ยามอรุณรุ่งสาดแสงสีทองจัดจ้าจับยอดป้อมปราการหินแกรนิตอันเกรียงไกรของเมืองตงหยาง ลานกว้างหน้าหออักษรหลวงที่เคยเงียบสงบกลับเนืองแน่นไปด้วยฝูงชนปานมวลมหาเมฆาที่พัดพามารวมตัวกัน กลิ่นน้ำหมึกชั้นเลิศขวดละหลายตำลึงทองจากเมืองหลวงหอมอบอวลตลบอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ ผสมผสานกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าบัณฑิตที่ต่างแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดีจากต่างเมือง บ้างถือพู่กันเลี่ยมทองคำ บ้างพกพัดจีบหยกมันแพะเดินเชิดหน้าชูคอราวกับนกยูงรำแพน
ทว่าท่ามกลางความหรูหรานั้น กลับมีจุดด่างพร้อยขนาดมหึมายืนเด่นหราอยู่หนึ่งคน ลู่ชิงในสภาพชุดปะชุนที่มีรอยโหว่ตรงศอกจนลมโกรก กลิ่นฟางแห้งและกลิ่นสาบม้าจางๆ ลอยออกมาเตะจมูกผู้คนรอบข้างเป็ระยะ ใครจะรู้ว่าเมื่อคืนนี้เพื่อที่จะประหยัดเงินทองอันน้อยนิดไว้เป็ทุนรอน บัณฑิตผู้นี้กลับยอมไปนอนขดตัวอยู่ในคอกม้าของโรงเตี๊ยมท้ายเมืองเบียดเสียดกับพ่อม้าสีหมอกเพื่อแลกกับความอบอุ่น เขาในยามนี้ยืนหาวหวอดจนกรามแทบค้างพลางเกาพุงที่ส่งเสียงโครกครากประท้วงอย่างไม่แยแสสายตาอาฆาตของคุณชายเหวินเทียนที่จ้องจะกินเืกินเนื้อเขาอยู่รอมร่อ
"เ้าดูสภาพมันสิ!" บัณฑิตผู้หนึ่งข้างกายเหวินเทียนกระซิบพลางเอาแขนเสื้อปิดจมูก
"คนหรือสุนัขขี้เรื้อนหลงถิ่นกันแน่ กลิ่นสาบโคลนตมรุนแรงปานนี้ยังกล้าเอาพู่กันไม้ผุๆ ที่เหมือนกิ่งไม้แห้งมาวางคู่กับแท่นหมึกหยกของคุณชายเหวิน ไม่รู้ว่ากรรมการปล่อยให้ผีหิวโซตัวนี้ผ่านมาถึงรอบแปดคนสุดท้ายได้อย่างไร"
เหวินเทียนแค่นยิ้มเย็น แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
"ปล่อยมันไปเถอะ รอบก่อนๆ มันอาจจะใช้กลโกงหรือดวงช่วย เพราะกรรมการท้องถิ่นเมืองตงหยางมันพวกหิวเงินยัดไส้ซาลาเปาก็ผ่านได้ แต่รอบชิงชนะเลิศนี้มีมหาปราชญ์จากสำนักอักษรหลวงมาตรวจด้วยตนเอง คนที่มีแต่ลายมือแต่หัวกลวงโบ๋ปานมะพร้าวห้าวอย่างมัน ย่อมต้องเผยธาตุแท้ออกมาให้คนทั้งเมืองหัวเราะจนฟันร่วง!"
เสียงแตรสังข์ดังกึกก้องประกาศเริ่มงานอย่างเป็ทางการ ผู้จัดงานก้าวออกมาขานชื่อกรรมการกิตติมาศักดิ์แต่ละท่านด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังราวกับจะเขย่าเมฆา
"ลำดับแรก ผู้าุโไป๋จิง ปราชญ์เมธีาุโผู้กุมตราประทับตรวจอักษรหลวง! ลำดับสอง ปรมาจารย์มู่ซาน ยอดกวีเอกเ้าของฉายาพู่กันเทพหยาดวารี! และลำดับสุดท้าย ผู้าุโฉินเฟิง มหาปราชญ์ผู้เที่ยงตรงไม่เคยสยบให้อำนาจเงินตรา!"
