เมื่อมองไปยังชายหนุ่มที่ยังคงเยือกเย็นท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคนหยางกวงก็อิจฉาริษยาจนแทบจะคุ้มคลั่ง
นี่คือพิธีสวมกวานของเขาเขาควรจะได้เป็ตัวเอก ทว่าคนที่ไม่เขาไม่เคยให้ความสำคัญกลับมาชิงจุดสนใจไปจากเขาแย่งชิงเกียรติยศไปจากเขาอย่างเงียบๆ หัวใจที่หยิ่งยโสของเขานั้นเหมือนถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง
แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ทำได้เพียงมองตาปริบๆ เท่านั้น
ไม่ต้องพูดถึงว่ายามนี้อยู่ต่อหน้าสาธารณะชนแม้จะเป็ลับหลัง เขาก็ไม่กล้าทำอะไรหลันเฟิง
เพราะกฎของตระกูลหยางเข้มงวดมากสมาชิกในตระกูลห้ามรบราฆ่าฟันกันเอง ไม่พูดถึงการต่อสู้กันจนตายไปข้างแม้แต่การทะเลาะเบาะแว้งทั่วไปก็ถูกลงโทษอย่างรุนแรงแล้ว
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง สีหน้าเขียวคล้ำถึงได้ค่อยๆ กลับมาปกติ
หยางเจิ้นที่กำลังมองบุตรชายของตนก็ผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อยเช่นกันแม้ว่าเขาอยากจะฉีกหลันเฟิงเป็ชิ้นๆ แต่กฎเ่าั้แม้แต่เขาที่เป็าุโรองก็ไม่กล้าฝ่าฝืน
หยางเจิ้นลอบพึมพำกับตัวเองด้วยดวงตาที่ฉายแววอันตราย“กวงเอ๋อร์เอ๋ย กวงเอ๋อร์ ความแค้นนี้พ่อจะช่วยเ้าระบายออกมาเอง”
เขากวาดตาไปบนเรือนร่างของหลันเสียนหลงและหลันเฟิงสองพ่อลูกเพียงจ้องอยู่อย่างนั้นอย่างเงียบงัน
แม้ว่าพิธีสวมกวานจะเรียบง่ายแต่กลับเสียเวลาไปไม่น้อย จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งชั่วยาม พิธีสวมกวานถึงได้จบลง
เมื่อพิธีสวมกวานจบลงผู้คนในตระกูลก็ค่อยๆ ชักสายตากลับมา แล้วแทบจะสาวเท้าเดินออกไปทางประตูใหญ่ในเวลาเดียวกัน
แต่ทว่า ครู่ต่อมาเสียงราบเรียบกลับดังออกมาจากปากหยางเจิ้นกะทันหัน“ช้าก่อนทุกท่าน”
การเคลื่อนไหวหยุดลงทุกคนล้วนหันไปมองหยางเจิ้นอย่างไม่เข้าใจ พิธีสวมกวานจบลงแล้วยังมีเื่อะไรอีก
แม้แต่ผู้นำตระกูลหยางเซียวยังมองหยางเจิ้นด้วยความประหลาดใจ“าุโรอง เ้ามีเื่อะไรหรือ”
าุโใหญ่หยางเอ้าและาุโลำดับที่สามคนใหม่อย่างจางเหยียนก็มองหยางเจิ้นด้วยสีหน้าฉงนเช่นกัน
ทุกคนต่างมองชายวัยกลางคนเป็ตาเดียว
หลันเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงสังหรณ์ใจไม่ดี รู้สึกว่าการกระทำของหยางเจิ้นอาจจะมุ่งเป้ามาที่ตน
หยางเจิ้นกวาดตามองทุกคนด้วยท่าทางอันสุขุมก่อนหัวเราะน้อยๆ แล้วเอ่ยกับผู้นำตระกูลอย่างหยางเซียวว่า “ผู้นำตระกูลเสี่ยวเอ๋อร์มีเื่จะขอร้อง แต่แค่ไม่กล้าเอ่ยต่อหน้าาุโมากมายทว่าในฐานะที่เป็บิดาของเขา เื่ที่เขาไม่กล้าพูด ข้ากลับไม่รังเกียจที่จะพูดแทนหวังว่าทุกท่านจะไม่รังเกียจ”
