สวรรค์นิรันดร์กาล

    นิกายเทพกระบี่

            แม้ทั้งสองฝ่ายจะสัญญาว่าตัวตนระดับเทพจะไม่ลงมือและให้จักรพรรดิเซียนเป็นผู้ต่อสู้ก่อนแต่ถึงอย่างงั้นทางด้านฉางเฟิงก็ยังเฝ้าระวังต่อไปภายในห้องโถงตอนนี้พวกฉางเฟิงกำลังวางแผนต่อสู้กันอยู่และตรงหน้าของฉางเฟิงก็คือแผนที่ของทวีปแห่งนี้ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าทวีปสวรรค์ถึงสองเท่า

            “ตอนนี้แนวป้องกันของพวกเราล้วนอยู่ชายขอบของทวีปและศัตรูอยู่ใจกลางทวีปซึ่งหมายความว่าบนทวีปแห่งนี้ทั้งหมดคือสนามรบ และศัตรูมีโอกาสที่จะบุกโจมตีแนวป้องกันทางใหนก็ได้ดังนั้นเราต้องสร้างการสื่อสารกับแรวป้องกันทางทิศอื่นตลอดเวลา และเราต้องกระจายข้อมูลให้ทั่วถึง”ฉางเฟิงกล่าว

            “เจ้าคิดว่าอีกฝ่ายจะบุกก่อนหรือพวกเราควรจะบุกก่อนดี”เมิ่งฝู่กล่าว

            “ข้าคิดว่าพวกเราไม่ควรจะต่อสู้ที่แนวป้องกันตอนนี้อย่างน้อยพวกเราควรเก็บไพ่ตายเอาไว้ก่อน เพราะถึงอย่างไรระดับจักรพรรดิเซียนลงไปพวกเราก็น่าจะพอสู้ได้บ้าง”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าว

            “ผิดข้าคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะยึดจุดนี้เป็นฐานสำหรับการโจมตีแนวป้องกัน เพราะจุดนี้มีช่องเขาล้อมรอบอยู่ยากสำหรับลอบโจมตีและง่ายสำหรับป้องกันดังนั้นอีกฝ่ายน่าจะเลือกโจมตีแนวป้องกันทางทิศเหนืออย่างแน่นอน”เจี้ยนอี้กล่าว

            “มีความเป็นไปได้มากแต่เพื่อความปลอดภัยทำไมเราไม่มาแบ่งกองกำลังออกเป็นสี่กลุ่มกันละ” ผู้นำตระกูลซวนหยวนกล่าว

            “ถ้าพวกเราแบ่งกลุ่มฝ่ายที่เสียเปรียบก็น่าจะเป็นพวกเราพวกท่านอย่าลืมว่าอีกฝ่ายนั้นมีกำลังคนมากกว่าพวกเรายิ่งจักรพรรดิเซียนของอีกฝ่ายมากกว่าเราไม่รู้กี่เท่า” เมิ่งฝู่กล่าว

            “สองกลุ่ม อย่างมากพวกเราแบ่งได้สองกลุ่ม และพวกเราควรจะส่งหน่วยสอดแนมเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่คาดว่าอีกฝ่ายจะเลือดตั้งฐานก่อนถ้าเป็นเรื่องจริงพวกเราค่อยลงมือ”ฉางเฟิงกล่าว

            “กองกำลังส่วนใหญ่ในที่นี้ล้วนมีกลุ่มคนที่คอยทำงานในความมืดอยู่แล้วเพราะงั้นมันไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับสายลับ”เมิ่งฝู่ยิ้ม

            “นี่ถ้ามีความสามารถของเสี่ยวเฮ่ยละก็เรื่องนี้จะเป็นเรื่องง่ายๆเลย”ฉางเฟิงคิด

            หลังจากวางแผนกันแล้วก็แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มกลุ่มของฉางเฟิงนำโดนผู้นำตระกูลซวนหยวน และอีกกลุ่มนำโดยผู้อาวุโสของนิกายธารวารีเพราะสามนิกายสูญเสียอำนาจไปแล้วแถมผู้อาวุโสส่วนใหญ่ก็ตกตายไปแล้วทำให้พวกเขาไม่มีอำนาจในการเป็นผู้นำ

            กลุ่มของฉางเฟิงมีจักรพรรดิเซียนหลายสิบคนจากสี่นิกายและตระกูลเซียนแน่นอนว่าอาณาจักรสวรรค์ของฉางเฟิงเองก็อยู่กลุ่มเดียวกับฉางเฟิงด้วย

            “ไม่คิดว่าพวกเราจะอยู่คนละกลุ่มเสียดายจริงๆ”เมิ่งฝู่ยิ้ม

            “ไม่ใช่ว่าเจ้าดีใจอยู่งั้นเหรอ”ฉางเฟิงกล่าว

            เมิ่งฝู่ได้แต่ขมขื่นในใจแม้เขาจะมีทหารศพที่ทรงพลังแต่เมื่อเทียบกับความสามารถของฉางเฟิงแล้วมันกลับไร้ค่าไปเลย

            ทั้งสองกลุ่มแยกกันทำงานเสียดายในตอนนี้ไม่มีใครเชี่ยวชาญเต๋ามิติ ไม่งั้นพวกเขาจะสามารถสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายตามจุดต่างๆได้ทำให้ง่ายต่อการเดินทาง

            ในพื้นที่แห่งหนึ่งมีภูเขาห้าลูกล้อมรอบอยู่ซึ่งตรงกลางมีพื้นที่กว้างมีแม่น้ำอยู่ซึ่งแต่เดิมมีหมู่บ้านตั้งอยู่ที่แห่งนี้แต่เนื่องจากประตูโบราณปรากฎคนในหมู่บ้านจึงถูกอพยพออกไปหมดแล้ว

