ตอนที่ 4 ข่าวลือ
หึ สมแล้วที่โลดแล่นอยู่ในแวดวงการค้ามายาวนาน ไม่ยอมขาดทุนเลยสักนิด
“อย่างนั้นเถ้าแก่้าเช่นไร?” ถงเชียนถามด้วยน้ำเสียงเ็า
เถ้าแก่โรงน้ำชายิ้มอย่างเก้ออาย “แม่นาง หากเ้าสอนแม่หนูอวิ๋นผู้นั้นเป็เวลาสามหรือห้าปี เช่นนั้นข้าคงไม่ต้องเปิดร้านกันพอดี”
“สามวัน!” ถงเชียนชูนิ้วขาวเรียวยาวออกมาสามนิ้ว “ข้ารับรองว่าจะฝึกฝนแม่หนูอวิ๋นให้เสร็จภายในสามวัน”
เถ้าแก่โรงน้ำชาลืมตาโพลง เผยทุกอย่างออกมาทางสีหน้าจนหมด “สามวัน? แค่สามวันจริงๆ รึ?”
“แน่นอน” ถงเชียนเอ่ยต่อ “ทว่าเงินที่แม่หนูอวิ๋นหามาล้วนเป็ของท่านทั้งหมด ส่วนข้าทุ่มเทกำลังไปเสียนาน กลับไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง”
เถ้าแก่โรงน้ำชาสีหน้าครึ้มลง แอบร้องโอดครวญในใจ : แม่นางผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
แม้จะคิดอย่างนั้น ทว่าต่อหน้าเขาก็ยังถามด้วยความนอบน้อมอยู่เล็กน้อย “มิทราบว่าแม่นางถงเชียน ้าสิ่งใด?”
ถงเชียนเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อย “ค่าชี้แนะ ค่าใช้จ่ายในการชี้แนะแม่หนูอวิ๋น หากเห็นผล ข้ารับเงิน แต่หากไม่เห็นผล ตัวข้านั้นยินดีคืนเงินและทำเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น”
เถ้าแก่หรี่ตาลง ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
แม่นางผู้นี้้าให้เขายื่นมือช่วยเหลือแม่หนูอวิ๋นจัดการเื่ฝังศพอย่างเงียบๆ ถึงได้ยอมเสียแรงร้องเพลงไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นนี้ ดังนั้นเป้าหมายแรกเริ่มของนางได้สำเร็จไปแล้ว
ดูท่าว่าเหนือคนยังมียอดคน อยู่จริงๆ
แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนี้ เขาก็ไม่มีทางอื่นให้ถอยอีก ส่วนเงินของแม่หนูอวิ๋นก็มอบให้ไปแล้ว ตอนนี้ คงทำได้เพียงฝากความหวังไว้ที่ถงเชียนผู้นี้แล้วล่ะ
ถงเชียนอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าดำคล้ำต้องพยักหน้าอย่างจำยอมของเถ้าแก่โรงน้ำชา
จี้ซิวผิงที่อยู่ด้านข้างจ้องมองท่าทางกุมทุกอย่างไว้ในกำมือเรียบร้อยของถงเชียนด้วยความรู้สึกสับสนเล็กน้อย
ถงเชียนในยามนี้ ดูอย่างก็ไม่สามารถนำสาวน้อยหยาดเยิ้มคนเดิมในความทรงจำมาซ้อนทับกันได้
ถงเชียนรู้สึกได้ถึงสายตาของเขา ก็หันมาขยิบตาให้เขาอย่างซุกซน สื่อความหมายให้รู้ว่าทำสำเร็จแล้ว
จี้ซิวผิงลนลานรีบก้มหน้าลง ก่อนที่ใบหูจะเริ่มเป็สีแดงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อบรรลุข้อตกลง ถงเชียนกับจี้ซิวผิงก็พาแม่หนูอวิ๋นกลับไป
“นี่ เห็นกันหรือยัง?” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ย “จี้ซิวผิงเข้าเมืองไปซื้อบ่าวรับใช้ให้เชียนเอ๋อร์ผู้นั้น ดูดีเลยทีเดียว”
“ซื้อบ่าวรับใช้? นั่นต้องใช้เงินมากถึงเพียงไรกัน!”
“คนจ่ายเงินเขาเต็มใจจ่าย แล้วเ้าจะยุ่งอะไรด้วย?”