เขาเหลือบมองหยางกวงแวบหนึ่งใบหน้าของชายหนุ่มตกตะลึงเล็กน้อย แม้ว่าจะเพียงครู่เดียวก็หายวับไปก็ตาม แต่กลับไม่อาจเล็ดรอดจากสายตาหยางเซียวไปได้
มุมปากหยางเซียวหยักยิ้มน้อยๆแล้วหัวเราะออกมา “หยางกวงเข้าสู่ระดับไอปราณั้แ่อายุสิบหก กลายเป็ยอดฝีมือระดับดาราคนที่สามสิบสองของตระกูลถือเป็อัจฉริยะต้นใหม่ของตระกูล มีคำขออะไรก็พูดมาเถอะ ขอแค่ไม่เกินไปข้าจะอนุญาตเอง”
ส่วนอย่างไรถึงจะนับว่าเกินไปย่อมเป็สิ่งที่ผู้นำตระกูลตัดสินเอง
เมื่อััได้ว่าสายตาของหยางเจิ้นกำลังจับจ้องมาหัวคิ้วของหลันเฟิงก็ขมวดแน่น
ไม่รู้ว่าหลันเสียนหลงมาอยู่ข้างกายเขาั้แ่เมื่อไรแต่หัวคิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นน้อยๆ เช่นกัน
“เกรงว่าเ้าหมอนี่คงไม่ได้เจตนาดีแน่!” เงาร่างโปร่งแสงที่ลอยอยู่กลางอากาศหรี่ตาลง ปากก็เปล่งเสียงที่มีเพียงหลันเฟิงที่ได้ยินออกมา
เมื่อได้ยินคำพูดของชายชราหลันเฟิงก็ยิ่งมั่นใจในลางสังหรณ์ของตน
และการคาดเดาของหลันเฟิงก็ได้รับการพิสูจน์อย่างรวดเร็ว
หยางเจิ้นคารวะให้ทุกคนก่อนทันใดนั้นก็หันหน้ามาทางหลันเฟิงพ่อลูก พลางฉีกยิ้มน้อยๆ แล้วเอ่ยว่า“ทุกคนคงซาบกันว่าริมแม่น้ำหยกวารีคือจุดที่มีไอปราณหนาแน่นที่สุดแต่กวงเอ๋อร์เป็คนรักความสงบ จึงไม่ชอบฝึกบำเพ็ญเพียรร่วมกับผู้อื่นด้วยเหตุนี้เขาจึงมักจะฝึกฝนอยู่ในบ้าน แต่น่าเสียดายที่เรือนหมายเลขหกไม่เหมาะแก่การฝึกฝนไอปราณสู้เรือนหมายเลขหนึ่ง สองและสามไม่ได้ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลกระทบต่อการฝึกฝนของกวงเอ๋อร์เป็อย่างมาก
ฟังจากคำพูดของหยางเจิ้นแม้ว่าจะยังพูดไม่จบ แต่ทุกคนในตระกูลก็เข้าใจความหมายของเขาแล้ว
คนที่อยู่รอบด้านทยอยกันหันไปมองหลันเฟิงสองพ่อลูกทันที
“ไอ้สุนัขแก่”จิตใจหลันเฟิงหนักอึ้ง และมีเพลิงไม่ทราบที่มาลุกพรึบทันที
หลันเสียนหลงเองก็ไม่ได้เยือกเย็นคิ้วแทบจะขมวดเข้ากันแน่นแล้ว
คนที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับสองพ่อลูกตระกูลหลันย่อมรู้สึกดีใจบนความทุกข์ของคนอื่น
ส่วนคนที่เหลือต่างก็รู้สึกกังวลใจแทนหลันเฟิงสองพ่อลูกอย่างเงียบๆ
หยางกวงมีนิสัยอย่างไรทุกคนในตระกูลย่อมรู้ดีคนที่ประกาศให้ทุกคนในโลกทราบว่าเขาประสบความสำเร็จเป็คนรักความสงบงั้นหรือความจริงนั้นตรงกันข้ามกับที่หยางเจิ้นกล่าวเลย หยางกวงไม่เพียงไม่รักความสงบกลับเกลียดความเงียบ เขาชอบอยู่ในสถานที่ที่มีคนเยอะๆ และชอบถูกผู้คนห้อมล้อมชอบเห็นสายตาอิจฉาริษยาของผู้อื่น รวมทั้งชอบคำพูดประจบสอพลอ
