กล้าปล่อยมือหลังจากกอดพ่อของตนสักพัก กล้าผละตัวออกมานึกเขินอายที่พรวดพราดเข้าไปกอดชายผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ บางทีคนผู้นี้อาจจะไม่ใช่พ่อของเขาแต่เป็คนหน้าตาเหมือนอย่างคุณหญิงชื่น ในฝันประหลาด ๆ แบบนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ หลังจากผละตัวออกมาแล้วกล้าเช็ดน้ำตาตัวเองปรอย ๆ ต่างสร้างความเอ็นดูให้แก่ผู้คนที่จับจ้องอยู่ คุณหญิงชื่นเมื่อเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถาม
“ให้บ่าวตั้งสำรับเลยหรือไม่เ้าคะคุณพี่”
“อืม กินกันเสียที่เรือนเล็กของพ่อกล้านี้เถิด แลเื่ที่น้องชายตกน้ำแม่แก้วรู้หรือไม่”
“ยังมิรู้เ้าค่ะ ดิฉันเกรงว่าแม่แก้วจักทุกข์ใจเลยมิได้ให้คนไปแจ้งข่าว อีกอย่างเห็นอาการของพ่อกล้าทุเลาแล้ว น้องเลย...”
“ทำถูกแล้ว หากบอกกล่าวแม่แก้วไปจักตกอกใเป็ห่วงเป็หาน้องอีก แม่แก้วก็ออกเรือนไปแล้ว แลให้เขาดูแลเรือนนู้นไปเสีย ส่วนเื่พ่อกล้าก็มิต้องให้แม่แก้วรู้”
“เ้าค่ะคุณพี่” คุณหญิงชื่นหันไปหาแย้มที่นั่งพับเพียบอยู่ใกล้ ๆ ลงไปบอกบ่าวในครัวให้รีบจัดสำรับขึ้นมาที่เรือนของพ่อกล้า
“เชิญคุณพี่นั่งรอที่ตั่งเถิดเ้าค่ะ”
พระยาศรีสุริยาเดโชเดินเข้าไปนั่งบนตั่ง ระหว่างที่รอสำรับส่วนคุณหญิงชื่นก็ตะเตรียมน้ำลอยดอกมะลิให้สามีดื่ม ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเป็การกระทำของคู่สามีภรรยาที่ปรนนิบัติ ต่อกัน ดั่งเช่นคนไทยในสมัยโบราณที่ยึดถือผู้ชายออกไปทำงาน ส่วนผู้หญิงก็ปกครองเรือนดูแลความเป็ระเบียบเรียบร้อย คำพูดที่พระยาศรีสุริยาเดโชพูดกับคุณหญิงชื่นเื่แม่แก้วนั้นยังคงคาใจของกล้า หรือว่า... แม่แก้วที่ทั้งสองพูดถึงจะเป็พี่สาวแท้ ๆ ของตนอีกคนที่อยู่ในละครเื่นี้
“ยืนมองกระไรพ่อกล้ามานั่งเสีย ร้องห่มร้องได้เยี่ยงเด็กมิอายบ่าวมันรึ” เสียงเอ็ดของคุณหญิงชื่นดังขึ้น
“ครับ เอ๊ย ขอรับ” กล้าค่อยเดินเขาไปใกล้ ๆ แล้วคลานเข่าเข้าไปนั่งพับเพียบลงข้าง ๆ บุพการีทั้งสอง “ลูกอยากเจอพี่แก้วครับ เอ๊ย ขอรับ”
“หากพ่ออยากเจอพี่เ้า ก็รอหายดีแล้วค่อยไปเยี่ยมหา ครั้นไปเพลานี้ประเดี๋ยวจักเจ็บไข้อีก”
“แต่ลูก...”