เสียงฝูงชนฮือฮาดังระงมด้วยความยำเกรง "์! ท่านผู้าุโฉินเฟิงเชียวนะ ต่อให้เ้าเมืองตงหยางมาคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ช่วยลูกหลาน ท่านก็ไม่มีวันเปลี่ยนคะแนนให้แม้แต่กระผีกเดียว!" บัณฑิตรอบข้างเริ่มหน้าซีดเหงื่อตก เพราะรู้ดีว่าเส้นสายที่เตรียมมาทั้งชีวิตนั้นไร้ค่าราวกับเศษกระดาษเมื่ออยู่ต่อหน้ามหาปราชญ์เหล่านี้
เมื่อผู้จัดงานประกาศหัวข้อ
"จิติญญาแห่งตงหยาง" พร้อมจุดธูปสิบก้านขนาดเท่าท่อนแขนเป็สัญญาณเริ่ม เหล่าบัณฑิตรวมถึงลู่ชิงต่างสะบัดพู่กันลงบนกระดาษทันที ลู่ชิงมิได้นิ่งเฉยดั่งรอบก่อนหน้า มือที่จับพู่กันเก่าๆ ของเขากดลงบนเนื้อกระดาษอย่างหนักหน่วง ท่วงท่านั้นดูแปลกพิกลคล้ายคนเมาเหล้าที่กำลังพยายามร่ายรำดาบท่ามกลางพายุ เส้นอักษรแต่ละเส้นที่เขาลากลงไปนั้นดูเหมือนเขาต้องออกแรงมหาศาลปานกำลังแบกูเาไท่ซานไว้บนไหล่เพียงลำพัง
ลู่ชิงกัดฟันกรอดจนกรามสั่น เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังรีดเค้นออกมาคือปราณเซียนลึกลับจากคัมภีร์ที่เขาแอบอ่าน เขาคิดเพียงว่า
"โอย... ทำไมเขียนแค่นี้มันเหนื่อยเหมือนไปวิ่งรอบเมืองสิบรอบแบบนี้วะ หรือว่ากลิ่นขี้ม้าเมื่อคืนมันทำให้ข้าหมดแรง? ไม่ได้การ... ข้าต้องใช้พลังใจ พลังแห่งความหิวโหยเพื่อเงินรางวัลร้อยตำลึง!"
เวลาผ่านไปเพียงห้าก้านธูป บัณฑิตเจ็ดคนวางพู่กันด้วยใบหน้าอิ่มเอิบในผลงาน พวกเขาเขียนถึงความยิ่งใหญ่ของกำแพงเมืองตงหยางที่ตั้งตระหง่านมาสามร้อยปีไม่มีวันถูกตีแตก ความมั่งคั่งของพ่อค้า และความเกรียงไกรของทหารชั้นเลิศ เหวินเทียนที่เขียนเสร็จนานแล้วเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ลู่ชิงพลางแค่นหัวเราะเยาะเสียงดังจนพวงแก้มสั่น
"เฮอะ! เ้ายาจกสมองกลวง ดูสภาพเ้าสิ กลิ่นสาบม้าจากตัวเ้ามันเริ่มโชยมาทำลายบรรยากาศอันสุนทรีย์ของข้าแล้ว!" เหวินเทียนหันไปะโบอกฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบๆ
"พวกท่านดูมันสิ! เขียนไปปาดเหงื่อไป ปัญญาคงจะข้นคลักปานน้ำโคลนในคลองน้ำทิ้งล่ะมั้ง จิติญญาตงหยางสำหรับมันคงมีเพียงแค่เศษหญ้าแห้งในคอกม้านั่นแหละ หรือเ้ากำลังนึกบทกวีที่แอบท่องจำมาจากกระดาษห่อถั่วไม่ออกถึงได้ลากเส้นอืดอาดปานเต่าเป็ตะคริวเช่นนี้? เ้ามันก็แค่หนอนแมลงที่บังเอิญบินเข้ามาในวิมานหงส์ สุดท้ายจบงานนี้เ้าก็ต้องกลับไปนอนดมขี้ม้าปนฟางตามเดิมนั่นแหละ อย่าทำให้กระดาษหลวงที่ขาวสะอาดต้องมลทินด้วยน้ำหมึกชั้นต่ำของเ้าเลย!"