แต่ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าหยางเจิ้นกลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากว่าเขาโกหก
เพราะไม่มีผู้ใดหวังให้ตนถูกาุโรองผู้นี้หมายหัวผลที่ตามมาเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะรับได้
และยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็แค่รู้สึกเห็นใจหลันเฟิงสองพ่อลูกเท่านั้นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับหลันเฟิงสองพ่อลูกไม่ได้นับว่าดีนักจึงไม่จำเป็ต้องเอาทั้งครอบครัวไปเข้าเสี่ยงเพื่อคนที่ไม่เกี่ยวข้อง
หยางเจิ้นมองปฏิกิริยาตอบสนองของทุกคนโดยเฉพาะปฏิกิริยาตอบสนองของสองพ่อลูกแล้วรู้สึกพึงพอใจมาก เขาหัวเราะน้อยๆแล้วเอ่ยปากต่อว่า “เรือนหมายเลขหนึ่งคือเรือนบรรพบุรุษเป็สถานที่พำนักของบรรพบุรุษ เรือนหมายเลขสองคือเรือนของผู้นำตระกูลคนปัจจุบันสองแห่งนี้ล้วนเป็สิ่งที่พวกเราแตะต้องไม่ได้ แต่เรือนหมายเลขสามนั้น...”
สายตาของหยางเจิ้นพลันตกอยู่ที่เรือนร่างของหลันเสียนหลง“าุโลำดับที่สามคนเก่าหลันเสียนหลงมีคุณูปการกับตระกูลหยางของเราอย่างยิ่งจึงมีคุณสมบัติได้อยู่อาศัยที่นั่นแต่ยามนี้หลันเสียนหลงไม่ใช่าุโลำดับที่สามอีกต่อไปแล้วความดีในอดีตก็ถูกถมไปแล้วเพราะเื่ที่ป่าจันทราอสูรหากยังอยู่ที่เรือนหมายเลขสามต่อ เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก”
พอเอ่ยมาถึงประโยคสุดท้ายหยางเจิ้นก็หันไปมองหยางเซียวอีกครั้ง แล้วค้อมคำนับพลางกล่าว“ด้วยเหตุนี้ขอผู้นำตระกูลตอบรับคำขอของเสี่ยวเอ๋อร์เป็ของขวัญที่เขาเข้าสู่ระดับไอปราณได้โดยมีอายุแค่สิบหกปี”
แม้หลันเฟิงกำลังอารมณ์เสียแต่เขาเป็กังวลแทนบิดาของตนมากกว่า
สาเหตุที่หยางเจิ้นสร้างความยุ่งยากให้ก็เพราะหลันเสียนหลงสูญเสียตำแหน่งเดิมไปและเหตุผลที่พื้นฐานที่สุดกลับเป็เพราะหลันเฟิงถูกกรอกโลหิตปีศาจผีดิบเข้าร่างทำให้หลันเสียนหลงจำใจต้องไปหาหญ้าต่อชีวิตละลายโลหิตที่ป่าจันทราอสูร
แต่สีหน้าของหลันเสียนหลงกลับเรียบนิ่งอย่างเหนือความคาดหมายสีหน้าเขาดูปกติ ไม่ได้ถูกหยางเจิ้นกระตุ้น
หลันเฟิงผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแต่ในใจกลับกลัดกลุ้มยิ่งกว่าเดิม
“ท่านปู่ช่วยพวกเขาหน่อยได้หรือไม่ ข้ามักจะรู้สึกว่าอัจฉริยะอย่างหลันเฟิงไม่มีทางเพลี้ยงพล้ำเพราะเื่ง่ายๆแค่นี้แน่” หยางจ้านที่ยืนอยู่ตรงมุมเอ่ยถามด้วยเสียงแ่เบาอย่างอดไม่ได้
