หลินซีถูกความน่ารักของเด็กทั้งสี่เล่นงานหัวใจเข้าอย่างจัง
‘...ถูกเด็ก ๆ ตกเข้าให้แล้ว’
หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง นางคงไม่อาจคาดคิดได้เลยว่า เหล่าตัวร้ายที่ในนิยายต้นฉบับบรรยายว่านิสัยชั่วช้าสามานย์จนเกินให้อภัย ตอนยังเล็กจะน่ารักน่าเอ็นดูได้ถึงขนาดนี้
เห็นภาพแบบนี้ หลินซีก็สาบานกับตัวเองทันที
ที่จริง ‘เธอ’ ตั้งใจไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อดึงเ้าตัวน้อยทั้งหมดให้กลับสู่เส้นทางที่ถูกต้องให้ได้ จะได้ไม่ต้องพบจุดจบอันน่าเศร้าสลดเหมือนที่ในนิยายเขียนไว้
หลินซีก้าวเข้าไปหาเด็ก ๆ ต้าเป่ากำลังจัดเตรียมถ้วยชามและตะเกียบอย่างรู้หน้าที่ เอ้อร์เป่าตามหลังเสิ่นเฉินไปหยิบม้านั่งตัวเตี้ย ส่วนซานเป่ากับซื่อเป่ายืนรออยู่ข้างโต๊ะอย่างว่าง่าย
ในตอนนั้นเอง ซานเป่าก็สังเกตเห็นตั๊กแตนสานจากใบหญ้าสองสามตัวที่วางอยู่ริมโต๊ะ
เขาอดไม่ได้จึงยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปใช้นิ้วแตะเบา ๆ ตั๊กแตนสานดีดตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพลิกตัวกลิ้งไปด้านข้างครึ่งรอบ ดูราวกับมีชีวิตจริง ๆ
ซานเป่าเบิกตากว้าง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างปิดไม่มิด ความง่วงงุนหายไปหมดสิ้น
ซื่อเป่าที่อยู่ข้าง ๆ เองก็พลอยถูกสิ่งแปลกตาดึงดูดความสนใจไปด้วย นางจ้องมองเ้าตั๊กแตนตัวน้อยตาไม่กะพริบ
หลินซีหันมาเห็นภาพนี้พอดี
นางรีบถือโอกาสนั่งยอง ๆ ลงข้างเด็กทั้งสอง “ชอบหรือไม่? ข้าให้พวกเ้าเล่นได้นะ”
ซื่อเป่าไม่กล้าสบตานาง ได้แต่บีบชายเสื้อแน่นอย่างประหม่า ขยับไปยืนหลบอยู่หลังซานเป่าเล็กน้อย
ซานเป่าเองก็รีบดึงมือกลับมา ยืนเงียบไม่พูดจา
แต่หลินซีสังเกตเห็นว่าสายตาของพวกเขายังจับจ้องอยู่ที่ตั๊กแตนสานไม่วางตา นางจึงหยิบตั๊กแตนตัวใหญ่ที่สุดใส่มือซานเป่าโดยตรง “เ้าเอาไปเล่นก่อนเถอะ คราวหน้าข้าจะทำตัวใหม่ให้อีก ข้ายังสานสัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างอื่นได้อีกหลายอย่าง รับรองว่าในแต่ละวันพวกเ้าจะได้เล่นไม่ซ้ำกันเลย”
ซื่อเป่าหลบอยู่ข้างหลังซานเป่า หลินซีจึงยังไม่ได้ให้ของนางกับมือ แต่เชื่อว่าเดี๋ยวซานเป่าก็คงแบ่งให้น้องเล่นเอง
ซานเป่ามองหลินซีอย่างงุนงง นิ้วเล็ก ๆ ของเขาค่อย ๆ งอเข้า ประคองตั๊กแตนสานไว้ประหนึ่งกลัวมันะโหนีไป
ซื่อเป่าดึงชายเสื้อพี่ชายเบา ๆ อย่างลังเล จนกระทั่งเสิ่นเฉินเดินเข้ามาเห็น เขาเหลือบมองหลินซีแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบกับลูก ๆ “รับไว้เถอะ”
ได้ยินคำพูดของบิดา ซานเป่ารีบดึงซื่อเป่าวิ่งไปหลบอยู่หลังต้าเป่าที่ยืนทำหน้าประหลาดใจ มือเล็ก ๆ กำตั๊กแตนสานแน่นขึ้นไม่ยอมปล่อย
เอ้อร์เป่าเหลือบมองเสิ่นเฉิน แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดที่เตรียมไว้ลงไปเงียบ ๆ
หลังกินข้าวเสร็จ หลินซีเอ่ยขึ้น “เสิ่นเฉิน อีกสักครู่ข้าจะขึ้นเขานะ”
“อืม” เสิ่นเฉินตอบรับเสียงเรียบตามเคยโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้น ก่อนจะกล่าวเสริม “ไปด้วยกัน”
“หา? เอ่อ ไม่จำเป็กระมัง?”
