เสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นจากกำแพงเมืองเซราดเป็ครั้งที่สาม ก่อนแสงอาทิตย์จะส่องพ้นแนวกำแพงด้านตะวันออกอย่างเต็มที่ เมืองชายแดนแห่งเวเรนเซียยังคงตื่นขึ้นตามวิถีเดิม ผู้คนเปิดแผงขายของ พ่อค้าเริ่มขนลังสินค้าลงจากเกวียน ทหารประจำประตูเมืองผลัดเวร และเสียงค้อนจากโรงตีเหล็กก็ดังเป็จังหวะอยู่ไม่ไกลจากตลาดกลางเมือง
แต่ในอีกด้านหนึ่งของกำแพงที่มิดมน เมืองเซราดมีสถานที่ที่แทบไม่มีใครอยากพูดถึง
สลัม
ตรอกแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่า หลังคาบางหลังปะด้วยผ้าและแผ่นไม้แทนกระเบื้อง พื้นดินกลายเป็โคลนทุกครั้งที่ฝนตก น้ำสะอาดต้องแย่งกันใช้ และคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ไม่มีนามสกุล ไม่มีที่ดิน ไม่มีอำนาจ และไม่มีใครสนใจว่าพวกเขาจะมีชีวิตอยู่หรือตายไปอย่างไร
เด็กชายคนหนึ่งเดินก้มหน้าผ่านตรอกพร้อมถังไม้สองใบในมือ
เขาอายุสิบสี่ปี ผมสีเงินหม่นยุ่งจนแทบไม่เป็ทรง ใบหน้าเล็กผอมและมีคราบเขม่าติดอยู่ตรงแก้ม เสื้อผ้าที่สวมผ่านการปะซ้ำมาหลายครั้งจนแทบดูไม่ออกว่าเดิมทีเป็สีอะไร
เขาวางถังลงข้างบ่อน้ำ ก่อนใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
“อีกสองถัง…”
เด็กชายพึมพำกับตัวเอง
เขายกถังขึ้นอีกครั้งแล้วเดินกลับ
ชื่อของเขาคือ อาเรน
ไม่มีใครในสลัมคิดว่าเด็กคนนี้พิเศษ
เขาไม่ได้มีพละกำลังมากกว่าเด็กคนอื่น ไม่ได้เป็อัจฉริยะด้านดาบ ไม่ได้ใช้เวทมนตร์ได้ั้แ่เด็ก และไม่เคยมีใครเรียกเขาว่าเด็กแห่งโชคชะตา
เขาเป็เพียงเด็กคนหนึ่งที่เกิดมาในครอบครัวธรรมดา
พ่อของเขาเป็ช่างซ่อมอาวุธเล็ก ๆ รับงานจากทหารและนักเดินทางที่ผ่านเมือง ส่วนแม่ทำงานรับจ้างทั่วไป ทั้งคู่ไม่ได้ร่ำรวย แต่พยายามทำให้ลูกชายมีชีวิตที่ดีกว่าพวกเขา
อาเรนจึงรู้ั้แ่จำความได้ว่า หากไม่ทำงาน ก็ไม่มีอาหาร
และหากไม่ระวังตัว ก็ไม่มีใครมาช่วย
เมื่อกลับถึงบ้าน อาเรนวางถังน้ำลงหน้าประตู
“กลับมาแล้วครับ”
ไม่มีเสียงตอบ
เขาหันไปมองโต๊ะไม้เก่ากลางห้อง
พ่อของเขากำลังนั่งซ่อมดาบเล่มหนึ่งอยู่ มือหยาบกร้านขยับอย่างระมัดระวัง ข้างกันนั้นมีแม่กำลังเย็บเสื้อเก่าให้ลูกค้าคนหนึ่ง
“วันนี้กลับมาเร็วนะอาเรน”
เด็กหนุ่มหันไปมองด้วยรอยยิ้ม "งานเสร็จหมดแล้วครับ"
"ไปล้างหน้าล้างตา ล้างมือให้สะอาดด้วยนะ ขนมปังวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว" แม่ของเขาพูดในขณะที่ก้มหน้าเย็บผ้าอยู่