ชาวเมืองเริ่มส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยเสริมทัพคุณชาย
"จริงของคุณชายเหวิน! ดูท่าทางมันสิ เหมือนคนกำลังจะไปพบยมบาลมากกว่านักปราชญ์ ข้าว่ามันคงเขียนเมนูอาหารที่อยากกินลงไปในกระดาษแน่ๆ ฮ่าๆๆ!"
ลู่ชิงปรายตาสีแดงก่ำมองเหวินเทียนที่กำลังพล่ามพลางแค่นยิ้มกวนประสาทระดับสิบ
"คุณชายเหวิน... ท่านนี่เป็ห่วงเป็ใยข้าประดุจเป็บิดาข้าเลยนะขอรับ กลัวข้าไม่มีที่นอนหรือกลัวจะแพ้ข้าจนต้องไปนอนคอกม้าเบียดกับเ้าสีหมอกคืนนี้กันแน่? ข้าแนะนำนะขอรับว่าก่อนจะด่าคนอื่น ท่านควรเอาเวลาไปเช็ดน้ำลายที่มุมปากนะขอรับ กลิ่นปากท่านรุนแรงปานซากศพแช่น้ำแข็งจนม้าในคอกม้าของข้ายังต้องยกกีบหน้ากุมจมูกกันเลยทีเดียว"
"เ้า...! ปากดีไปเถอะไอ้สวะเศษเดน!" เหวินเทียนตวาดกลับจนหน้าแดงก่ำปานลูกตำลึงสุก
"ธูปเหลือเพียงครึ่งก้านแล้ว เ้ายังลากเส้นไม่จบ เตรียมตัวรับความอัปยศแล้วไสหัวไปขุดรูอยู่ได้เลย!"
ลู่ชิงไม่ตอบโต้ต่อ เขาหลับตาลงรวบรวมสิ่งที่เขาคิดว่าเป็
"ความมุ่งมั่นเพื่อเงิน" ทั้งหมดที่มี ทันทีที่เขากดปลายพู่กันลงเส้นสุดท้ายเสร็จสิ้นลง... ตูม! บรรยากาศรอบลานพลันแปรปรวนอย่างน่าอัศจรรย์ใจ! ลมเริ่มกรรโชกแรงผิดปกติประหนึ่งพายุใหญ่กำลังจะพัดถล่มเมืองตงหยางให้ราบเป็หน้ากลอง ท้องฟ้าที่เคยสดใสพลันมืดครึ้มมวลอากาศหมุนวนอย่างบ้าคลั่งรอบโต๊ะของลู่ชิง ฝุ่นคลุ้งกระจายจนผู้คนต้องยกมือขึ้นป้องตาและพากันวิ่งวุ่นหาที่เกาะที่หลบพายุ
"ลมบ้าอะไรกันเนี่ย! อยู่ๆ พายุก็เข้าเมืองตงหยาง สงสัย์จะลงทัณฑ์ไอ้คนนอนคอกม้านั่น!" ชาวบ้านคนหนึ่งะโสู้เสียงลม
"ไม่ใช่หรอก! สงสัยลมเปลี่ยนทิศล่ะมั้ง! ฤดูนี้พายุมักจะมาแปลกๆ เสมอ เมืองตงหยางเราลมแรงเป็ปกติอยู่แล้ว!" อีกคนเสริมพลางกอดเสาหออักษรไว้แน่นจนตัวโก่ง
