บทที่ 1
หลังจากเดินจนทั่วจวนสกุลโจวดวงจันทร์ก็ฉายแสงขึ้นพอดี รสสุคนธ์เดินไปที่สวนหลังเรือนบุปผา สายตาทอดมองภาพตรงหน้าอย่างชื่นชม ในตอนกลางวันสวนบุปผาแห่งนี้ดูร่มรื่นเย็นสบาย แต่ยามกลางคืนกลับดูงดงามกว่าเดิมเสียอีก ด้วยมีแสงสีเหลืองนวลตาจากเ้าหิงห้อยตัวน้อยระยิบระยับทั่วไปหมด คล้ายกับว่าพวกมันกำลังหยอกล้อเหล่าบุปผายามค่ำคืนในสวนก็ไม่ปาน รสสุคนธ์เดินไปที่เก๋งกลางสวนทอดสายตามองออกไปที่ท้องฟ้า แสงจันทร์นวลตาสาดส่องลงมา อีกสามวันเท่านั้นเธอก็จะกลายเป็โจวอี้หรงเป็ส่วนหนึ่งของสกุลโจว ขณะที่กำลังปล่อยใจไปกับบรรยากาศงดงามยามราตรีเงาบางอย่างไหววูบผ่านเธอไปและทิศทางนั้นก็คือเรือนบุปผา
หรงเอ๋อร์...!!!
รสสุคนธ์รีบตรงไปที่เรือนบุปผาในทันที ด้วยความกังวลใจพานวิตกว่าจะมีผู้คิดร้ายกับร่างใหม่ของเธอ ดวงจิตของรสสุคนธ์ยังคงว่างเปล่าร่างกายเป็อากาศธาตุ ดังนั้นจึงสามารถทะลุเข้าไปในเรือนบุปผาโดยมิต้องใช้ประตู
เป็ผีก็มีข้อดีเหมือนกันนะเนี่ย
ภาพตรงหน้าทำให้รสสุคนธ์ถึงกับเบิกตากว้าง บุรุษรูปงามเบื้องหน้านี้เป็ใครกัน และมีเหตุผลใดจึงบุกรุกเข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้ แสงจันทร์นวลตาสว่างไสวทอแสงเข้ามาทางหน้าต่างสะท้อนให้เห็นภาพตรงหน้าค่อนข้างชัดเจน ภาพชายรูปร่างสมส่วนหากแต่ดูบอบบางคล้ายบัณฑิตส่วนสูงประมาณหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเ ผมยาวสลวยถูกรวบยกสูงเอาไว้ทั้งหมด เผยดวงหน้าเรียวและผิวขาวเนียนละเอียดเสียจนหญิงสาวบางคนต้องอับอาย คิ้วเข้มดวงตาคมจมูกโด่งรับกับริมฝีปากบางสีชมพูอ่อน ริมฝีปากบางยกยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและอบอุ่นคล้ายแสงอาทิตย์ยามเช้า
“เ้าคือผู้หญิงของข้า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเื่นี้จะไม่มีทางเปลี่ยนแปลง”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนแ่เบาแต่กลับหนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าภูผา ดวงตาคมมีแววตามั่นคงดุจดั่งกำลังยืนยันในคำพูดของตน มือหนาลูบไปที่ศีรษะของโจวอี้หรงอย่างแ่เบาก่อนก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของนาง รสสุคนธ์ยืนมองภาพนั้นด้วยความประทับใจ
ในความโชคร้ายของเ้า... อย่างน้อยก็ยังมีความโชคดีนะหรงเอ๋อร์
เพียงชั่วพริบตาร่างสูงก็จากไป ทิ้งไว้เพียงภาพความประทับใจให้รสสุคนธ์เท่านั้น
