที่จวนบ่อยๆ เพื่ออยู่กับเด็ก ๆ ด้วย”
“ขอรับใต้เท้าข้าน้อยจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”
เยว่หลิงพาแขกคนสำคัญไปนั่งยังเก้าอี้ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับนายหญิงตามคำสั่ง
“นางคือซือเจีย... อดีตแม่นมของแม่ทัพเสิ่นเพคะ” นางแนะนำ
“เ้าคือคนที่รู้เื่เหตุการณ์ทั้งหมดใช่หรือไม่?”
“อะองค์หญิงทรง้าทราบเื่อะไรหรือเพคะ บ่าวรับรู้เพียงบางเื่เท่านั้น” หญิงสูงวัยตอบตะกุกตะกัก
“ไม่ต้องกลัวนะท่านผู้เฒ่า ข้าเพียง้าสืบหาความจริงเกี่ยวกับการตายของ... เหยียนเจียวอัน”
“เื่นั้น...!”
“หากท่านยังลังเลที่จะพูด... สิ่งที่ท่านสมควรจะหวาดกลัวที่สุดควรจะเป็ข้า... มิใช่หรือ?” หูฟางเหมยสวมใบหน้าอำมหิตแล้วโน้มไปใกล้คู่สนทนาอย่างน่าหวาดหวั่น
“อะองค์หญิง! บ่าวพูดแล้ว ๆ คืนนั้นที่ทิศเหนือของสระบัวเสิ่นฮูหยินออกไปพบใครบางคนที่นั่นเพคะ”
“ใคร? นางออกไปพบใคร?!”