าุโใหญ่หยางเอ้าเหลือบมองหลานชายตนเองแวบหนึ่งก่อนโคลงศีรษะเล็กน้อย แล้วตอบกลับด้วยเสียงที่แ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน“เกรงว่าเื่นี้พวกเราจะช่วยไม่ได้”
“ท่านปู่หมายความว่าอย่างไร”
“รอให้เ้าได้ยินการตัดสินใจของผู้นำตระกูลเ้าก็จะเข้าใจความหมายของข้าเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยางจ้านก็จ้องหยางเซียวเขม็งด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขาอยากมองหาเบาะแสบางอย่างจากสีหน้าของผู้นำตระกูล
“ไม่นะ...นี่...”เสียงใสกังวานเพิ่งจะดังขึ้น กลับหยุดไปกะทันหัน
หยางเสวี่ยสีหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งร้อนใจ ดูกีงวลยิ่งกว่าหลันเฟิงสองพ่อลูกเสียอีก แต่ปากเล็กๆเพิ่งจะเผยอ ก็ถูกมือของหลันเฟิงปิดไว้อย่างรวดเร็วจนทำให้นางส่งเสียงได้แค่“อื้อๆ”
หลังจากที่ห้ามหญิงสาวได้แล้วหลันเฟิงก็ลอบปาดเหงื่อ แล้วเอ่ยข้างใบหูของนางด้วยเสียงแ่เบาว่า “แม่นาง เ้าอย่าเพิ่งพูดฟังการตัดสินใจของพ่อเ้าก่อน”
แผ่นหลังที่อ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกกดทับอยู่บนหน้าอกของหลันเฟิงนางััได้ถึงความอบอุ่นที่ถ่ายทอดมาจากตัวของชายหนุ่ม รวมทั้งลมร้อนอุ่นยามที่ชายหนุ่มพูดอยู่ข้างหูร่างกายนุ่มนิ่มของหญิงสาวพลันแข็งทื่อราวกับกระดองเต่าทันที
ใบหน้างดงามของนางพลันแดงระเรื่อไล่ไปจนถึงใบหู ราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกายถูกกระชากออกไปอย่างไรอย่างนั้นหากไม่ใช่เพราะพิงหน้าอกชายหนุ่มอยู่ เกรงว่าคงตัวอ่อนปวกเปียกลงไปกองกับพื้นแล้ว
หญิงสาวที่หน้าแดงระเรื่อบ่นงึมงำว่า“เข้า...เข้าใจแล้ว พี่หลันเฟิง”
เมื่อได้ยินเสียงบ่นงึมงำของหญิงสาวชั่วขณะนั้นหลันเฟิงถึงเพิ่งััได้ว่าท่วงท่าในตอนนี้ของพวกเขาไม่ค่อยเหมาะสมนักเขาจึงเบี่ยงกายเปลี่ยนท่าทันที แต่หญิงสาวพลันเอนล้มไปด้านข้างเสียอย่างนั้น เขาจึงจำใจต้องประคองหญิงสาวขึ้นมาอย่างเก้อเขินแล้วเอ่ยอย่างหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ว่า “แม่นางไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
“ไม่...ไม่เป็ไร”หญิงสาวเขินจะตายอยู่แล้ว
หลันเฟิงไม่ทันได้สนใจท่าทางแปลกประหลาดของหญิงสาวเพราะรีบเหลือบมองบิดาตนแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าท่าทียังปกติ ดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรก็เลื่อนสายตาไปจับจ้องผู้นำตระกูลหยางเซียวอีกครั้ง
หลันเสียนหลงที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลงั้แ่ต้นจนจบแต่มุมปากหยักขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะััได้