ยามเช้าเสียงเอะอะโวยวายที่หน้าจวนทำให้รสสุคนธ์ตรงไปตามเสียงนั้นในทันที ภาพเบื้องหน้าคือชายรูปร่างสูงใหญ่ของโจวอี้ถังกำลังยืนสนทนากับโจวอี้ซวนใบหน้าที่ดูจริงจังของทั้งคู่ทำให้บรรยากาศรอบด้านดูอึมครึมชอบกล
“พี่ใหญ่ท่านจะไปจริง ๆ หรือ”
“อย่าห้ามข้าเลยน้องรอง อย่างไรข้าก็ต้องไป ข้าจะไม่ยินยอมให้ใครใช้น้องเล็กเป็เครื่องมืออย่างแน่นอน “
“แต่นั่นคือวังตะวันออก ตำหนักขององค์รัชทายาท ท่านคิดว่าจะเข้าไปได้ง่าย ๆ หรือ”
“ก็คงต้องลองดูก่อน”
รสสุคนธ์ฟังบทสนทนานั้น ด้วยใจซาบซึ้งด้วยรับรู้ได้ถึงความห่วงใยจากว่าที่พี่ชายทั้งสอง ดวงตางามคลอไปด้วยหยาดน้ำตา และในทันทีที่รองแม่ทัพโจวว่าที่พี่ชายคนโตเดินออกจากจวนสกุลโจว รสสุคนธ์ก็ไม่รอช้ารีบติดตามไปในทันที ร่างสูงใหญ่ของพี่ชายคนโตะโขึ้นม้าตัวใหญ่สีน้ำตาลไหม้แล้วควบออกไปในทันที รสสุคนธ์แทบใช้พลังิญญาและชีวิตทั้งหมดที่มีในการติดตามพี่ชายคนโตนี้ เพียงหนึ่งเค่อหรือประมาณสิบห้านาทีในที่สุดพี่ชายเืร้อนก็หยุดม้าลง รสสุคนธ์รู้สึกราวจะขาดใจตายอีกรอบก็ไม่ปานไม่คิดว่าเป็ผีนี่ก็เหนื่อยเป็เหมือนกัน
ว่าแต่ผีเขาเหนื่อยกันด้วยหรือนี่
ร่างบางแหงนหน้ามองป้าย ตำหนักตะวันออก ช่างแปลกนักเหตุใดตำหนักตะวันออกของรัชทายาทจึงไม่อยู่ในวังกัน
“ข้ามาขอเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท”
“ท่านรองแม่ทัพโจวโปรดรอสักครู่ ข้าจะเข้าไปทูลองค์รัชทายาทก่อน”
ชายชราวัยประมาณห้าสิบต้น ๆ บอกกับรองแม่ทัพโจวก่อนหายเข้าไปในตำหนัก พิจารณาจากการแต่งกายแล้ว รสสุคนธ์คาดว่าคนตรงหน้าคงจะเป็ขันทีประจำตำหนักตะวันออก เพราะด้วยน้ำเสียงและท่าทางเช่นนี้คงไม่สามารถกล่าวเป็อื่นได้จริง ๆ
“องค์รัชทายาทให้เชิญรองแม่ทัพโจวเข้าเฝ้าได้”
ทันทีที่ได้รับอนุญาตร่างสูงใหญ่ของโจวอี้ถังก็ตรงดิ่งเข้าไปในตำหนักในทันที รสสุคนธ์รีบตามติดว่าที่พี่ชายคนโตไม่ห่าง จนกระทั่งเขามาหยุดที่หน้าชายผู้หนึ่งรสสุคนธ์จดจ้องคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
“ถวายพระพรองค์รัชทายาท”
“ตามสบายเถิด”
องค์รัชทายาท! เขาคือบุรุษที่แอบเข้าหาโจวอี้หรงเมื่อคืนนี้ไม่ใช่หรือไร ที่แท้เขาคือองค์รัชทายาทหรือนี่
“มาหาเปิ่นหวางถึงตำหนักโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ท่านรองแม่ทัพโจวคงมีเื่ด่วนมากใช่หรือไม่”
แม้ท่าทางจะดูสุภาพหากแต่คำพูดกลับแฝงการตำหนิเอาไว้ชัดเจนจน โจวอี้หรงเผลอขมวดคิ้วในทันที
“กระหม่อมคิดว่าพระองค์คงจะทราบถึงสาเหตุการมาของกระหม่อมดี”
