ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. [ส่วน E-BOOK มาวันที่ 09/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 6
เช้าวันใหม่ของทริปทำงานเริ่มต้นขึ้นพร้อมไอแดดบางเบา
ฉันคว้ากล้องคู่ใจขึ้นคล้องคอ ก่อนจะเดินนำทีมออกจากโฮมสเตย์พร้อมสมุดจดที่บันทึกข้อมูลั้แ่เมื่อวานไว้แน่นเอี๊ยด จุดหมายของเช้าวันนี้คือตลาดเก่าใกล้เชิงเขา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็แหล่งรวมของดีพื้นถิ่นและภาพวิถีชีวิตดั้งเดิมที่แทบไม่มีให้เห็นอีกแล้วในเมืองใหญ่
“ไปกันเร็วพวกแก เดี๋ยวแสงเช้าหลุดหมดก่อนนะเว้ย” ฉันหันไปะโเรียกพวกปีโป้กับออมที่กำลังรัดเชือกรองเท้าอยู่ข้างหลัง
“ใจเย็นเ้าไบร์ท แสงไม่หนีหรอกเน้อ” เสียงแม่บ้านเ้าของโฮมสเตย์พูดแทรกขึ้นมาก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
ฉันหันไปยิ้มให้เธอ แล้วรีบสาวเท้าตรงไปตามทางเดินเล็ก ๆ ที่ขนาบข้างด้วยต้นไม้สูงกับรั้วไม้ไผ่เตี้ย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของยามเช้า
เสียงนกร้องผสานกลิ่นหอมของไม้ใบเปียกฝนเมื่อคืน
ทำให้การเดินทางในวันนี้ดูมีความหมายขึ้นมาอย่างประหลาด
“ไบร์ท เดี๋ยวก่อน” เสียงปีโป้เรียกจากข้างหลัง ฉันหันไปเห็นเธอชูขวดน้ำขึ้นโบกให้
“ไม่เอาอะ หนัก เดี๋ยวซื้อน้ำตลาดก็ได้”
ฉันหันกลับแล้วเดินนำต่ออย่างกระตือรือร้น หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นที่ได้เริ่มต้นเช้าวันใหม่ท่ามกลางวิถีชีวิตเรียบง่ายที่แสนจริงใจ
เราใช้เวลาเดินกันไม่นานก็มาถึงหน้าตลาด
แผงขายของพื้นบ้านเรียงรายตลอดทางเดิน มีทั้งผักสด ผลไม้ และข้าวของเครื่องใช้ประจำบ้านที่หาไม่ได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตในเมือง
กลิ่นน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ ลอยมากระทบจมูกทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่พื้นที่ตลาด
ฉันสูดหายใจลึกก่อนจะกดชัตเตอร์เก็บภาพมุมกว้างจากทางเข้าตลาดไว้เป็ภาพแรกของเช้าวันนี้
โนวาเดินอยู่เงียบ ๆ ข้างหลังตลอด เขาไม่พูดอะไร
แค่ห้อยกล้องไว้ที่คอ และคอยหยุดถ่ายภาพเป็ระยะ
ท่าทางเหมือนแมวตัวเดิมที่ดูไม่สนใจโลก
แต่ฉันกลับรู้สึกแปลก...เหมือนทุกย่างก้าวของเขา คอยเว้นระยะให้ห่างแค่พอเอื้อมถึง
“ทางนี้สวยนะ!” ฉันหันไปพูดกับเขา ก่อนจะชี้ไปยังตรอกหลังร้านขายข้าวแกง
มันเป็ทางเดินแคบ ๆ ที่มีแสงอ่อน ๆ ส่องลอดลงมากระทบพื้นไม้เก่าเป็ลำสวยพอดิบพอดี
ฉันยกกล้องขึ้นแล้วเดินล่วงหน้าไปยังตรอกนั้นด้วยความตื่นเต้น
มือหนึ่งประคองกล้อง ส่วนอีกมือกุมสมุดไว้แน่น
ฉันก้าวเท้าเข้าไปในตรอก
เพ่งมองจุดโฟกัสในเลนส์ที่กำลังจะกดชัตเตอร์
แต่ในจังหวะที่มัวแต่เพลินกับภาพตรงหน้า...