“ก็แค่อิจฉาตาร้อนสินะ ขนาดหญิงงามที่สุดในหมู่บ้านอย่างหรูเยียนไล่ตามตื้อ จี้ซิวผิงก็ยังไม่เอาเลย”
ผู้คนโดยรอบวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อน จนลืมสังเกตใบหน้าที่เริ่มไม่น่ามองขึ้นเรื่อย ๆ ของหรูเยียน
หึ ถงเชียน ข้าจะรอดูว่าเ้าจะก่อเื่อันใดอีก!
หลังจากที่จี้ซิวผิงกลับมาจากในเมือง ก็รีบนำรถวัวไปคืนป้าหลิน ส่วนถงเชียนก็พาแม่หนูอวิ๋นกลับไป
“เอ๊ะๆ นั่นใครน่ะ?” หรูเยียนค่อยๆ เดินนวยนาด มาแต่ไกล “ที่แท้ก็แม่นางถงเชียนนี่เอง ช่างบังเอิญเสียจริง”
บังเอิญ? ข้าว่าไม่ใช่ล่ะมัง
ถงเชียนแค่นเสียงเบาๆ มองหรูเยียนั้แ่หัวจรดเท้า แล้วกรอกตามองบน
ในความทรงจำเดิม มีเื่ของหญิงงามที่สุดในหมู่บ้านคนนี้อยู่ไม่น้อย นางจ้องจี้ซิวผิงตาเป็มันมานานแล้ว มักจะเข้ามาก่อกวนบ้างเป็ครั้งคราว โดยพกความหน้าด้านหน้าทนออกมาใช้อย่างเต็มที่
“แม่หนูอวิ๋น พวกเราไปกันเถอะ” ถงเชียนไม่สนใจคนประเภทนี้สักนิด อย่างไรเสียจี้ซิวผิงก็ไม่ได้ชอบนาง ไม่เห็นจะต้องเปลืองน้ำลายกับคนเช่นนี้เลย
หรูเยียนมองเด็กสาวที่อยู่ด้านหลังถงเชียนแวบหนึ่ง แล้วอดพูดกระแนะกระแหนไม่ได้ว่า “แม่นางถงเชียน ยามปกติก็ชอบก่อเื่วุ่นวายมากพออยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้จะทำให้ซิวผิงซื้อตัวบ่าวมาจากในเมืองได้ ชีวิตดีเสียจริงนะ มิน่าล่ะถึงไม่ยอมตามบิดามารดากลับไป เกรงว่าบนโลกใบนี้ คงจะมีเพียงซิวผิงเท่านั้นที่โง่งม ถึงได้ยอมตามใจเ้าถึงเพียงนี้”
ซิวผิง?
ความสนใจทั้งหมดของถงเชียนอยู่ที่คำนี้
เรียกขานสนิทสนมปานนั้น ช่าง...รนหาที่ตายจริงๆ
ดวงตาคู่งามของถงเชียนหันกลับไปมอง เอ่ยอย่างเ็าทั้งยังดูหยิ่งยโสว่า “พี่ซิวผิงจะปฏิบัติต่อข้าอย่างไร แล้วมันเกี่ยวอันใดกับเ้าด้วย?”
สีหน้าหรูเยียนทำนองเดียวกับถูกทำให้เสียหน้าจนพูดไม่ออก
“ตัวเองไม่มีปัญญาพิชิตใจพี่ซิวผิง เลยมาพาลใส่ข้า? เ้าหาเื่ผิดที่แล้ว” ถงเชียนมองนางแวบหนึ่ง เอ่ยอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิดว่า “ยังมีอีกเื่ที่ข้าอยากเตือนเ้า นับแต่โบราณวีรบุรุษย่อมคู่กับหญิงงาม ตัวข้าเป็หญิงงาม ไม่เหมือนกับบางคน แม้แต่แป้งขาวก็มิอาจปกปิดผิวดำคล้ำเหมือนก้นกระทะอย่างเ้าได้” “เ้า! เ้า!” หรูเยียนถูกจี้ใจดำ มองนางอย่างโกรธแค้นแวบหนึ่ง แล้วกระทืบเท้าจากไปด้วยความเกลียดชัง
แม่หนูอวิ๋นเห็นร่างที่เศร้าหมองของหรูเยียน ก็อดที่จะแอบหัวเราะอยู่ข้างๆ ไม่ได้
หลังจากที่ซิวผิงกลับมาและไม่เห็นถงเชียน พอถามแม่หนูอวิ๋นจึงได้รู้ว่านางปิดตัวอยู่ในห้องเพื่อศึกษาทำนองเพลงอยู่
ความจริงแล้วเขายังรู้สึกไม่วางใจอยู่บ้าง ถึงแม้เขาสนับสนุนการตัดสินใจของถงเชียนทุกประการ แต่ครั้งนี้ จะเป็ไปได้หรือ?