ไม่มีใครนึกเฉลียวใจเลยสักคนว่าพายุนี้เกิดจากปลายพู่กันไม้ผุของยาจกเบื้องหน้า ทุกคนล้วนคิดว่าเป็เพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่บังเอิญเกิดขึ้นผิดที่ผิดเวลาเท่านั้น ปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นรุนแรงเพียงอึดใจเดียวแล้วมลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าขนพองสยองเกลอ ลู่ชิงวางพู่กันลงดังตึง! ร่างกายเขาโซเซพิงโต๊ะด้วยความเหนื่อยหอบอย่างรุนแรง เขาแปลกใจนักว่าเหตุใดเพียงแค่ใช้ "พลังใจ" เขียนอักษรกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนควักไส้ควักพุงออกไปหมดตัวเช่นนี้ ใบหน้าเขาซีดเผือดปานกระดาษที่เขาเขียน เหงื่อเม็ดโตไหลท่วมกายจนเสื้อผ้าปะชุนเปียกโชกจนแนบเนื้อ
"หึ! ท่ามากจริงๆ" เหวินเทียนแค่นเสียงดูถูกอีกรอบเมื่อพายุสงบลง
"พายุเข้าพอดีเลยทำตัวเนียนเป็เหนื่อยหอบสินะ ท่าทางปัญญาอ่อนแบบนี้ ที่แท้ก็แค่พวกเล่นปาหี่อาศัยจังหวะฟ้าฝนหลอกคน เหนื่อยจนตัวสั่นพะเยาแบบนี้สงสัยจะเขียนบทกวีขอส่วนบุญล่ะสิ!" ลู่ชิงไม่มีแรงจะเถียงกลับ เขาเพียงแค่ยิ้มมุมปากอย่างเหนื่อยอ่อนพลางคิดในใจว่า 'ไอ้นี่มันพูดมากจริงๆ ถ้าข้ามีแรงคงเอาพู่กันยัดปากมันไปแล้ว'
กรรมการทั้งสามเริ่มเดินตรวจงานอย่างละเอียดลออ ผู้าุโไป๋จิงพยักหน้าให้บทกวีของคุณชายเหวิน
"อืม... กำแพงเมืองสามร้อยปีมั่นคงดุจเหล็กกล้า... สำนวนสละสลวย ฝีมือไม่เลว ความหมายจัดว่าดี" เหวินเทียนเริ่มลำพองใจ ยืดอกยิ้มกริ่มเตรียมรับถุงเงินร้อยตำลึงพลางเหล่มองลู่ชิงอย่างผู้ชนะ
ทว่าเมื่อกรรมการเดินมาถึงโต๊ะสุดท้ายของลู่ชิง ผู้าุโไป๋จิงที่ตอนแรกตั้งท่าจะมองผ่านๆ เพราะคิดว่าบทกวีของคุณชายเหวินคงชนะขาดลอยแน่แล้ว กลับต้อง หันควับ กลับมามองอีกครั้งราวกับคอจะหัก! เขาหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดูอย่างไม่เชื่อสายตา มือสั่นเทิ้มจนกระดาษพริ้วไหว ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมกลับนิ่งอึ้งและซีดเผือดไปครู่ใหญ่
"อะไรกัน... นี่มัน... " เขาพึมพำอย่างคนเสียสติ จนผู้าุโอีกสองท่านต้องรีบมาสะกิดดู และแล้วทั้งสามท่านก็ยืนนิ่งแข็งทื่อประดุจหินสลักไปพร้อมๆ กัน
"ท่านกรรมการ! เกิดอะไรขึ้น! ประกาศผลสิ!" เหวินเทียนเริ่มใจคอไม่ดีะโเร่งด้วยความหงุดหงิด "มัวดูอะไรกับขยะเปื้อนน้ำหมึกที่ไอ้คนนอนคอกม้าเขียนกัน!"
