ฉู่ชิวไป๋ฝัน... เป็ฝันที่ยาวนานเหลือเกิน
เขาฝันถึงตอนที่ไปรับฉู่เจียงไหลที่โรงเรียนเป็ครั้งแรก
ในภาพจำนั้น ฉู่เจียงไหลวัยเก้าขวบนั่งอยู่แถวหน้าสุดของห้องเรียนชั้น ป.6 โต๊ะเก้าอี้ของเด็กโตดูจะสูงเกินไปสำหรับเขาอยู่บ้าง ทำให้เมื่อนั่งตัวตรง ปลายเท้าจึงแทบแตะไม่ถึงพื้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ท่าทีสบายๆ และผ่อนคลายของเด็กชายร่างเล็กลดลงเลยแม้แต่น้อย
ฉู่ชิวไป๋ได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนว่าฉู่เจียงไหลไม่เป็ที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมชั้น การที่เขามีไอคิวสูงลิ่วจนสอบข้ามชั้นมาได้ถึงสามระดับนั้น ไม่ได้ช่วยให้หาเพื่อนได้ง่ายขึ้นเลย ตรงกันข้าม จากคำบอกเล่าของครูประจำชั้น ฉู่เจียงไหลเข้าขั้นแปลกแยกอย่างรุนแรง
่นั้นฉู่เจิ้นเทียนยุ่งอยู่กับธุรกิจจนไม่ได้กลับบ้านเป็เดือนๆ ส่วนหานรุ่ยฉินก็มัวแต่ติดลมอยู่กับการช้อปปิ้งจนบินไปต่างประเทศเป็ว่าเล่น ดังนั้น ฉู่ชิวไป๋ในวัยสิบสี่ปีจึงต้องสวมบทบาท 'ผู้ปกครองจำเป็' เพื่อไปดูความเป็อยู่ของน้องชายที่โรงเรียนว่าเป็ยังไงบ้าง และสืบหาสาเหตุว่าทำไมอีกฝ่ายถึงโดนเพื่อนแบน
หลังจากแอบสังเกตการณ์การสอนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ข้างหน้าต่างไปได้ครึ่งคาบ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาทันที
ก็เหมือนกับสัตว์ปีกที่ถูกเลี้ยงอยู่ในคอก หากมีตัวไหนพิการ แปลกแยก หรือไม่เข้าฝูง ก็มักจะถูกรุมจิกตีจนตาย ในโรงเรียนก็ไม่ต่างกัน
ในฐานะนักเรียนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ทั้งอายุที่น้อยกว่าถึงสามปีและรูปร่างที่เล็กจ้อยกว่าใครเพื่อน ยิ่งไปกว่านั้น ฉู่เจียงไหลยังดันมีใบหน้าที่งดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ จึงทำให้เขาตกเป็เป้าของการกลั่นแกล้ง
เมื่อฉู่เจียงไหลตอบคำถามถูกต้อง เพื่อนตัวสูงที่นั่งอยู่ด้านหลังก็จะะโล้อเลียนเสียงดังลั่น "ไม่ยักรู้นะเนี่ย ว่าไอ้เตี้ยห้องเราก็ฉลาดเอาเื่เหมือนกัน!"
ฉู่เจียงไหลที่ยืนตอบคำถามปรายตามองคนพูดด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ แต่วินาทีที่หางตาเหลือบไปเห็นพี่ชายที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ความเ็านั้นก็มลายหายไปในทันที แทนที่ด้วยความประหลาดใจเจือความน้อยใจอย่างสุดซึ้ง
ในฝัน... ฉู่ชิวไป๋มองดูภาพเหตุการณ์นั้นอย่างสงบ เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากยืนมองอยู่ข้างหน้าต่าง
เพราะแบบนั้น เขาจึงรู้ตัวทันทีว่ากำลังฝัน
ในความเป็จริง บ่ายวันนั้นคือวันที่เขาฟิวส์ขาดที่สุดในชีวิต!
