เถียนฮวนยกมือปิดปาก หัวเราะจนตาหยี “ท่านคาดการณ์ไว้หมดแล้วใช่ไหมว่าพวกเขาจะให้พวกเราแยกบ้าน ถึงบอกข้าแต่แรกว่าไม่ต้องใส่ใจคำสั่งของท่านพ่อมากนัก”
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า “ใช่ เดิมทีข้าอยู่แต่ในบ้าน พวกเขาใช้งานข้าเยี่ยงลา ทว่าเพราะพวกเขาเลี้ยงข้ามาข้าจึงยอมให้พวกเขาใช้งานอย่างไรก็ได้ แต่เ้าต่างออกไป เ้าไม่ได้ติดหนี้บุญคุณพวกเขาเหตุใดต้องยอมให้เขาใช้งานด้วยเล่า อีกอย่างเ้าก็เก่งเสียขนาดนี้ ถ้าพวกเขารู้ว่าเ้ามีประโยชน์ข้ารับรองได้เลยว่าเ้าจะถูกใช้งานหนักกว่าเดิมเป็แน่ ข้าไม่ยอมเด็ดขาด”
เถียนฮวนกะพริบตาปริบๆ “แต่ข้าแต่งเข้ามาก็ต้องปรนนิบัติครอบครัวสามี ท่านไม่พอใจอันใดหรือ”
“ประการแรก เ้าคือภรรยาข้า แล้วค่อยเป็ลูกสะใภ้ตระกูลกู้ ต่อให้ต้องปรนนิบัติก็ต้องเริ่มจากข้าก่อนสิ!” กู้ฉางสุ่ยเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน “คุณงามความดีของเ้าข้ายังไม่ได้ชื่นชมเลย จะให้คนอื่นมาได้ไปก่อน ข้าไม่ยอมหรอก!”
เขากล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย ไร้ความประหม่า
เถียนฮวนเบิกตาโตด้วยความตกตะลึง
บุรุษผู้นี้ยามเอ่ยถ้อยคำเ่าั้ กลับดูสง่างามผ่าเผยราวกับกำลังกล่าวหลักธรรมคำสอนอันชอบธรรมก็ไม่ปาน!
ดวงหน้าของนางแดงระเรื่อ หัวใจเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก
“กล่าววกไปวนมา สุดท้ายท่านก็อยากให้ข้าปรนนิบัติท่านมิใช่หรือ!” นางแหวใส่ด้วยท่าทีเขินอาย
“ไม่เหมือนกันสักหน่อย พวกเราเป็สามีภรรยากัน ต้องอยู่ด้วยกันไปทั้งชีวิต เ้าปรนนิบัติข้าข้าก็จะปรนนิบัติเ้าเช่นกัน!” กู้ฉางสุ่ยยิ้มพลางรับห่อผ้าจากมือนางมาแบกไว้บนบ่ามือใหญ่เอื้อมไปจับมือนุ่มนิ่มของนางไว้แน่น “ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน!”
“...อืม”
คำว่า ‘บ้าน’ที่เขาเอ่ยออกมานั้นแ่เบา แต่กลับทำให้ใจของนางสั่นไหว
นานแล้วที่ไม่มีผู้ใดพูดกับนางเช่นนี้...
ั้แ่บ้านตระกูลเถียนล่มสลาย นางกับมารดาก็ต้องพึ่งท่านตาอาศัยอยู่บ้านตระกูลถัง
ท่านลุงก็จ้องจะฉกชิงตำรับลับของตระกูลเถียนที่ร่ำลือกันว่าตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นทำทุกวิถีทางเพื่อให้นางยอมมอบตำรับลับ
ป้าสะใภ้กับญาติผู้พี่เอาแต่ย้ำเตือนนางอยู่ไม่ขาดว่านางเป็คนนอก ในเมื่อมากินอยู่กับเขาโดยไม่เสียสิ่งใดย่อมต้องตอบแทนบุญคุณ
ตลอดสามปี นางกับมารดาทำงานจิปาถะภายในบ้านท่านลุงทั้งหมด
ต่อให้พวกนางทำงานอย่างหนัก ป้าสะใภ้กับญาติผู้พี่ก็ไร้ไมตรีจิต
บ้านตระกูลถังไร้ความอบอุ่น...ยังจะเรียกว่าบ้านได้อีกหรือ
อยู่มาตั้งสามปี แต่ในใจเถียนฮวนก็ไม่เคยนับที่นั่นเป็บ้านเลยสักครั้ง
ทว่าตอนนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นางมีบ้านเป็ของตัวเองเสียที
บ้านเล็กๆ ที่เป็ของนางกับสามีเท่านั้น...บ้านที่เป็ของนางจริงๆ
คิดได้เช่นนั้น ใจนางก็พองโตด้วยความยินดีจนแทบะเิออกมา
แต่แล้ว...เมื่อเดินตามกู้ฉางสุ่ยมาถึงท้ายหมู่บ้านใกล้ตีนเขา เขาก็หยุดเท้าอย่างกะทันหัน
“ถึงแล้ว!”