"อันดับหนึ่ง... ลู่ชิง!" ผู้าุโทั้งสามประกาศออกมาพร้อมกันดั่งเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางลานประลอง
"ข้าขอค้าน! มันเป็ไปไม่ได้!" เหวินเทียนกรีดร้องออกมาปานโดนน้ำร้อนลวก
"ไอ้ขอทานชุดปะที่นอนดมขี้ม้านั่นน่ะรึจะชนะข้า! บทกวีของมันเขียนว่าอะไร! พวกท่านตาบอดหรือรับเงินขี้ม้ามันมา!"
ผู้าุโไป๋จิงเริ่มรำคาญกิริยาถ่อยของคุณชายเหวิน จึงคลี่กระดาษของลู่ชิงออกหันไปทางมหาชน และนี่คือบทกวีที่ทำให้ทุกคนต้องสงบปาก
"กำแพงหินสามร้อยปีมิอาจยั่ง หากใจคนคลายสิ้นซึ่งศรัทธา""จิติญญาตงหยางมิใช่ศิลา แต่อยู่ที่เมตตา...ในซาลาเปาอุ่นที่แบ่งปัน""เมืองยิ่งใหญ่ได้เพราะโอบอุ้มรากหญ้า ความแข็งแกร่งที่แท้คือความสามัคคีที่ถักทอ""หนึ่งหยดน้ำใจค้ำจุนเมืองมิให้ท้อ นี่คือตงหยาง...ที่ยิ่งใหญ่ด้วยใจคน"
ทันทีที่แผ่นกระดาษถูกชูขึ้นและบทกวีประกาศเกียรติแห่งตงหยางถูกเผยโฉมต่อหน้าสาธารณชน พลังลึกลับที่ลู่ชิงเข้าใจไปเองว่าเป็เพียง "พลังใจ" หรือความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของยาจกคนหนึ่ง กลับะเิพรั่งพรูออกมาเป็คลื่นพลังที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันกลับสั่นะเืลึกเข้าไปในจิติญญาของผู้ที่ได้พบเห็น
อากาศรอบบริเวณลานประลองพลันสั่นไหวระยิบระยับประดุจคลื่นความร้อนท่ามกลางเหมันต์ฤดู ทุกคนในลานต่างพากันขนลุกเกรียวไปทั้งตัว ขนแขนสแตนด์อัพโดยมิอาจควบคุม หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก ทันใดนั้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามิใช่เพียงตัวอักษรสีหมึกบนกระดาษขาวธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือ "ภาพมายาเบิกฟ้า" อันตระการตาที่พุ่งออกมาจากหน้ากระดาษ!
ชาวเมืองนับพันต่างเห็นภาพเหตุการณ์เดียวกันในมโนนึก เป็ภาพของผู้คนในเมืองตงหยางทุกชนชั้น ั้แ่บัณฑิตสูงศักดิ์ไปจนถึงขอทานข้างถนน ต่างหันมายิ้มให้กันอย่างจริงใจ ภาพการแบ่งปันอาหารอุ่นๆ ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ความสามัคคีที่ถักทอเป็กำแพงที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าศิลาแกรนิต ภาพเ่าั้มีชีวิตชีวาจนผู้คนได้ยินเสียงหัวเราะและได้กลิ่นหอมของซาลาเปาอุ่นๆ ลอยออกมาจากอากาศธาตุ พลังจากเคล็ดวิชา "หนึ่งขีดเบิกฟ้า" ที่แฝงอยู่ในทุกหยดน้ำหมึกทำให้ความจริงกับมายาพร่าเลือนจนแยกไม่ออก
"์ทรงโปรด! นี่ข้ากินอะไรผิดสำแดงเข้าไปหรือไร ถึงได้เห็นภาพหลอนว่าคนทั้งเมืองรักใคร่กันปานพี่น้องเช่นนี้!" บัณฑิตผู้หนึ่งที่เคยดูแคลนลู่ชิงอุทานออกมาเสียงหลงพลางขยี้ตาจนแดงก่ำ