เสิ่นเฉินหันมองหญิงสาวใบหน้านิ่ง “วันนี้ข้าเองก็ต้องขึ้นเขาไปล่าสัตว์เหมือนกัน” เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอีกคำ “นี่ก็เสียเวลาไปมากแล้ว”
หลินซีเพิ่งนึกขึ้นได้ อีกไม่นานจะเข้าสู่ฤดูหนาว ถึงตอนนั้นหิมะหนาจะปิดกั้นูเา การเข้าป่าล่าสัตว์จะลำบาก ดังนั้น่เวลานี้จึงเป็โอกาสสุดท้ายของนายพรานที่จะเร่งเก็บเกี่ยวให้ได้มาก ๆ เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็เงินหรือเสบียงอาหาร เก็บสะสมไว้ใช้ตลอด่ฤดูที่ไม่อาจทำงานที่ถนัดได้
แต่เพราะเื่วุ่นวายที่ภรรยาตัวปัญหาก่อไว้เมื่อหลายวันก่อน ทำให้เสิ่นเฉินต้องเสียเวลาอยู่ที่บ้านจนถึงตอนนี้ หากเขาไม่เร่งมืออีก เกรงว่าฤดูหนาวนี้ทั้งบ้านคงได้อดอยากกันเป็แน่
หลินซีลูบจมูกแก้เก้อเล็กน้อย ก่อนจะถามขึ้น “แล้วลูก ๆ เล่า?”
ต้าเป่ารีบกล่าวอย่างรู้ความ “ท่านพ่อ พวกเราไปอยู่บ้านท่านปู่ผู้นำหมู่บ้านได้ขอรับ ครั้งนี้ข้าจะดูแลน้อง ๆ อย่างดี ให้ไม่เกิดเื่อีกขอรับ”
เสิ่นเฉินกวาดตามองลูกน้อยทั้งสี่ด้วยแววตาเคร่งเครียดจนน่าหวาดหวั่น แต่ยังคงพยักหน้า
เมื่อทุกคนตกลงกันเรียบร้อย ก็ช่วยกันเก็บโต๊ะอาหาร เตรียมข้าวของที่จำเป็ แล้วจึงพาเด็ก ๆ เดินทางไปยังบ้านของผู้นำหมู่บ้านด้วยกัน
วันนี้มีเพียงป้าจางอยู่ที่บ้าน นางเองก็คุ้นเคยกับการดูแลเด็กทั้งสี่เป็อย่างดี อีกทั้งที่ผ่านมาเสิ่นเฉินก็ไม่ได้ให้ดูแลเปล่า เขามักจะนำของเล็ก ๆ น้อย ๆ มามอบให้เป็การตอบแทนเสมอ เมื่อได้ฟังคำขอของเสิ่นเฉิน นางจึงรับปากทันที
ทว่าพอเห็นหลินซีที่มาพร้อมกัน ป้าจางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจจึงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีลังเล “สะใภ้เสิ่น ร่างกายเ้ายังไม่แข็งแรงดีนักนี่นา จะเข้าป่าไหวหรือ?”