ขนมปังชิ้นเล็กถูกแบ่งออกเป็สามส่วน
ไม่มีใครพูดว่ามันไม่พอ
เพราะทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว
พ่อเงยหน้ามองลูกชายก่อนเหลือบไปยังมือของเขา
"ทำไมมือของเ้าเป็อย่างนั้น เป็โดนอะไรมา"
อาเรนดึงมือกลับมาซ่อนไว้ด้านหลัง "โดนเชือกบาดนิดหน่อยครับ"
"ยื่นมือออกมา"
อาเรนยื่นมือให้
พ่อหยิบผ้าสะอาดมาพันแผลให้โดยไม่พูดอะไร
ชายคนนั้นไม่ใช่นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีโซล-อาร์คมหาศาล และไม่เคยก้าวเข้าสู่เส้นทางอัศวิน
แต่เขาเคยเป็ทหารรับจ้างมาก่อน
สิ่งที่เหลือจากชีวิตนั้นมีเพียงประสบการณ์เล็กน้อยกับดาบเก่า ๆ และความทรงจำที่เขาไม่ค่อยเล่าให้ใครฟัง
หลังพันแผลเสร็จ เขาหยิบดาบไม้เล่มหนึ่งจากมุมห้อง
เขายื่นดาบไม้เก่าๆให้อาเรน "รับไว้"
“วันนี้ฝึกหรือครับ”
“ถ้าเ้าจะใช้ดาบ วันหนึ่งเ้าต้องรู้ว่ามันไม่ได้มีไว้แค่ฟันคน” หลังพูดเสร็จเขาเดินไปยังหน้าบ้าน อาเรนเดินตามออกไป
พื้นที่ว่างหน้าบ้านมีไม่ถึงสิบก้าว แต่สำหรับเด็กชายแล้วมันกว้างพอสำหรับการฝึกครั้งแรก
“ยืนให้มั่น การยืนเป็พื้นฐานที่สุดในการใช้ดาบ” อาเรนทำตาม
“อย่าจ้องดาบให้จ้องมาที่คน” อาเรนพยายามปรับสายตาตามอีกครั้ง
“ถ้าคนตรงหน้าขยับ เ้าต้องรู้ก่อนว่าเขาจะทำอะไร ไม่ใช่รอให้เขาฟันแล้วค่อยหลบ” เด็กชายพยักหน้าเข้าใจ
จากนั้นการฝึกก็เริ่มขึ้น
ดาบไม้กระแทกแขนเขา "โอ๊ย!" อาเรนเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น
“ลุกขึ้น”
ครั้งที่สองกระแทกไหล่ ครั้งที่สามโดนต้นขาเต็ม ๆ
อาเรนกัดฟันแน่น ไม่ยอมร้องออกมาสักคำ
พ่อมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น
“เ้ามีสิ่งหนึ่งที่ดี”
อาเรนเงยหน้าขึ้น พลางใช้มือปัดฝุ่นตามตัวจากการล้ม “คือสิ่งใดครับ”
"เ้ามีความจำที่ดี และปรับใช้กับตัวเองได้ยอดเยี่ยม" ชายคนนั้นชี้ไปยังตำแหน่งเท้าของลูกชาย “ครั้งแรกเ้าถอยหลัง ครั้งที่สองเ้าถอยเหมือนเดิม แต่ครั้งที่สาม... เ้าขยับออกด้านข้างแล้ว”
อาเรนก้มมองเท้าตัวเอง “แปลว่าผมเก่งเหรอครับ”
พ่อหัวเราะเบา ๆ
พ่อหัวเราะในคอเบา ๆ “ยัง”เด็กชายทำหน้าผิดหวังทันที"แต่เ้ามีสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ดี"
คำพูดสั้น ๆ นั้นเปรียบเสมือนจุดประกายติดอยู่ในใจอาเรน ก่อนที่พ่อจะโยนดาบไม้คืนให้“พรุ่งนี้ฝึกต่อ”อาเรนรับมันไว้แน่น “ครับ!”