ถงเชียนที่อยู่ในห้องขณะนี้ กำลังจับพู่กันเขียนหนังสืออย่างรวดเร็วและสบายใจอย่างมาก
นางคิดออกั้แ่ตอนที่ได้ยินว่าแม่หนูอวิ๋นร้องเพลงได้แล้ว จึงนำเื่ราวในคัมภีร์ครอบจักรวาลออกมาแต่งเป็เพลงให้แม่หนูอวิ๋นร้องโดยใส่อารมณ์และความรู้สึกออกมา ผู้คนได้ยินทั้งเสียงเพลงและเื่ราว อย่างนี้ก็จะได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง เลยมิใช่รึ?
ถงเชียนทำด้วยความตั้งใจ แม้แต่ข้าวเย็นนางก็ไม่กิน จี้ซิวผิงเป็ห่วงนาง ในขณะที่กำลังจะถือข้าวเข้าไปนั้น ก็ได้ยินเสียงดังแกรกกราก ก่อนที่ถงเชียนจะเดินออกมาช้าๆ
“พวกท่านลองฟังท่อนนี้หน่อยว่าข้าเขียนได้ดีหรือไม่?” พอพูดจบถงเชียนก็หยิบกระดาษร่างในมือออกมา แล้วเริ่มร้อง
เพลงท่อนนี้บรรยายถึงเื่ราวความรักที่ต้องจากลา แม้จะโศกเศร้าหมดหวังแต่ทว่างดงาม ถงเชียนใช้ถ้อยคำสวยงามเป็เอกแต่งมันออกมา ประกอบกับท่วงทำนองโศกเศร้าลึกซึ้งชวนให้คนฟังคล้อยตาม
จี้ซิวผิงมองท่าทางที่ตั้งอกตั้งใจของถงเชียน ก็รู้สึกราวกับว่าแสงจันทราบนท้องนภาต่างรวมกันอยู่บนตัวนาง เมื่อผสานรวมกับทำนองเสียงที่นางเปล่งมา นี่มันช่าง...งดงามยิ่งนัก!
พอตกดึก ถงเชียนนั่งอยู่บนเตียงอย่างอารมณ์ดี
บทเพลงเมื่อสักครู่ จี้ซิวผิงและแม่หนูอวิ๋นต่างเอ่ยเป็เสียงเดียวกันว่ายอดเยี่ยม จากนี้ไปแค่สอนแม่หนูอวิ๋นให้ได้ก็พอ ถึงเวลานั้น นางก็จะได้รับค่าชี้แนะ แม้มันจะไม่มากนัก แต่นี่ถือเป็ก้าวแรก ในอนาคตนางจะต้องหาเงินได้มากกว่านี้แน่นอน
ทำงานหาเงิน ก่อร่างสร้างตัว แล้วขอซิวผิงแต่งงาน ถงเชียนคิดอย่างมีความสุข
เพียงแต่ ไม่รู้ว่าจี้ซิวผิงจะคิดอย่างไร ถงเชียนอยู่กับเขามานานหลายปีเช่นนี้ แต่เขาไม่เคยหวั่นไหวเลยสักนิด หรือว่า เขาไม่ชอบนาง?
แต่ดูจากแววตาเขินอายในยามปกติที่เขามองมาแล้ว ดูเหมือนจะไม่ใช่นี่นา
โธ่เว้ย ไม่สนแล้ว
ถงเชียนรีบลุกขึ้นมาด้วยจิตใจที่ฮึกเหิมทันที
เมื่อข้าวสารเปลี่ยนเป็ข้าวสุก เขาไม่ชอบก็ต้องชอบแล้วล่ะ
พอตัดสินใจได้แล้ว ถงเชียนก็รีบเดินออกไปข้างนอก ทว่าในขณะที่เปิดประตูนั้น ก็ปรากฏใบหน้าของคนที่นาง้าจะทำให้กลายเป็ข้าวสุก!