“ในที่สุดเ้าเด็กนี่ก็คิดได้แล้วหรือ”สายตาของหลันเสียนหลงหยุดอยู่บนร่างหลันเฟิง แต่เมื่อหลันเฟิงหันมามอง เขากลับหันไปมองหยางเซียวแล้ว
ยามนี้ทุกคนในตระกูลล้วนจ้องมองหยางเซียวเป็ตาเดียวรอการตัดสินของผู้นำตระกูลผู้นี้
หยางเซียวครุ่นคิดเล็กน้อยใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ เื่นี้ตัดสินใจได้ไม่ยาก
เขามองไปที่สายตาเฝ้ารอของหยางเจิ้นสองพ่อลูกสายตาอยากรู้อยากเห็นของคนในตระกูลรอบๆ และสายตากังวลของหลันเฟิง ก่อนจะหัวเราะเบาๆแล้วพยักหน้า “คำขอของหยางกวงไม่นับว่าเกินไป หากเขาใช้ประโยชน์จากเรือนหมายเลขสามเพื่อเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนได้ก็จะกลายเป็กำลังรบที่ขาดไม่ได้ของตระกูลหยาง ดังนั้น ย่อมแบ่งเรือนหมายเลขสามให้พวกเ้าได้ไม่มีปัญหา”
“จริงหรือ”โชคดีมาอย่างไม่ทันตั้งตัว หยางกวงที่เตรียมตัวถูกปฏิเสธไว้แล้วพลันเผยความไม่อยากจะเชื่อออกมาคิดไม่ถึงว่าหยางเซียวจะตอบรับคำขอของตนอย่างง่ายดายเช่นนี้
“ขอบพระคุณท่านผู้นำตระกูล”หยางเจิ้นไม่ยินดียินร้าย และเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ
หยางจ้านมองหยางเอ้าอย่างไม่เข้าใจใบหน้าของหยางเอ้าเองก็ดูตื่นตะลึงเช่นกัน
สีหน้าของคู่กรณีอย่างหลันเสียนหลงกลับไร้ความรู้สึกดูเหมือนไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ อย่างไรอย่างนั้น
ส่วนหลันเฟิงกลับหัวเราะอย่างขมขื่นแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งพลางเอ่ยอย่างเงียบๆว่า “เป็เช่นนี้ดังคาด”
เหล่าคนในตระกูลบ้างก็มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นบ้างก็เสียใจ บ้างก็เห็นใจแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าก้าวก่ายการตัดสินใจของผู้นำตระกูล
ครานี้หลันเฟิงสองพ่อลูกเหมือนจะกลายเป็เื่น่าขบขันที่สุดของตระกูลหยางไปแล้วเสียหน้าทั้งตระกูล
แต่ยามที่ทุกคนคิดว่าทุกอย่างได้ข้อสรุปแล้วหยางเซียวกลับเอ่ยอย่างแช่มช้าว่า “เรือนหมายเลขสามแบ่งให้าุโรอง ส่วนาุโลำดับที่สามคนเก่าหลันเสียนหลงและหลันเฟิงก็ย้ายมาเรือนหมายเลขสองแล้วกัน”เรือนหมายเลขสองคือที่พำนักของผู้นำตระกูล เป็ที่พักของหยางเซียวในยามนี้
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไปชั่วขณะนั้นเรือนบรรพบุรุษก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
คนที่เดิมมีรอยยิ้มประดับไปทั่วใบหน้ารอยยิ้มพลันแข็งค้างทันที
คนที่เดิมกำลังเสียใจและเห็นใจต่างก็ตะลึงงัน...