พื้นไม้ผุใต้อุ้งเท้ากลับยวบตัวลงกะทันหัน!
“อ๊ะ!”
ขาฉันเสียหลักในเสี้ยววินาที กล้องเกือบหลุดมือ สมุดโน้ตปลิวตกลงพื้น
ฉันยกมือจะคว้ากล้องกลับขึ้นมา
แต่ก่อนที่ร่างจะเอนล้มไปข้างหน้า แขนข้างหนึ่งก็ถูกคว้าไว้แน่นด้วยแรงมหาศาล
ฉันเงยหน้าขึ้นมองโดยอัตโนมัติ...
และสบเข้ากับแววตาคมลึกของโนวา
เขาไม่ได้พูดอะไร
เพียงแค่จ้องมองมาอย่างเงียบ ๆ
ใบหน้าห่างจากฉันแค่ไม่กี่เิเ
สายตานั้น...มันไม่ใช่แบบเดิมอีกต่อไป
มันลึก และนิ่ง
แต่แฝงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นจากเขามาก่อน
ปลายนิ้วเขายังจับข้อมือฉันไว้แน่น
ไม่ปล่อย
แรงบีบนั้นไม่ถึงกับเจ็บ แต่แแ่พอจะทำให้ใจฉันเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วอก
ฉันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ปล่อยมือฉันออกช้า ๆ
แล้วก้มลงเก็บสมุดโน้ตขึ้นมายื่นให้โดยไม่พูดสักคำ
“ขะ...ขอบใจนะ” เสียงฉันสั่นนิด ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
เขาไม่ตอบ
เพียงแค่เดินเลี่ยงไปอีกทางราวกับ้าให้ฉันได้ตั้งหลัก
และั้แ่วินาทีนั้นเป็ต้นมา
เขาก็ไม่พูดอะไรอีกเลย
แค่เดินตามฉันมาอย่างเงียบ ๆ อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
แต่ทุกครั้งที่ฉันหันกลับไปมอง...
ก็ยังเห็นเขาอยู่ตรงนั้น
ยืนอยู่ในระยะเดิม เงียบเหมือนแมวที่รู้ทันทุกอย่าง
และในความเงียบอันน่าอึดอัดนั้นเอง
หัวใจฉันกลับสั่นไหวอย่างไม่มีเหตุผล
เหมือนจะหลุดจากคำว่าเพื่อนทีละนิด โดยที่ยังไม่กล้ายอมรับ...
เสียงฝีเท้าแ่เบาของใครบางคนยังคงดังต่อเนื่องอยู่ด้านหลังฉัน...เป็ระยะเดียวกันกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรงไม่รู้ตัว
ฉันก้าวเดินช้า ๆ ไปตามทางไม้เก่า ๆ ของตลาดที่เงียบสงบใน่สาย ขณะที่แสงแดดทะลุผ่านหลังคาสังกะสีลงมาสะท้อนกับแอ่งน้ำเล็ก ๆ บนพื้นทางเดิน
บรรยากาศโดยรอบเหมือนเดิม
แต่หัวใจฉัน...ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ั้แ่เหตุการณ์ที่โนวาโผล่มารับข้อมือฉันไว้เมื่อครู่...ฉันก็ยังไม่ได้หันกลับไปมองเขาอีกเลย
ทั้งที่ความรู้สึกเหมือนกำลังมีสายตาคู่นั้นจ้องตามหลังอยู่เงียบ ๆ ทุกก้าวที่ฉันเดิน
ไม่ใช่แค่จ้องธรรมดา
แต่เป็การมอง...เหมือนกำลังพยายามพูดอะไรบางอย่าง
“ไบร์ท เดี๋ยวไปซอยนู้นกันต่อมั้ย?”
เสียงปีโป้ที่เดินอยู่ข้าง ๆ ฉันเรียกขึ้นมา พร้อมหันมาชี้อีกทางด้วยรอยยิ้มสดใส
ฉันรีบพยักหน้ารับโดยไม่ทันคิด
“อือ ไปสิ”
แล้วแอบเหลือบหางตามองไปทางข้างหลัง...