“มิมีแต่” คำพูดหนักแน่นจากพระยาศรีสุริยาเดโช ทำให้กล้าไม่กล้าต่อล้อต่อเถียง สาเหตุที่เขาอยากไปเจอแม่แก้วนั้นเป็เพราะตนอยากพิสูจน์ว่าคนชื่อแม่แก้วที่พระยาศรีสุริยาเดโชเอ่ยถึงนั้นใช่พี่สาวของตนอย่างที่คาดไว้หรือเปล่าเพียงเท่านั้น
“สำรับมาแล้วเ้าค่ะ”
บ่าวหญิงสี่คนที่กล้าไม่คุ้นชินเดินยกสำรับขึ้นเรือน แล้วนำไปจัดวางตรงกลางตั่ง เมื่อเปิดผอบออก อาหารไทยหน้าตาและสีสันน่ารับประทานถูกจัดวางไว้อย่างประณีตสวยงามทั้งยังมีผักแกะสลัก กล้ามองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าอาหารเหล่านี้เป็อะไรบ้าง เพราะคุ้นชินกับอาหารพวกนี้เป็อย่างดี แกงเทโพซึ่งเป็แกงที่ทำจากปลาเทโพเนื่องจากวิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อนผูกพันกับน้ำ ดังนั้นอาหารส่วนมากจึงมีส่วนประกอบเป็พวกปลาน้ำจืดเสียส่วนมาก รวมถึงแกงเทโพที่จัดจานอยู่ตรงหน้า หากเป็ปัจจุบันแกงเทโพจะทำจากเนื้อหมูสามชั้นแทนเนื่องจากปลาเทโพนั้นหายากจึงนิยมใช้เนื้อหมูมาทำแทน แต่ยังคงมียอดผักบุ้งและกะทิข้นแตกมันที่เห็นปราดเดียวก็รู้ได้เลยว่าเป็เอกลักษณ์ของแกงนี้ คุณหญิงชื่นล้างแล้วมือแล้วบรรจงตักเนื้อปลาและน้ำแกงให้กับพระยาศรีสุริยาเดโชอย่างละเมียดละไม จากนั้นเขาก็ตักให้กล้าบ้าง ปากก็เอ่ยบอกว่าเป็ของชอบของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนและคะยั้นคะยอให้กล้ารับประทานเยอะ ๆ จะได้หายไข้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ววัน
กล้าจับช้อนสังกะสีสีเขียวตักข้าวและน้ำแกงเข้าปาก รสชาติของอาหารที่กองละครเื่นี้เตรียมมานั้นถือว่าเป็อาหารที่อร่อยทีเดียว รสชาติและเนื้อััของเนื้อปลานุ่มละมุนลิ้น น้ำแกงผสมผสานความเผ็ดหวานมันได้อย่างลงตัว และผักบุ้งที่กรุบกรอบทำให้รสชาติของอาหารจานนี้อร่อยถูกปากของกล้า คุณหญิงชื่นเมื่อเห็นลูกชายของตนทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
“กินคาวเสร็จแล้วต้องกินหวาน พ่อกล้าลองขนมเปียกปูนอ่อนกะทิสดนี่ดู หมากพร้าวแม่ได้มาจากคุณหญิงลำดวนส่งมาจากเมืองสาครบุรีเทียวหนา”
“คะ ขอรับ” กล้ารับขนมเปียกปูนมาจากคุณหญิงชื่นแล้วตักเข้าปาก
สายตาของบุพการีทั้งสองที่มองมายังกล้า ที่กำลังตักขนมเข้าปากเหมือนเด็กที่กำลังตื่นเต้นกับขนมหวาน พลางนึกเอ็นดูอยู่ในใจแม้จักโตจนเข้าสู่วัยหนุ่มแล้วแต่พ่อกล้าก็ยังมิได้เข้ารับราชการเยี่ยงบุตรของพระยาคนอื่น วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเตร่ที่บ่อนไก่จนเป็ที่ครหาของชาวบ้านไปทั่วพระนคร แม้บางครั้งที่สองพ่อลูกมีปากเสียงกันจนพ่อกล้าเตลิดหนีออกเรือนไปนอนหอโคมแดงอยู่หลายคราแต่พ่อกล้าในวันนี้กลับดูผิดแปลกไปมากนัก แววตาของกล้าดูอ่อนโยนมิได้แข็งกระด้างเหมือนแต่ก่อน คนเป็ลูกเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคนได้เยี่ยงนี้เพียงชั่วยาม ไยคนเป็พ่อเป็แม่จะไม่รู้ พระยาศรีสุริยาเดโชมองหน้าแม่ชื่น นึกอยากเอ่ยปากถามให้รู้ความเสียตรงนี้ คุณหญิงชื่นเช็ดปากล้างมือพลันเอ่ยขัดก่อนที่พระยาศรีสุริยาเดโชจะได้เอ่ยอันใดออกมา