ขณะที่ในใจคิด ‘หวังว่าจะไม่เกิดเื่วุ่นวายอะไรขึ้นอีกนะ…’
หลินซีไม่อยากพูดมาก นางเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวลาอย่างสุภาพ จากนั้นจึงเดินออกจากบ้านผู้นำหมู่บ้านไปพร้อมกับชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็สามี ทั้งสองเดินไปตามถนนดินในหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปยังูเาที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็สถานที่ที่เสิ่นเฉินไปล่าสัตว์อยู่เป็ประจำ
ก่อนหน้านี้มีเด็ก ๆ เดินมาด้วย นางจึงไม่รู้สึกอึดอัดเท่าใดนัก แต่ตอนนี้พอเหลือกันแค่สองคน หลินซีก็เริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าเสิ่นเฉินกลับไม่มีท่าทีเช่นเดียวกันสักนิด เขายังคงเดินต่อไปเงียบ ๆ สีหน้าเรียบเฉย ฝีเท้าก็ก้าวเร็วเสียจนหลินซีต้องออกแรงเต็มที่ถึงพอจะไล่ตามทัน และยิ่งเดินนานคนไล่ตามก็ยิ่งช้าลง แข้งขาเรียวเล็กก็เริ่มจะหนักอึ้ง
กระทั่งในที่สุดหลินซีก็ทนต่อไปไม่ไหวจริง ๆ นางหอบหายใจแรง เรียกเขาด้วยเสียงแหบพร่า “เอ่อ...เสิ่นเฉิน ข้าว่า...เ้าไปก่อนเถอะ ข้าจะ...หาของที่ข้า้าแถวนี้ ไว้ข้าค่อยกลับเองภายหลัง...” หากยังไล่ตามชายหนุ่มเช่นนี้ต่อไป นางคงได้ล้มพับไปเสียก่อนจะถึงที่หมายแน่
เสิ่นเฉินหันกลับมามอง ั์ตาดำขลับคู่นั้นเ็า ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ หลินซีพลันรู้สึกใจหายวาบ แทบจะเผลอยืดหลังตรงแล้วออกเดินต่อ
แต่ก็เห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับพร้อมเอ่ยเสียงเรียบเสียก่อน “เช่นนั้นก็อยู่แค่แถวตีนเขา อย่าเข้าไปลึกนัก”
“เ้าค่ะ เ้าค่ะ!”
หลินซียินดี ประหนึ่งได้รับการอภัยโทษครั้งใหญ่ นางมองตามแผ่นหลังของเสิ่นเฉินที่เดินห่างออกไปจนลับสายตา ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพักอย่างโล่งอกตรงนั้นเนิ่นนาน เมื่อรู้สึกว่าพอจะมีเรี่ยวแรงแล้ว จึงค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินต่อ
ครั้งนี้หลินซีรู้สึกสบายขึ้นมาก นางเดินร้องเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ไม่รีบร้อน จนกระทั่งมาถึงบริเวณตีนเขาด้านหลังหมู่บ้าน
ูเาลูกนี้มีชื่อเรียกว่า ‘เขาพยัคฆ์คำราม’ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านเฉินหยาง แม้จะเป็ด้านที่อับแสงแดด แต่กลับมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ พืชพรรณนานาชนิดขึ้นเขียวขจีละลานตาและหนาแน่นจนน่าประหลาดใจ ว่ากันว่าูเาลูกนี้อุดมสมบูรณ์กว่าูเาอีกลูกที่อยู่ใกล้เคียงเสียอีก
บริเวณตีนเขายังมีลำธารสายเล็ก ๆ ซึ่งเป็ส่วนต้นน้ำของแม่น้ำเย็นเฉียบที่เ้าของร่างคนเดิมพลัดตกลงไปประสบอุบัติเหตุนั่นเอง
หลินซีเดินเข้าไปสำรวจดูใกล้ ๆ น้ำในลำธารใสสะอาดจนมองเห็นทุกสิ่งใต้ผืนน้ำ ภาพสัตว์น้ำตัวเล็ก ๆ ทำให้นางอดนึกถึงกุ้งแม่น้ำสด ๆ ที่เคยกินก่อนทะลุมิติมาไม่ได้ และทำให้น้ำลายสอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ด้วยเหตุนั้น หลินซีจึงถือโอกาสนี้ ตัดหญ้าน้ำที่อยู่ริมลำธารมาสานเป็แหง่าย ๆ ก่อนจะหาตำแหน่งที่เหมาะสมบริเวณริมตลิ่ง แล้วจัดการติดตั้งแหทำมือไว้
‘เดี๋ยวขากลับค่อยมาดูว่ามีอะไรติดหรือเปล่า’
หลินซีใช้หลังมือเช็ดน้ำลายที่มุมปากอย่างจนใจ
ไม่ใช่ว่านางเป็คนตะกละหรอกนะ แต่ที่นี่มันแร้นแค้นเกินไปจริง ๆ เสบียงอาหารในบ้านก็เหลือไม่มากอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงความหลากหลายของอาหาร แค่หมั่นโถวข้าวโพดที่กินเมื่อกลางวันก็ทั้งแห้งทั้งแข็งฝืดคอ ก่อนหน้านี้นางไม่เคยต้องกินอาหารแบบนี้เลย
อยากจะกินข้าวขัดสี แป้งสาลีขาว แต่ของพวกนี้ก็แพงเหลือเกิน เสิ่นเฉินเพิ่งซื้อแป้งสาลีขาวถุงใหม่กลับมา ซึ่งก็ได้อยู่ไม่ถึงครึ่งชั่ง จะไม่ประหยัดก็คงไม่ดี
‘ไม่ได้การแล้ว! นางจะต้องหาทางแก้ปัญหานี้ให้ได้ ต่อไปนี้ บ้านเสิ่นจะต้องมีแป้งสาลีขาวให้กินทุกวัน!’