เขายังอยู่ตรงนั้น
โนวายังคงเดินตามมาอย่างเงียบ ๆ
ไม่พูด ไม่ถาม ไม่แตะแม้แต่ปลายเสื้อ
แต่กลับมีบางอย่างในแววตานิ่ง ๆ คู่นั้น
ที่ทำให้ฉันใจเต้นทุกครั้งที่บังเอิญสบตาเข้า...
ฉันเบือนหน้าหนีทันที
พยายามทำเป็สนใจบรรยากาศรอบตัวที่แทบไม่เหลืออะไรให้จดจำนอกจากเงาแดดบนพื้นไม้ กับกลิ่นอาหารจาง ๆ ที่ลอยมาจากร้านค้าเก่าแก่
“ทำไมวันนี้แกเงียบจังวะ?”
ปีโป้หันมามองฉันอย่างสงสัย
“เมื่อกี้ยังพูดเยอะเหมือนพวกจะลงสมัครประธานนักเรียนอยู่เลยนะ”
“ไม่ได้เงียบสักหน่อย...” ฉันแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน
“ก็แค่...เหนื่อยนิดหน่อย”
ปีโป้ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ซักต่อ
ส่วนออมที่เดินล่วงหน้าไปอีกนิดก็หันมาส่งยิ้มมาให้อย่างรู้ทันเหมือนเคย
เราสามคนยังคงเดินต่อไปตามทางไม้แคบ ๆ ที่ทอดยาวไปถึงแผงขายผักเก่า ๆ ซึ่งปลายซอยมีคุณยายเ้าของร้านกำลังจัดผักสดอยู่หลังตาชั่ง
แต่ฉัน...ไม่กล้าหันกลับไปมองคนด้านหลังเลย
เหมือนรู้สึกว่า ถ้าได้สบตากันตอนนี้...ฉันจะอ่านความรู้สึกของเขาออกจนเกินไป
จนไม่สามารถแกล้งทำเป็ไม่รู้เื่อะไรได้อีกต่อไป
“ระวังนะ ตรงนั้นมันลื่นหน่อย” ออมพูดขึ้นลอย ๆ ขณะเดินผ่านร่องไม้ที่โผล่ขึ้นมานิดหน่อย
ฉันพยักหน้ารับแล้วขยับเท้าเล็กน้อย
พยายามไม่ให้ตัวเองล้มอีกรอบ
ไม่ใช่เพราะกลัวเจ็บ...
แต่กลัวใจตัวเองที่มันอาจจะเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมอีก
จนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยง
ทุกคนแยกย้ายกันไปหาของกินตามร้านเล็ก ๆ ในตลาด มีเพียงฉันที่ขอตัวนั่งพักใต้ต้นโพธิ์หน้าศาลเ้าเล็ก ๆ พร้อมกล้องวางบนตัก และหัวใจที่ยังวุ่นวายไม่เลิก
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดดูภาพที่ถ่ายไว้เมื่อเช้า
แต่แทบไม่มีรูปไหนที่ฉันโฟกัสได้จริง ๆ
มือฉันสั่นน้อย ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
“พักตรงนี้เหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังขึ้นช้า ๆ ด้านหลัง
ฉันชะงัก รีบหันกลับไปมอง
“อือ...” ฉันพยักหน้าเบา ๆ “นายล่ะ ไม่หาข้าวกินหน่อยเหรอ?”
โนวาไม่ตอบ
เขาเพียงแค่เดินเข้ามานั่งลงข้าง ๆ
เงียบ...แต่ใกล้มากกว่าทุกที
“เราจะนั่งเงียบ ๆ ไม่กวนเธอหรอก” เขาพูดแ่เบา ขณะเอนตัวพิงต้นโพธิ์เหมือนคนหมดแรง
ฉันไม่ได้พูดอะไรต่อ
แต่หัวใจ...กลับยังคงเต้นแรงอย่างประหลาด
เหมือนจังหวะมันกำลังเปลี่ยนไปตามลมหายใจของคนข้าง ๆ
เงียบแบบนี้...
อันตรายกว่าการงอแง หรือการพูดกวน ๆ ของเขาทุกครั้งเสียอีก
เพราะแค่เงียบ...
มันก็ทำให้ใจฉันสั่นมากพอแล้ว