ใบหน้าคมของโจวอี้ถังกระตุกเล็กน้อยเมื่อมองเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนจากชายสูงศักดิ์ มือหนากำหมัดแน่นอย่างควบคุมอารมณ์ตนเอง
รสสุคนธ์ยกยิ้มบาง พี่ชายคนโตของนางนับว่าเป็บุรุษที่ใจร้อนสมกับเป็ชายชาติทหารโดยแท้จริง เพียงแต่บุคคลเบื้องหน้าเขาเป็รัชทายาทไม่ใช่หรือ หากพี่ชายของนางมีปัญหาด้วยเขาจะไม่ลำบากหรืออย่างไร
“หากท่านรองแม่ทัพไม่เอ่ยออกมาตามตรงเปิ่นหวางกลัวจะเข้าใจเจตนาของท่านผิดไป”
โจวอี้ถังขบกรามแน่นมากขึ้น ดูเหมือนองค์รัชทายาทผู้นี้จะมีความสามารถในการปั่นจิตใจและอารมณ์ผู้คนยิ่งนัก โจวอี้หรงส่ายหน้าอย่างนึกระอา หากอนาคตตนแต่งให้คนผู้นี้คาดว่าคงเกิดศึกระหว่างสองคนนี้ทุกวันอย่างแน่นอน
“กระหม่อมไม่้าให้หรงเอ๋อร์แต่งเข้าวังตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าคิดว่าจะปฏิเสธเปิ่นหวางได้หรือ”
เป็อีกครั้งที่รสสุคนธ์รู้สึกว่ารัชทายาทนั้นกวนประสาทที่สุด และดูเหมือนความอดทนของพี่ชายนางใกล้จะหมดเต็มที
“ท่านรองแม่ทัพโจวใจเย็น ๆ ก่อนเถิด เปิ่นหวางเพียงเตือนสติท่านเท่านั้น ว่าแม้ท่านและครอบครัวไม่ยินยอมก็คงมิอาจปฏิเสธได้ เพราะถึงแม้วันนี้เปิ่นหวางจะยอมทำตามคำขอของท่านแต่ด้วยคุณสมบัติของน้องสาวท่าน ท่านคิดว่าคนอื่นจะยอมปล่อยนางไปหรือ”
คำพูดขององค์รัชทายาทเรียกสติให้โจวอี้ถังได้มากเลยทีเดียว ใช่แล้ว แม้ครั้งนี้องค์รัชทายาทจะยอมปล่อยน้องสาวเขาไป แต่องค์ชายสามและเชื้อพระวงศ์พระองค์อื่นคงมิยอมรามือจากนางแน่นอน
“เปิ่นหวางเข้าใจดีถึงความกังวลของท่าน แต่จะดีกว่าหรือไม่หากท่านจะให้นางอยู่ในความดูแลของเปิ่นหวาง เปิ่นหวางให้คำมั่นจะดูแลนางให้ดี”
“เช่นนั้นกระหม่อมคงไม่มีสิ่งใดจะทูลอีก แต่อย่างไรกระหม่อมก็ยืนยันในเจตนาเดิม กระหม่อมทูลลา”
พี่ชายของโจวอี้หรงนี้นอกจากจะเืร้อนแล้วยังดื้อดึงมิยอมคนเสียด้วย ช่างสมกับตำแหน่งรองแม่ทัพม้าทมิฬเสียจริง หลังจากทูลลาจากองค์รัชทายาทแล้ว โจวอี้ถังก็ออกจากวังตะวันออกในทันทีโดยไม่สนใจจะร่ำลาหรือทักทายผู้ใดในตำหนักอีก
รสสุคนธ์รีบใช้พลังิญญาทั้งหมดที่มีตามติดพี่ชายผู้เืร้อนจนรู้สึกคล้ายจะตายอีกครั้งเป็รอบที่สองของวัน หากแต่ความอยากรู้ว่าพี่ชายคนนี้จะไปที่ใดนั้นมีมากจนเกิดแรงผลักดันขึ้นมา เมื่อม้าตัวโตหยุดลงร่างโปร่งของรสสุคนธ์ก็ทรุดลงในทันที
จะกลับบ้านก็ไม่บอกเล่นเอาเหนื่อยแทบตาย
.........................................................................................................................................