เถียนฮวนรีบเงยหน้าขึ้นมอง แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้นางแทบจะหน้ามืดในทันที
“นี่...นี่คือบ้านของพวกเราหรือ”
นางชี้ไปยังกระท่อมเล็กๆ ที่มุงด้วยฟางข้างหน้า อ้าปากค้างอยู่นานกว่าจะเอ่ยคำถามนี้ออกมาได้
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว ที่ดินตรงข้างๆ กระท่อมนี้อีกสามหมู่ล้วนเป็ของเรา”
พูดจบเขาก็จูงมือนางเดินเข้าไป
กระท่อมหลังนี้ตอนมองจากไกลๆ ก็ดูซอมซ่ออยู่แล้ว เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นสภาพกระท่อมที่ทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมไม่รู้ว่ากระท่อมหลังนี้ถูกปลูกไว้นานเพียงใด หลังคาที่มุงด้วยฟางบางส่วนพังจนแสงลอดเข้ามาได้บนผนังมีรูโหว่มากมาย
เพียงยืนอยู่ในกระท่อมก็สามารถมองเห็นภาพภายนอกได้อย่างชัดเจน
ภายในกระท่อมแทบไม่มีของใช้อื่นใด มีเพียงแผ่นไม้แผ่นหนึ่งที่เต็มไปด้วยฝุ่นวางพาดอยู่บนก้อนหินสองก้อนแทนเตียงนอน
หน้าเตียงยังมีก้อนหินอีกไม่กี่ก้อน กองไว้เหมือนจะใช้แทนเก้าอี้
นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว
ที่นี่แร้นแค้นกว่าห้องของกู้ฉางสุ่ยในบ้านตระกูลกู้เสียอีก!
สถานที่เช่นนี้ ให้พักแรมสักคืนยังพอทน ทว่าพวกเขาจำต้องปักหลักอยู่ที่นี่จะทนได้อย่างไร
เถียนฮวนรู้สึกะเืใจขึ้นมาทันที
จู่ๆ ฝ่ามือใหญ่อันแสนอบอุ่นมั่นคงของสามีได้วางลงบนไหล่ของนาง เสียงใสกระจ่างเอ่ยขึ้นข้างหูนาง
“ขอโทษนะ ข้าทำให้เ้าต้องลำบากอีกแล้ว”
ทันใดนั้น ดวงตาเถียนฮวนก็ร้อนผ่าวขึ้นมา
นางอดร่ำไห้ออกมาไม่ได้ น้ำตาไหลออกมาราวกับเขื่อนแตก ร่วงพรูไม่ขาดสาย
กู้ฉางสุ่ยเห็นเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ถูก
“อย่าร้องเลย ข้า...ข้า...”
เมื่อเห็นว่าเถียนฮวนไม่มีท่าทีว่าจะหยุดร้องไห้ จึงตัดสินใจรั้งตัวนางเข้ามากอดมือหนึ่งโอบนาง อีกมือประคองท้ายทอยของนางไว้ ให้นางได้ซุกลงกับอกของตน
เถียนฮวนนิ่งค้างไปชั่วขณะ
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ความเ็ปในใจของนางกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น นางอดไม่ได้ที่จะคว้าชายเสื้อเขาไว้แน่นแล้วปล่อยโฮร่ำไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
ไม่รู้ว่านางร้องไห้นานเท่าไร รู้เพียงว่าเปลือกตาปวดบวมไปหมด นางจึงหยุดร้องไห้
มือใหญ่ที่ประคองท้ายทอยผละออกไปแล้ว
เถียนฮวนเงยหน้าขึ้น เห็นอกเสื้อของกู้ฉางสุ่ยเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาของนาง
บุรุษผู้นั้นก้มหน้าลงมองนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ตอนนี้เ้ารู้สึกดีขึ้นหรือไม่ถ้ายังไม่พอ เ้าจะร้องต่ออีกสักหน่อยก็ได้นะ”
พรืด!
เถียนฮวนหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
“ไม่เป็ไร ข้าร้องพอแล้ว” นางส่ายหน้า “แม้สิ่งที่เห็นตรงหน้าจะทำให้ผิดหวังมากเพียงใดไม่ว่าอย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เพราะฉะนั้นขอแค่ข้าได้ร้องไห้ระบายออกมาก็พอต่อจากนี้พวกเราจะทำอะไรก็ทำเถอะ!”