            “ที่แห่งนี้ค่อนข้างดีมีทุกอย่างพร้อมเลย” ชายชราคนหนึ่งพากลุ่มจักรพรรดิเซียนและเซียนจำนวนมากมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้พร้อมกับมองรอบๆด้วยความพึงพอใจ

            “อย่างที่ผู้อาวุโสกล่าวแค่ติดตั้งค่ายกลเพียงเล็กน้อยที่นี่ก็จะเป็นฐานที่ทรงพลังของพวกเรา”ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าว

            “เซิงจี๋เจ้านำคนไปตรวจสอบรอบๆอีกทีว่ามีศัตรูอยู่แถวๆนี้หรือไม่ ส่วนหวู่เฟิง เจ้านำปรมาจารย์ค่ายกลไปสร้างค่ายกลซะส่วนนักปรุงยาของสมาคมนักปรุงยาพวกท่านสามารถหาที่พักได้เลย” ซุนเต๋า ที่เป็นจักรพรรดิเซียนขั้นที่ 9 สั่งการทันที

            “ถ้างั้นพวกข้าขอตัว”นักปรุงยาสิบกว่าคนต่างรีบจองที่พักแม้หมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ยิ่งใหญ่และที่พักไม่ได้หรูหราแต่ก็เพียงพอจะบังแสงแดดและบังฝนได้

            “ข้าไม่คิดว่าสมาคมนักปรุงยาและหอสมบัติจะเข้าร่วมด้วย”หญิงสาวนางหนึ่งมีนามว่าเคอหยินกล่าวนางเองก็เป็นจักรพรรดิเซียนของนิกายเทพกระบี่

            “แม้กำลังหลักของสามคมนักปรุงยาและหอสมบัติจะไม่ได้เข้าร่วมแต่คนพวกนี้ล้วนแต่เห็นถึงผลประโยชน์เลยส่งคนส่วนหนึ่งมาช่วยพวกเราแน่นอนว่าสำหรับพวกเราก็ถือว่าได้ประโยชน์เช่นกัน” ซุนเต๋ากล่าว

            “นั่นสินะว่าแต่นี่คือโลกโกลาหลจริงๆงั้นรึ ทำไมลมปราณออกจะเบาบางกว่าโลกกระบี่ของพวกเราเสียอีก”เคอหยินกล่าว

            “มันไม่แปลกหรอกเมื่อหลายแสนปีก่อน โลกโกลาหลถูกโจมตีจากโลกที่ยิ่งใหญ่ทั้งสาม แถมยังถูกโลกอื่นๆลอบโจมตีในเงามืดอีกมากวังสวรรค์เองก็เป็นหนึ่งในนั้นทำให้โลกนี้ได้รีบความเสียหายอย่างหนัก” ซุนเต๋ากล่าว

            “โลกที่ยิ่งใหญ่กลับหายวับไปกับตาช่างน่าเสียดายจริงๆ”เคอหยินกล่าว

            “แต่ถึงอย่างงั้นมันก็น่าจะเหลือของดีอยู่ไม่น้อยเพราะงั้นพวกเราจะต้องรีบยึดครองโลกแห่งนี้ให้เร็วที่สุด”ซุนเต๋าเผยความโลภออกมา

            โลกกระบี่นั้นมีผู้ฝึกฝนกระบี่จำนวนมากและนอกจากนั้นยังมีนิกายพิษและสมาคมผู้ใช้พลังจิตซึ่งเป็นนิกายเกี่ยวกับผู้ใช้พลังจิตนิกายทั้งสองนั้นถือว่าเป็นนิกายใหญ่แต่เมื่อเทียบกับนิกายเทพกระบี่แล้วก็ยังเทียบไม่ได้ดังนั้นผู้นำในครั้งนี้จึงเป็นซุนเต๋าที่เป็นคนออกคำสั่ง

            “เหอะพวกนิกายเทพกระบี่พวกมันช่างไร้ยางอายจริงๆ พวกมันไม่ยอมให้พวกเราเคลื่อนใหวนอกเหนือจากที่พวกมันสั่งดูท่าพวกมันคิดจะเก็บกเกี่ยวผลประโยชน์เอาไว้คนเดียวโดยไม่แบ่งพวกเราสินะ” ชายชราชุดเขียวคนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าโกรธแค้น

            “คงจะกลัวว่าพวกเราจะตามทันละมั้งหลายปีมานี้นิกายของเจ้าและสมาคมของข้าล้วนแต่เติบโตเร็วอย่างมาก เรื่องนี้คงทำให้พวกมันกดดันไม่น้อย”หญิงชราชุดขาวอีกคนกล่าว

            “แล้วเราจะเอายังไงดีละขืนเป็นแบบนี้พวกเราอาจจะไม่ได้อะไรเลยนะ” ชายชราชุดเขียวเป็นผู้อาวุโสจากนิกายพิษแสดงท่าทางไม่พอใจ

            “รอไปก่อนรอให้ซุนเต๋าพลาดท่าเสียก่อน เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราค่อยเล่นงานมันก็ยังไม่สาย”หญิงชราที่มาจากสมาคมผู้ใช้พลังจิตยิ้มอย่างโหดเหี้ยม

            เป็นเพราะโลกกระบี่คิดว่าตนเองได้เปรียบมากและมีการชิงดีชิงเด่นมากเกินไปจึงไม่ได้รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากนักต่างจากพวกฉางเฟิงที่ตอนนี้ได้สามัคคีกันค่อนข้างมากเพราะพวกเขามีโลกของพวกเขาเป็นเดิมพัน

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน