เปลวแสงสีเขียวมรกตที่เล็ดลอดออกมาจากรอยร้าวของผนึกดาราชั้นที่หนึ่งเริ่มเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะกลบแสงจากเทียนไขเพียงเล่มเดียวในห้องพักฟืนอันมืดสลัว หลินชางนั่งขัดสมาธินิ่ง หลังตั้งตรงราวกับเสาหิน ทว่าภายในร่างกายของเขากลับปั่นป่วนคล้ายมีทะเลเพลิงกำลังเดือดพล่าน
รากแก้วโบราณของต้นเจี้ยนมู่ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผนึกมานานนับสิบปี บัดนี้เริ่มดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง มันััได้ถึงอิสรภาพที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม เส้นเืทั่วร่างของหลินชางปูดโป่งเป็ริ้วสีเขียวเข้มสลับทอง ลมปราณบริสุทธิ์แห่ง์ชั้นที่หนึ่งพรั่งพรูเข้าสู่เส้นชีพจรเก้าหยางของเขาราวกับทำนบแตก
"อึก...!"
ความเ็ปอันมหาศาลแล่นปราดทะลุกระดูกสันหลังขึ้นไปจนถึงมงกุฎหัวใจ หลินชางกัดฟันแน่นจนเืซึมออกมาที่มุมปาก ภาพนิมิตเสี้ยววินาทีผุดขึ้นในห้วงสำนึก เป็ภาพต้นไม้ั์โบราณต้นหนึ่งที่ยอดสูงเสียดฟ้า รากของมันหยั่งลึกทะลุปฐี คค้ำจุนหมื่นแสนดวงดาราเอาไว้ เขากำลังจะได้ััถึงพลังนั้นอย่างสมบูรณ์
ทว่าในวินาทีที่รอยร้าวกำลังจะแตกออกจนสุด ดวงตราทั้งเก้าบนผนึกโบราณกลับเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นพร้อมกันอย่างรุนแรง
"ยังไม่ถึงเวลา..."
เสียงกระซิบแ่เบาราวสายลมพัดผ่านใบไม้ดังขึ้นในหัวของเขา ไม่รู้ว่ามาจากผนึก จากเมล็ดพันธุ์ หรือจากส่วนลึกที่สุดของจิติญญาตนเอง ก่อนที่พลังมหาศาลจะถูกดึงรั้งกลับอย่างฉับพลัน รอยร้าวที่ขยายกว้างจนเกือบทะลุพลันปิดตัวลงอีกครั้ง เปลวแสงสีเขียวมรกตวูบดับ เหลือเพียงประกายจาง ๆ ที่เต้นตุบ ๆ อยู่ใต้ผนึกดังเดิม
"ฮึก!"
หลินชางล้มคว่ำลงกับพื้นเตียงไม้ผุ กระอักเืสดออกมาเป็ลิ่ม ร่างกายทุกส่วนเปียกชุ่มด้วยเหงื่อเย็นเยียบราวกับเพิ่งลุยข้ามแม่น้ำน้ำแข็งมา เขานอนหอบหายใจถี่อยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะรวบรวมพละกำลังพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งได้อีกครั้ง
หลินชางเช็ดคราบเืที่มุมปากด้วยหลังมือ สายตาเหม่อมองไปยังความมืดเบื้องหน้า ในใจครุ่นคิดอย่างหนัก "ยังไม่ถึงเวลา..." เขาทวนคำที่ได้ยินในหัวเบา ๆ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผนึกเก้าดาราเคลื่อนไหว แต่เป็ครั้งแรกที่มันร้าวรานจนเกือบแตกกระจาย เขาหลับตาลงอีกครั้ง สำรวจร่างกายของตนอย่างละเอียด แม้เมล็ดพันธุ์ต้นเจี้ยนมู่จะยังไม่ตื่นขึ้นเต็มรูปแบบ แต่บางสิ่งได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างแน่นอน จุดตันเถียนที่เคยว่างเปล่าราวหลุมดำ บัดนี้กลับมีไออุ่นจาง ๆ หลงเหลืออยู่ ราวกับผืนดินแห้งแล้งที่เพิ่งได้รับหยาดฝนเพียงหยดเดียว
และที่แปลกไปกว่านั้น เขาเริ่มรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แ่เบาราวเสียงกระซิบ เหมือนมีบางสิ่งกำลังหลับใหลอยู่ลึกในร่างกาย และกำลังค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นทีละน้อย
ความอ่อนล้าจากการต่อสู้กับพลังงานมหาศาลภายในกายทำให้เปลือกตาของเขาหนักอึ้ง ก่อนที่สติจะดับวูบลงไปในความมืด เขาหวนคิดถึงภาพเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสิบปีก็ตาม
คืนนั้นท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็สีเื
เปลวเพลิงโหมกระหน่ำเผาผลาญคฤหาสน์ตระกูลชางเสียนจนมอดไหม้เป็จุณ เสียงกรีดร้องและเสียงอาวุธกระทบกันดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เด็กชายหลินชางวัยแปดขวบหมอบซ่อนตัวอยู่หลังซากกำแพงที่พังทลาย มือเล็ก ๆ กุมชายเสื้อเปื้อนเืของท่านปู่ที่นอนพิงกำแพงอยู่ข้างกายไว้แน่น
"ท่านปู่... ท่านปู่อย่าเพิ่งสิ้นใจนะ..." เขาสะอื้นไห้ ทว่าเสียงกลับแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน เพราะรู้ดีว่าหากเสียงดังกว่านี้ เหล่าทหารเซียนที่กำลังตามล่าสังหารล้างตระกูลจะพบร่างของเขาทั้งสอง
ท่านปู่คลี่ยิ้มอย่างอ่อนแรง มือที่เปื้อนเืลูบศีรษะของหลานชายเบา ๆ "ปู่ไม่เป็ไรหรอกนะ... จำไว้... เ้าคือความหวังสุดท้ายของตระกูลชางเสียน..."
ท่านปู่ควักศิลาโบราณสีดำมันวาวออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะกัดปลายนิ้วตนเองจนเืไหล แล้ววาดอักขระประหลาดลงบนหน้าอกของหลินชาง
"ปู่ขอโทษ... ที่ต้องฝากภาระอันหนักอึ้งนี้ไว้กับเ้า..."
เมล็ดพันธุ์สีเขียวคล้ำทั้งสามสิบหกเมล็ดพวยพุ่งออกจากศิลาโบราณ ทะลุทะลวงเข้าสู่ร่างเล็ก ๆ ของเด็กชาย ความเ็ปที่ท่วมท้นทำให้หลินชางร้องลั่นออกมาโดยไม่รู้ตัว ท่านปู่รีบประทับตราเก้าดาราลงไปพร้อมกัน เพื่อผนึกพลังทั้งหมดให้หลับใหลอยู่ภายใน ก่อนที่ร่างของท่านจะร่วงหล่นลงสู่พื้นสิ้นลมหายใจไปในที่สุด
"อย่าปลุกพวกมันขึ้นมาจนกว่า... เ้าจะแข็งแกร่งพอที่จะแบกรับมันไว้ได้..."
เสียงสุดท้ายของท่านปู่ลอยหายไปในสายลมหนาวที่กลบเสียงกรีดร้องและเปลวไฟ
หลินชางสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้ผุ เหงื่อเย็นเยียบยังคงเกาะเต็มกาย เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นกำแน่น
"ท่านปู่... สักวันข้าจะแข็งแกร่งพอ" เขาพึมพำกับตัวเอง ดวงตาที่เคยเหนื่อยล้าแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกจากคนรับใช้ "นายท่านหลินชาง ท่านผู้าุโมู่เหอเรียกพบที่ตำหนักใหญ่โดยด่วน!"
หลินชางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเรียบง่าย ก่อนเดินตามคนรับใช้ไปยังตำหนักใหญ่ ภายในห้องโถงอันกว้างขวาง ผู้าุโมู่เหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แกะสลัก สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ที่ซ่อนไม่มิด
"เ้าหลินชาง" ผู้าุโมู่เหอเอ่ยเสียงเ็า ไม่แม้แต่จะสบตาเขาโดยตรง "อีกสามเดือนข้างหน้า งานล่าสัตว์ประตูลักษณ์ประจำทศวรรษจะมาถึง ตามธรรมเนียมของตระกูลมู่ ทายาททุกคน รวมถึงเขยที่แต่งเข้าตระกูล ต้องเข้าร่วมพิสูจน์ตนเองในป่าต้องห้ามหลังเขาเฮยเยียน"
หลินชางนิ่งฟัง ในใจเข้าใจได้ทันทีว่านี่คืออุบายกำจัดเขาอย่างถูกกฎเกณฑ์ ป่าต้องห้ามหลังเขาเฮยเยียนเป็ที่รู้กันดีว่าเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับอันตราย ทายาทตระกูลใหญ่ยังต้องมีผู้คุ้มกันติดตามหลายคน แต่สำหรับเขยขยะที่ไม่มีพลังยุทธ์แม้แต่น้อยเช่นเขา นี่ไม่ต่างอะไรกับการส่งไปตาย
"ข้าเข้าใจแล้ว ท่านผู้าุโ" หลินชางค้อมหัวตอบเสียงราบเรียบ ไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็น
ผู้าุโมู่เหอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจปนดูแคลน ก่อนจะโบกมือไล่เขาออกไปอย่างไม่ใยดี "ไปได้แล้ว อย่ามาทำให้เสียเวลาของข้า"
เมื่อเดินออกมาจากตำหนักใหญ่ หลินชางพบมู่ปิงอวิ๋นยืนรออยู่ใต้ต้นเหมยที่ปลายทางเดิน ชุดคลุมสีขาวของนางสะบัดพลิ้วตามแรงลม
"ผู้าุโเรียกเ้าไปเื่งานล่าสัตว์สินะ" นางเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงยังคงเรียบเฉยเช่นเคย
"ใช่" หลินชางตอบสั้น ๆ
มู่ปิงอวิ๋นจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีดำขลับของนางฉายแววสงสัยเพียงชั่วแล่น "...เมื่อคืนเ้าดูซีดเซียวผิดปกติ" นางเอ่ยขึ้นทันใด ราวกับสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดแผกไปจากเดิม
"หลินชางชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มบาง ๆ เพื่อปกปิดความผิดปกติ "อาจเป็เพราะอากาศหนาวเหน็บเมื่อคืนกระมัง"
นางไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เพียงพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป แต่ในใจของมู่ปิงอวิ๋นกลับมีคำถามผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เหตุใดเมื่อครู่ที่สบตากับเขา นางจึงรู้สึกเหมือนมองเข้าไปในห้วงลึกอันโบราณ ราวกับมีบางสิ่งยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวเขาซ่อนอยู่ภายใน
หลินชางมองตามแผ่นหลังของนางที่ค่อย ๆ ลับสายตาไป ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าสีครามอันปลอดโปร่ง
สามเดือน... ป่าต้องห้ามหลังเขาเฮยเยียน...
เขากำมือแน่น ในหัวใจไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นที่เผาไหม้อยู่ภายใน ตราบใดที่ผนึกเก้าดารายังคงร้าวรานขึ้นทีละน้อย ตราบใดที่เขายังพอรับรู้ถึงไออุ่นจากรากไม้โบราณที่ค่อย ๆ ลืมตาตื่น ป่าอสูรที่ทุกคนคิดว่าจะเป็หลุมฝังศพของเขา อาจกลายเป็เพียงบันไดขั้นแรกที่พาเขาก้าวข้ามคำว่าขยะไปตลอดกาลก็เป็ได้