พูดจบ นางก็ยกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะเช็ดน้ำตา
“เดี๋ยวก่อน!”
กู้ฉางสุ่ยกลับคว้ามื้อไว้อีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเขาไปเอาผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาจากที่ไหน เป็ผ้าไหมที่ซักจนสีซีดแต่ก็ยังนุ่มละมุนเขาเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้านางอย่างเบามือ
“เรียบร้อยแล้ว!” เขาเก็บผ้าเช็ดหน้าไป ขมวดคิ้วมุ่น “พอเ้าร้องไห้แล้วดูไม่ได้เลยจริงๆตาบวมราวลูกท้อ น่ากลัวชะมัด ต่อไปเ้าอย่าร้องอีกเลยนะ ข้าพูดจริง ลำพังแค่ข้าใยังไม่เท่าไหร่แต่ถ้าทำให้คนอื่นใ ข้าต้องตามไปขอโทษเขาอีกนะ”
เถียนฮวนรีบถลึงตาใส่เขาทันที “ท่านกล้าว่าข้าขี้เหร่งั้นหรือ”
กู้ฉางสุ่ยกลับตบมือหนึ่งฉาด “เห็นไหม ข้าก็บอกแล้วว่าเวลาเ้าโกรธน่ะดูดีกว่าตอนร้องไห้ตั้งเป็ร้อยเท่า!ต่อไปถ้าอารมณ์ไม่ดีจะตีจะด่าข้าอย่างไรก็ได้ แต่อย่าร้องไห้เลยนะ ข้าขอร้องละ! สภาพเ้าดูไม่ได้จริงๆ!”
“ยังจะพูดอีก! ข้าจะตีท่านให้ตาย!”
เถียนฮวนโกรธจนเงื้อมือจะฟาดเขา กู้ฉางสุ่ยรีบคว้าหอบข้าวของแล้ววิ่งหนีทันที
ทั้งสองคนหยอกกันไปหยอกกันมา จนบรรยากาศโศกเศร้าเมื่อครู่ได้จางหายไปสิ้น
สุดท้ายเถียนฮวนก็ไล่ตามกู้ฉางสุ่ยจนทัน กดเขาลงกับพื้นแล้วตีกลับไปหลายที
เสียงร้องเจ็บของกู้ฉางสุ่ยที่ดังลั่นทำให้นางรู้สึกสะใจเป็ที่สุด พออารมณ์ดีขึ้นนางก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้าอีกต่อไป
นางถกแขนเสื้อขึ้น ตั้งใจเริ่มลงมือจัดเก็บทุกอย่างรอบตัวอย่างจริงจัง
ระหว่างที่เถียนฮวนกำลังทำความสะอาดภายในกระท่อม กู้ฉางสุ่ยก็ไปตัดหญ้าใกล้ๆ มาสับให้ละเอียดแล้วคลุกกับโคลน นำไปอุดรูรั่วทั้งภายในและภายนอกของกระท่อม
ทั้งสองคนยุ่งอยู่เกือบครึ่งค่อนวัน พอกู้ฉางสุ่ยซ่อมด้านนอกเสร็จ เถียนฮวนก็เก็บกวาดภายในจนสะอาดเรียบร้อย
กระท่อมที่เคยเต็มไปด้วยฝุ่นผุพัง ตอนนี้สะอาดหมดจดราวกับเป็ที่อยู่อาศัยของคนจริงๆ
บนเตียงไม้มีฟูกผ้าปูเรียบร้อย บนโต๊ะมีผ้าสีน้ำเงินปูปิดไว้ พื้นก็ขัดจนสะอาดสะอ้านพร้อมด้วยของใช้จำเป็ต่างๆ จัดวางไว้เป็ระเบียบ
กลิ่นอับชื้นถูกขจัดไปหมด เหลือไว้เพียงบรรยากาศของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ กระท่อมแห่งนี้ในที่สุดก็เริ่มมีเค้าของคำว่า‘บ้าน’
เมื่อกู้ฉางสุ่ยเดินเข้ามา เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตะลึงกับภาพตรงหน้า
“ภรรยาข้าเก่งจริงๆ!” เขายกนิ้วโป้งให้เถียนฮวน
เถียนฮวนใช้หลังมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก “แน่นอน ท่านเองก็เก่งเหมือนกัน รูบนผนังกับหลังคาก็อุดหมดแล้วหรือ”
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า แล้วทันใดนั้นท้องของเขาก็ร้องโครกครากขึ้นมา
เขาหิวแล้ว