“พ่อกับแม่กินอิ่มแล้ว พ่อกล้าไปอาบน้ำอาบท่าเสีย เพลาย่ำค่ำแม่จักให้บ่าวต้มยาไปให้ที่หอนอน”
“ขอรับถ้าอย่างนั้นผมขอตัว” กล้าคลานเข่าออกไปจากโต๊ะอาหารแล้วกลับเข้าห้องนอน
“คุณพี่มีเหตุอันใดจักถามค่อยกลับไปคุยที่เรือนใหญ่เถิดเ้าค่ะ น้องจักเล่าตามความจริง”
พระยาศรีสุริยาเดโชและคุณหญิงชื่นเดินกลับเรือนใหญ่พร้อมกับความคลางแคลงใจเื่บุตรชายของตน เมื่อกลับถึงเรือนใหญ่คุณหญิงชื่นก็ไล่บ่าวลงเรือน เนื่องจากอยากคุยเื่ของพ่อกล้าอย่างลับ ๆ กับพระยาศรีสุริยาเดโช เมื่อเล่าความจริงกับผู้เป็ใหญ่ในเรือนฟัง พระยาศรีสุริยาเดโชก็ถึงกับกุมขมับ “จักว่าผีพรายเข้าสิงสู่ก็มิใช่ พุทธคุณหลวงพ่อเงินที่คล้องบนคอแลน้ำมนต์จากหลวงพ่อเทียนคงขับไล่มันไป เช่นนั้นแล้วคำบอกเล่าจากไอ้ด่างที่หลวงพอเทียนได้กล่าวว่าคนผู้นี้มาไกลนั้น ช่างน่าสงสัยยิ่ง แม่ชื่นเห็นชอบว่าเยี่ยงไร”
“น้องมิรู้เ้าค่ะ พ่อกล้าคนนี้แม้วาจากิริยาจะแปร่งหูไปบ้าง แต่กระนั้นหาใช่ว่าจักมิรู้ความ หากสั่งสอนขัดเกลาเสียหน่อย น้องว่า...”
“หากเขามิใช่ลูกเราเล่าแม่ชื่น”
“จักใช่หรือไม่ใช่นั้นมิสำคัญเท่าความรักที่ดิฉันมีให้ลูกดอกเ้าค่ะ อ้อมกอดของพ่อกล้าที่โอบกอดน้องหาใช่จากผีพรายตนไหนที่จักสำแดงได้ แต่หากเป็เพราะเขาคิดถึงผู้เป็แม่ของเขาอย่างแท้จริง คุณพี่ก็ได้ััแล้วใช่หรือไม่ อ้อมกอดของพ่อกล้าที่ถวิลหาคุณพี่นั้นเป็แน่แท้เ้าค่ะ”
“หากต่อจากนี้ไปก็คงสุดแล้วแต่เวรแต่กรรมเถิด”
“เ้าค่ะน้องจักทำหน้าที่แม่ของเขาต่อไปเ้าค่ะ”
“เห็นทีคงเป็เช่นนั้นแล”
การสนทนากันระหว่างผู้ปกครองเรือนพระยาศรีสุริยาเดโชจบลง แม้ทั้งสองจะคลางแคลงใจแต่สุดท้ายแล้วเขาก็คงปล่อยให้เป็เื่ของเวรกรรมเพราะสิ่งที่เขาสงสัยนั้นไม่อาจพิสูจน์ได้
กล้ากลับเข้าห้องลงกลอนประตูพลันสำรวจข้าวของภายในห้องมีหีบไม้ห้าหีบที่เต็มไปด้วยโจงกระเบน เสื้อแขนสั้นติดกระดุม และหีบเล็กบรรจุถุงใส่สิ่งของบางอย่างกล้าเปิดดู ภายในถุงพบว่ามีเงินโบราณอยู่ สิ่งนี่น่าจะเรียกว่าเงินพดด้วงมันมีสัญลักษณ์รูปปราสาทปั๊มตราอยู่ในนั้น เขาจัดการเก็บมันลงหีบตามเดิมแล้วเดินสำรวจต่อ ห้องนอนนี้มีมุ้งที่พับเก็บไว้อย่างเป็ระเบียบ บนเตียงเป็ฟูกที่ภายในยัดนุ่นจนแน่น กล้าเอนตัวลงนอนต่อให้จะไม่นุ่มเท่ากับเตียงในห้องของเขา จริงสิ เราต้องรีบตื่น กล้าไปปลดกลอนประตูออก แต่กลับพบว่ามีชายผิวเข้มหน้าตาดูอ่อนวัยกว่าด่างยื่นเฝ้าอยู่หน้าห้องของเขา กล้าไม่สนใจเขากำลังจะลงจากเรือนแล้วตรงไปที่ท่าน้ำ
“คุณกล้าจักไปไหนขอรับ”
“ไปท่าน้ำ”
“มิได้หนาขอรับ คุณหญิงชื่นท่านสั่งไว้ห้ามคุณกล้าเข้าใกล้ท่าน้ำขอรับ”
“ทำไมถึงห้าม ผมจะไปเล่นน้ำ”
“อย่าเลยขอรับคุณกล้า หากเป็อันใดไปอีกบ่าวคงโดนโบยเยี่ยงพี่ด่างแน่ขอรับ”
คำพูดของเขาสะกิดความรู้สึกสำนึกผิดในตัวกล้า “จริงสิ ด่างอยู่ไหน”
“พี่ด่างนอนอยู่ที่เรือนบ่าวไพร่ด่านหลังโรงครัวขอรับ”
“แล้วนายเป็ใคร”
“ผมชื่อไอ้แดงเป็น้องพี่ด่าง คุณกล้าลืมไปแล้วหรือขอรับ”
“เออ เอาไว้ก่อน พาผมไปหาด่างที”
“คุณกล้าสัญญากับบ่าวก่อนได้หรือไม่ขอรับว่าจักมิเข้าใกล้ท่าน้ำ”
“เออ สัญญา ไม่ลงน้ำแล้ว พาผมไปหาด่างหน่อยไม่รู้เป็ยังไงบ้าง”
“บ่าวจักพาไปขอรับ”
บ่าวชื่อแดงเดินนำทางกล้าลงจากเรือนไปหาด่างที่เรือนของบ่าวไพร่ พอมาถึงก็พบกับเรือนหลังเล็ก ๆ ที่ทำมาจากไม้ไผ่พื้นเรือนยกสูงจากพื้นไม่มากนัก “เชิญทางนี้ขอรับคุณกล้า” แดงเปิดประตูให้กล้าเข้าไป พอเข้ามาภายในกล้าก็เห็นว่าด่างกำลังนอนคว่ำอยู่บนเตียงไม้ไผ่ แผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ทางยาวจากแรงหวาย
“คุณกล้ามาที่เรือนบ่าวไพร่เยี่ยงนี้ หากคุณหญิงรู้พวกบ่าวจักโดนเอ็ดหนาขอรับ” ด่างพยายามยันตัวเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นว่าคุณกล้าเข้ามาในเรือนของตน
“ไม่ต้องลุกขึ้นมาหรอกนอนแบบนั้นแหละ เจ็บมากไหมด่าง”
“ขอรับ”
“เจ็บจริง ๆ เลยใช่ไหม ไม่ใช่เอฟเฟคใช่มะ”
“เจ็บจริงขอรับ บ่าวมิรู้ว่าเอเฟกคืออันใด กราบอภัยด้วยขอรับ”
กล้าขยับเข้าไปใกล้ด่างพลันใช้มือแตะลงไปเบา ๆ บนรอยแผลที่มีไพลสีเหลือง ๆ ทาไปทั่วรอยแผล ซึ่งแผลบนหลังของด่างไม่ได้เกิดจากการตกแต่งทำแผลปลอมแน่ ๆ แต่นี่คือรอยแผลที่เกิดจากการโดนฟาดจนเนื้อปริแตกของจริง เอ่อ... มันเป็ละครจริง ๆ หรือเปล่า ทำไมถึงได้ลงไม้ลงมือกันจริงอย่างนี้ กล้าเริ่มรู้สึกสับสนกับความฝันที่สมจริงจนเขาเริ่มกังวล แล้วถ้าหากว่านี่ไม่ใช่ฝันละ มีอีกอย่างที่เขาจะพิสูจน์ได้ กล้าเหลือบสายตาไปเจอกับมีดปลายแหลมที่วางอยู่ในถาดไพล เขาหยิบมันขึ้นมาแล้วใช้ปลายแหลมจิ้มลงมาที่ปลายนิ้วชี้ “โอ้ย” หยดเืสีแดงไหลซึมออกมาจากาแ
“คุณกล้าทำอันใดขอรับ ไยจึงทำเยี่ยงนั้น” แดงรีบแย่งมีดออกจากมือของกล้า แต่กลับไม่มีคำตอบใดกลับมา
ความรู้สึกเจ็บแผ่เข้ามาในความรู้สึกของกล้า เืสีแดงที่ไหลซึมออกมาเป็สิ่งที่ยืนยันได้แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ใช่ความฝัน รสชาติของอาหารที่เขาทาน และความเจ็บจากาแที่เข้าสร้างขึ้น ทั้งหมดนี้เป็สิ่งที่ยืนยันได้แล้วว่า ณ ที่แห่งนี้ไม่ใช่ความฝันแต่เป็เื่จริงที่เหมือนว่าจะย้อนกลับมาในอดีต “นี่มันเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้ยังไง ผมหลงเข้ามาในอดีตอย่างนั้นเหรอ...”