งานวิจัยระบุไว้ว่า สมองส่วนหน้าของวัยรุ่นใน่อายุ 13-20 ปี จะอยู่ใน่กำลังพัฒนา ทำให้มีแนวโน้มที่จะหุนหันพลันแล่น แต่ฉู่ชิวไป๋เป็คนใจเย็นมาตลอด เขาแทบไม่เคยโกรธใคร ่วัยต่อต้านที่พ่อแม่บ้านอื่นต้องปวดหัว ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขาเลยสักครั้ง
จนกระทั่งได้เห็นสภาพน่าสงสารของฉู่เจียงไหลที่ดูเหมือนคนทำอะไรไม่ถูกเมื่อโดนรังแก ฉู่ชิวไป๋จึงเพิ่งรู้ตัวว่า ตัวเองสามารถโกรธได้มากขนาดนั้นกับเขาเหมือนกัน
"เป็อะไรไปล่ะ? ไอ้เตี้ยไม่พอใจเหรอ?" เด็กโข่งหลังห้องยังคงปากดีไม่หยุด
ฉู่ชิวไป๋ที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างงอนิ้วเคาะกระจกเสียงดัง ปัง! ปัง! แรงกระแทกนั้นหนักหน่วงจนกระจกกันเสียงสองชั้นมาตรฐานเยอรมันถึงกับสั่นะเื
สายตากว่ายี่สิบคู่ รวมถึงครูผู้สอน หันขวับมามองที่เขาเป็ตาเดียว
ฉู่ชิวไป๋ตีหน้านิ่ง เขาหน้าต่างจากด้านนอกแล้วชี้หน้าเด็กชายที่ะโเสียงดังที่สุดคนนั้น
"นายน่ะ ออกมานี่หน่อย"
แม้จะอายุห่างกันแค่สองปี แต่ด้วยส่วนสูงและสมรรถภาพร่างกายที่เหนือกว่า การสั่งสอนเด็กประถมสักคนจึงไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไร และในท้ายที่สุด เด็กคนนั้นก็ต้องยอมขอโทษเพราะทนแรงกดดันไม่ไหว
แต่ใน่สองสามปีหลังจากนั้น ฉู่เจียงไหลก็ยังคงถูกล้อเลียนลับหลัง คนพวกนั้นว่าเขาเป็ 'ไอ้เตี้ยที่ต้องให้พี่ชายออกหน้า' บ้างก็เรียกเขาว่า 'ไอ้แคระขี้ฟ้อง' หรือไม่ก็เหยียดหยามเขาว่าเป็ 'ไอ้ตุ๊ด'
ทว่านอกจากครั้งที่ฉู่ชิวไป๋เห็นคาตา ครั้งอื่นๆ ฉู่เจียงไหลกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ถ้อยคำดูถูกเ่าั้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่มีการขัดขืนใดๆ ทั้งสิ้น
จนกระทั่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อมีใครบางคนฉีกสมุดการบ้านที่ฉู่เจียงไหลใช้เวลาทำมาตลอดทั้ง่เช้าทิ้ง วันนั้นทุกคนถึงได้รู้ซึ้งว่า หมอนี่มันตัวอันตรายสุดๆ! เขาต่อยได้หนักหน่วงและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
ในที่สุดทุกคนก็รู้ว่าที่ผ่านมาฉู่เจียงไหลแค่ไม่อยากตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกับคนพวกนั้น เขาโลกส่วนตัวสูงและมีตรรกะของตัวเอง — หากไม่เกิดความเสียหายที่เป็รูปธรรม ก็ไม่ควรค่าแก่การเสียเวลา
เมื่อฉู่เจียงไหลอายุสิบสี่ อยู่ๆ ร่างกายของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน กลายเป็คนที่โดดเด่นเหนือใคร แต่เขาก็ยังไม่คบค้าสมาคมกับเพื่อนโรงเรียนอยู่ดี
ตอนนั้นเองที่ทุกคนเพิ่งตระหนักได้ว่า เพื่อนร่วมชั้นผู้ร่ำรวย หน้าตาดี และเป็อัจฉริยะคนนี้... แค่ไม่อยากจะลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับพวกเขาต่างหาก