"ข้าก็เห็น! ข้าเห็นภาพตัวเองแบ่งซาลาเปาให้สุนัขจรจัดด้วยซ้ำ หรือว่าข้าเป็ไข้จนเพ้อไปแล้ว!" ชาวบ้านอีกคนะโก้องด้วยความสับสน
ท่ามกลางความโกลาหลของโสตประสาท ลู่ชิงยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อเม็ดโตไหลท่วมกายจนเสื้อผ้าปะชุนเปียกโชกแนบไปกับลำตัวเขารู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบหายไปในชั่วพริบตา เขานึกสงสัยในใจว่า 'ไอ้พลังใจเนี่ย พอมันใช้มากๆ เข้า มันทำเอาข้าแทบจะกลายเป็ซากศพเดินได้เชียวรึ? คราวหน้าต้องเพลาๆ ลงบ้างแล้ว'
ทว่าในความเหนื่อยล้านั้น เขากลับยิ้มเยาะอย่างสะใจเมื่อสายตาปะทะเข้ากับสภาพของคุณชายเหวินเทียน บัดนี้บุรุษผู้จองหองผู้นั้นหน้าซีดเผือดขาวราวกับกระดาษไหว้เ้า ร่างกายสั่นเทิ้มประหนึ่งลูกนกตกน้ำ เข่าทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงกับพื้นหินแข็งๆ ดวงตาเหลือกค้างตื่นตะลึงประหนึ่งิญญาหลุดลอยออกจากร่างไปหาบรรพบุรุษเรียบร้อยแล้ว ความพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อหน้าสาธารณชน โดยฝีมือของคนที่เขายัดเยียดฉายา "บัณฑิตคอกม้า" ให้ กลายเป็ตราบาปมหึมาที่กรีดลึกลงในศักดิ์ศรีของตระกูลเหวินไปชั่วนิรันดร์
"ไม่จริง... มันต้องเป็มนต์ดำ... มันต้องไม่ใช่ฝีมือมัน..." เหวินเทียนพึมพำน้ำลายฟูมปาก ก่อนจะสลบเหมือดไปกลางอากาศ ข้ารับใช้ของจวนเหวินต่างพากันวิ่งวุ่นหน้าตาตื่น เข้ามารวบตัวเ้านายที่กึ่งไร้ิญญาขึ้นพาดบ่า หามกลับจวนไปอย่างทุลักทุเลท่ามกลางเสียงโห่ฮาและเสียงหัวเราะเยาะของฝูงชนที่ขำจนฟันโยก
ลู่ชิงมองตามเงาร่างอันน่าเวทนานั้นไปพลางปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอพลางตบถุงเงินรางวัลร้อยตำลึงที่นอนสงบนิ่งอยู่ข้างกาย 'เหนื่อยจนแทบจะไปเฝ้ายมบาลจริงๆ... พลังใจข้านี่มันช่างรุนแรงและมีราคาแพงเสียเหลือเกิน! แต่เอาเถอะ ในเมื่อข้ารวยเป็เศรษฐีใหม่ในชั่วข้ามคืนเช่นนี้ คืนนี้ข้าจะไปถล่มโรงเตี๊ยมที่แพงที่สุดในเมืองตงหยาง ข้าจะสั่งซาลาเปาทุกไส้ที่มีในร้านมาวางกองเป็ูเาเลากา แล้วข้าจะนอนกอดกองซาลาเปาพวกนั้นแทนฟางแห้งในคอกม้าให้สมใจอยากไปเล้ย! ฮ่าๆๆ!'
เขายืดอกขึ้นแม้จะยังสั่นอยู่น้อยๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบลานด้วยท่าทางราวกับผู้ชนะที่โลกต้องจารึก ทิ้งให้เหล่ากรรมการมหาปราชญ์ทั้งสามยืนมองตามแผ่นหลังมอมแมมของเขาไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและอัศจรรย์ใจอย่างหาที่สุดมิได้