หลินซีเดินเลาะริมลำธารไปเรื่อย ๆ ตามหาบริเวณที่น้ำตื้น ก่อนจะถอดรองเท้าออก แล้วเหยียบก้อนหินใหญ่กลางลำธารเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม
เบื้องหน้ามีเนินเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่งขวางอยู่ ต้องเดินอ้อมเนินนี้ไป จึงจะถึงตีนเขาพยัคฆ์คำรามที่แท้จริง
หลินซีเคยได้ยินมาว่าบริเวณนี้มีคนพบเจอเื่ลี้ลับ…
เหตุการณ์เกิดเมื่อหลายปีก่อน มีบัณฑิตหนุ่ม (ซิ่วไฉ) จากต่างถิ่นกำลังเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปสอบขุนนาง เมื่อเดินผ่านบริเวณนี้ก็นั่งพักเอาแรงแต่กลับเผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาก็พบว่าเงินที่เตรียมไว้สำหรับใช้ตลอดการเดินทางหายไปทั้งหมด…หายไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากนั้นไม่นานบัณฑิตหนุ่มก็เสียสติไปโดยไม่ทราบสาเหตุ และหายสาบสูญเข้าไปในเขาพยัคฆ์คำรามแห่งนี้
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา ผู้คนที่เดินทางผ่านเขาพยัคฆ์คำรามก็มักประสบพบเจอเหตุการณ์ประหลาดอยู่เสมอ
แม้จะไม่รู้ว่าเป็เื่จริงหรือเท็จ แต่หลินซีก็อดนับถือในความกล้าหาญของเสิ่นเฉินไม่ได้ ที่กล้าเข้ามาล่าสัตว์ในที่แบบนี้อยู่เป็ประจำ
หลินซีเดินขึ้นเนินไปพลางคิดไปพลาง ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะเดินขึ้นเนินนั้น หางตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างเข้า—-
เท้าบางชะงักทันที—-
ก่อนจะรีบหันกลับไปมองก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล—-
หลินซีรีบย่อตัวลงดูใกล้ ๆ แล้วก็พบว่า ริมขอบหินก้อนนั้นมีผักขมป่า (เตียนขู่ไช่) ขึ้นอยู่เป็หย่อมใหญ่
‘นี่มันของดี!’
ผักขมป่านี้ไม่เพียงแค่กินได้ แต่ยังใช้เป็ยาชั้นยอด มีสรรพคุณช่วยขับร้อนถอนพิษ บำรุงเื บำรุงสุขภาพ และยังช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตอีกด้วย! เหมาะกับร่างกายของนางในตอนนี้ และยังเป็ประโยชน์ต่อพวกเด็ก ๆ ที่บ้านมากมาย
นางหันไปมองรอบ ๆ ก็พบว่าบริเวณใกล้เคียงยังมีผักขมป่าขึ้นกระจัดกระจายอยู่อีกหลายจุด มากบ้างน้อยบ้างคละกันไป
‘มีเยอะขนาดนี้ ดูเหมือนจะไม่มีใครเคยเก็บเลยนี่นา?...ช่างเถอะ! เก็บไว้ก่อนแล้วกัน’
หลินซีลงมือใช้เสียมเล็กขุดผักขมป่าอย่างกระตือรือร้นทันที
หลังจากขุดจนได้เกือบครึ่งตะกร้าไม้ไผ่ หลินซีก็นึกขึ้นได้ว่า ตนต้องไปเก็บสมุนไพรที่้าอีกจึงหยุดมือ ลุกขึ้นยืนแล้วมุ่งหน้าขึ้นเนินเขาต่อ
ทว่าหญิงสาวหารู้ไม่—-
บริเวณเนินดินด้านหลังที่ห่างออกไปเล็กน้อย…มีคนผู้หนึ่งกำลังยืนเฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ และ…
…คนผู้นั้นก็คือเสิ่นเฉิน!
ดวงตาดำสนิทลึกล้ำแฝงไว้ด้วยความสงสัยและงุนงง เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินตามร่างบางขึ้นไปอย่างเงียบเชียบ
.
.
.