ในคืนนั้น ขณะที่เขานอนอยู่บนฟูกเก่า ๆ เขายกมือขึ้นมองฝ่ามือของตัวเอง
ภายในร่างกายของทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า โซล-อาร์ค
พลังที่ติดตัวมาั้แ่เกิด
อาเรนเคยเห็นพ่อใช้มันตอนซ่อมอาวุธ ใช้เพียงเล็กน้อยเพื่อทำให้ปลายนิ้วแม่นยำขึ้น แต่พ่อบอกเสมอว่าโซล-อาร์คไม่ได้ทำให้คนกลายเป็ยอดนักรบในชั่วข้ามคืน
คนที่ใช้มันเป็ต่างหากที่แข็งแกร่ง
อาเรนหลับตา พยายามััพลังภายในตัวเอง
บางสิ่งคล้ายความอุ่นไหลอยู่ลึกเข้าไปในร่างกาย
เขาพยายามดึงมันออกมา
แต่ไม่สำเร็จ
เด็กชายถอนหายใจ
“ยังไม่ได้…”
แล้วหลับไป
วันต่อมา ชีวิตยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม
อาเรนตื่นก่อนพระอาทิตย์ ทำงานขนของในตลาด ช่วยแม่ส่งผ้าให้ลูกค้า ตอนบ่ายช่วยพ่อขัดอาวุธ และเมื่อมีเวลาเหลือจึงฝึกดาบ
แต่ใน่หลายวันที่ผ่านมา เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่เปลี่ยนไป จำนวนทหารในเมืองเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ไม่ใช่แค่สองสามคน แต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าใ ประตูเมืองถูกตรวจเข้มกว่าเดิม เกวียนจากหมู่บ้านชายแดนถูกค้นอย่างละเอียดทุกคัน และบางคืน... มีเสียงควบม้ากระแทกเกือกดังระงมผ่านถนนด้านนอกสลัม
อาเรนตัดสินใจถามพ่อ “เกิดอะไรขึ้นครับ”
พ่อเงียบไปพักใหญ่ ดวงตามองออกไปข้างนอก “มีปัญหาที่ชายแดน”
“าเหรอครับ”
“...ยังไม่ใช่”
คำว่า ‘ยังไม่ใช่’ สร้างความรู้สึกไม่สบายใจ
คืนนั้น พ่อกลับบ้านช้ากว่าปกติ และเมื่อกลับมา สีหน้าของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เขาปิดประตู ลงกลอนล็อคอย่างแ่า แล้วเดินตรงไปยังมุมห้อง“พรุ่งนี้อย่าออกจากบ้าน”
แม่หยุดมือที่กำลังเย็บผ้าทันที “เกิดอะไรขึ้น?”
“มีคำสั่งจากเมืองหลวง”
ความเงียบตกลงในห้องทันที
อาเรนมองหน้าพ่อ
ความเงียบทิ้งตัวลงกดทับบรรยากาศในห้องทันที อาเรนมองหน้าพ่ออย่างสับสน “คำสั่งอะไรครับ”
พ่อไม่ได้ตอบ
พ่อไม่ได้ตอบ เขาเดินไปหยิบดาบเหล็กเก่าที่แขวนอยู่บนผนังลงมา
ดาบเล่มนั้นไม่ได้งดงามเลยสักนิด ฝักเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ด้ามจับถูกพันด้วยหนังเก่าที่เปื่อยยุ่ย และใบดาบก็มีรอยบิ่นจากการใช้งานมานับไม่ถ้วน
พ่อยื่นมันให้อาเรน
“เก็บไว้”
เด็กชายรับดาบด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมครับ”
“ถ้าพรุ่งนี้เกิดอะไรขึ้น เ้าต้องหนี”
แม่รีบลุกขึ้นยืน “อย่าพูดแบบนั้นสิ!”
พ่อหันไปมองเธอ แต่ไม่ได้กล่าวคำใด
อาเรนกำด้ามดาบแน่นขึ้น “ผมจะหนีไปไหน”
พ่อก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้า ลูบหัวเด็กชายเบา ๆ “ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่”
“แล้วพ่อกับแม่ล่ะ…”
ไม่มีคำตอบจากผู้เป็พ่อ
คืนนั้นอาเรนนอนไม่หลับสายตามองเพดานบ้านพร้อมกับหัวใจที่เต้นระทึก จนกระทั่ง... เสียงระฆังเตือนภัยดังแหวกความเงียบขึ้นกลางดึก!
แก๊ง!—แก๊ง!—แก๊ง!— ตามมาด้วยเสียงะโและเสียงโกลาหลระงมจากนอกบ้าน!
“เปิดประตู!”“ทหารหลวง! ทุกบ้านต้องออกมาเดี๋ยวนี้!”
อาเรนสะดุ้งตัวลุกขึ้น พ่อคว้าดาบอีกเล่มขึ้นมากระชับแน่น ขณะที่แม่หน้าซีดเผือด
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ นับสิบดังวุ่นวายไปทั่วตรอก ตามด้วยเสียงก้องร้องขอชีวิตและเสียงประตูบ้านข้าง ๆ ถูกพังทลาย
“พ่อ…”“ฟังพ่อ!” ชายคนนั้นจับไหล่ลูกชายไว้แน่นด้วยสองมือหยาบกร้าน “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ห้ามออกมาเด็ดขาด!”
“แต่—”
“อาเรน!” น้ำเสียงของพ่อเปลี่ยนไป มันไม่ใช่น้ำเสียงของครูฝึกดาบ... แต่มันคือน้ำเสียงของพ่อที่กำลังหวาดกลัวสุดขีด “ถ้าพ่อบอกให้วิ่ง... เ้าต้องวิ่ง!”
ตึง! ตึง! เสียงกระแทกประตูดังขึ้นอย่างรุนแรง
แม่กอดอาเรนเอาไว้แน่นจนััได้ถึงอาการสั่น ด้านนอกกำแพงสลัม เสียงร้องไห้โฮดังกังวานทีละหลัง
“พวกเขาทำอะไร…” อาเรนถามเสียงสั่นพร่ำพ่อไม่ได้ตอบ
ประตูบ้านถูกเตะจนเปิดออก
ปัง!!ประตูบ้านถูกเตะจนกลอนหักสบั้น! ทหารในชุดเกราะสามคนก้าวเข้ามา
ด้านหน้าสุดคลี่ม้วนกระดาษประกาศออก“ตามคำสั่งของทางการ ผู้ต้องสงสัยจากเขตชายแดนจะต้องถูกควบคุมตัวทั้งหมด!”
พ่อมองกระดาษแผ่นนั้น จากนั้นหันมามองหน้าอาเรนในวินาทีนั้นเอง เด็กชายจึงเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดทันที...
นี่ไม่ใช่การจับโจรไม่ใช่การค้นบ้านและไม่ใช่า...พวกเขากำลังกวาดล้าง!
ความผิดบาปบางอย่างกำลังถูกโยนให้คนในเขตชายแดน และคนธรรมดาไร้อำนาจในสลัมกำลังกลายเป็ ‘แพะรับบาป’ แทนผู้มีอำนาจ!
“วิ่งไป!!” พ่อตัดสินใจผลักอาเรนไปทางประตูหลังบ้านสุดแรง
แต่ด้วยความใ ช็อก และความไม่เข้าใจ อาเรนพยายามฝืนตัวพุ่งกลับเข้าหาผู้เป็พ่อ
"พ่อ! ผมไม่ไป! พวกเราต้องอยู่ด้วยกันสามคนสิ!" อาเรนะโร้องออกมาทั้งน้ำตา
"ข้าบอกให้วิ่ง! หนีไปซะ!" พ่อหันกลับมาผลักเขาอีกครั้งอย่างแรง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและอ้อนวอนในเวลาเดียวกัน
เด็กชายกำดาบเล่มเก่าในมือแน่น น้ำตาไหลทะลัก ก่อนจะหันหลังวิ่งออกไปอย่างไม่มีทิศทาง รู้เพียงแค่ต้องออกไปให้พ้นจากตรงนี้!
เคร้ง! เพล้ง! เสียงโลหะปะทะกันดังลั่นไล่หลังมา
เสียงร้องโหยหวนและเสียงการต่อสู้ตะลุมบอนดังระงมและนี่เป็ครั้งแรกในชีวิต... ที่อาเรนได้เรียนรู้ว่า โลกใบนี้ไม่ได้มีความยุติธรรมอยู่เลย
เขาวิ่งผ่านช่องแคบหลังบ้านทั้งน้ำตาโดยไม่รู้ว่าปลายทางคือที่ใด
ดาบเล่มเก่าของพ่อกระแทกเข้าที่ข้างขาตามจังหวะก้าวสับอย่างรุนแรงด้านหลังของเขา แสงไฟสีส้มฉานกำลังลุกลามและแผดเผาไปทั่วทั้งสลัม
อาเรนหันกลับไปมองเพียงครั้งเดียว...ภาพบ้านหลังเล็ก ๆ ที่เคยอบอุ่น บัดนี้ถูกเปลวเพลิงกลืนกินไปต่อหน้าต่อตา
เด็กชายกัดฟันแน่นจนกลิ่นเือบอวลในปาก ก่อนจะออกแรงวิ่งต่อไปในความมืดมิด...
โดยไม่รู้เลยว่า
โดยไม่รู้เลยว่า... คืนนี้จะเป็คืนสุดท้ายที่เขาได้เห็นบ้านของตัวเองและเป็จุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่
ชีวิตของเด็กชายจากสลัม ที่กำลังจะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับโลกอันโหดร้ายเบื้องนอกด้วยตัวคนเดียว