ความแปลกแยกและเ็าของฉู่เจียงไหลไม่ได้เกิดจากการถูกกีดกัน แต่มันเริ่มมาจากการที่เขาดูถูกและเมินเฉยต่อสังคมรอบข้าง ซึ่งไปกระตุ้นต่อมหมั่นไส้ของเพื่อนร่วมชั้นที่มีปมจนรวมหัวกันต่อต้าน
ดังนั้น หากจะพูดให้ถูก เป็เขาต่างหากที่แบนคนทั้งโลก
ฉู่ชิวไป๋นึกขึ้นได้ว่า ั้แ่เล็กจนโต ไม่รู้ทำไมฉู่เจียงไหลถึงไม่เคยเป็ที่รักของสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ เลย ก่อนหน้านี้ หานรุ่ยฉินเคยเลี้ยงลูกสุนัขตัวหนึ่งชื่อ 'เสวี่ยฉิว' (Snowball) ถ้ามันเห็นเขาจากไกลๆ เมื่อไหร่ ก็จะเห่าไม่หยุด แต่พอเขาเดินเข้าไปใกล้ มันกลับครางหงิงๆ แล้ววิ่งหนีไป
ฉู่เจียงไหลตอนอายุสิบสองสิบสามน้อยใจกับเื่นี้มาก เขามักจะมาออดอ้อนงอแงกับฉู่ชิวไป๋ว่า "พี่ชิวไป๋... บ้านนี้ไม่มีใครชอบผมเลย แม้แต่เสวี่ยฉิวก็เกลียดผม ผมมีแค่พี่คนเดียวนะ"
ช่างน่าสงสาร และดูไร้พิษภัย ทำเอาฉู่ชิวไป๋ใจอ่อนยวบ จนลืมไปเสียสนิทว่าสัตว์นั้นมีสัญชาตญาณแม่นยำที่สุด มนุษย์อาจถูกหลอกด้วยภาพลักษณ์ แต่สัตว์แยกแยะความจริงผ่านกลิ่นอาย
สุนัขที่ประสาทััไวย่อมต้องหวาดกลัวจนร้องเสียงหลงเมื่อเจอเข้ากับลูกหมาป่าที่หวงแหนอาณาเขตอย่างรุนแรง... มันเป็เื่ธรรมดา
.
.
ความฝันในวัยเรียนอันบริสุทธิ์ดำรงอยู่ได้ไม่นาน จู่ๆ ภาพก็ตัดฉับลงสู่ห้วงแห่งความปรารถนา
ฉู่ชิวไป๋นอนคว่ำหน้าอยู่บนกองที่นอนนุ่มฟู หน้าผากพาดกับขอบเตียง ลำคอแอ่นโค้ง เขากำลังถูกจู่โจมด้วยความสุขสมและความเ็ปที่สลับกันถาโถมเข้ามาอย่างไร้ขีดจำกัด
จิติญญาเหมือนถูกบดขยี้แล้วหมักด้วยความรักและหมักด้วยตัณหาราคะ ก่อนจะถูกยัดกลับเข้าไปในร่างกายที่อ่อนระทวย กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งกระตุก เอวที่อ่อนยวบและขาที่สั่นเทาจากการคุกเข่าเป็เวลานานจนเริ่มไร้ความรู้สึก ก่อนที่ร่างกายจะทรุดฮวบลงอย่างไร้การควบคุม เขาทำได้เพียงจิกนิ้วลงบนผ้าปูที่นอนอย่างสิ้นหวัง
"...อย่า" ฉู่ชิวไป๋ปฏิเสธอย่างอ่อนแรง
“พี่ชิวไป๋ อย่าไล่ผมไปเลยนะ”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู น้ำเสียงที่เคยใสกระจ่างกลับแหบพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามข่มกลั้น "อย่าทิ้งผมไปหาผู้หญิงแบบนั้นเลยนะครับ"
***
เหวินอินกำลังขวัญผวาสุดขีด
เธอนั่งอยู่ในรถยนต์ที่กำลังเตรียมจะขับออกจากโรงแรมที่จัดงานแต่ง
สิ่งที่ทำให้เหวินอินกลัวจนตัวสั่นนั้น ไม่ใช่เพราะฉู่เจียงไหลลากตัวสามีในนามของเธอออกไปดื้อๆ หลังจบงาน และไม่ใช่แค่เพราะเธอเพิ่งเจอกู้ิเลี่ยง แฟนเก่าที่ดักรออยู่ในลานจอดรถด้วยดวงตาที่แดงก่ำ แต่มันเกิดขึ้นหลังจากเธอส่งฉู่ชิวไป๋ ไล่กู้ิเลี่ยง และกลับเข้ามานั่งในรถเพียงลำพัง
เธอไม่คาดคิดว่ากู้ิเลี่ยงจะมาดักรอเธอถึงในงานแต่งงาน แต่หลังจากที่เธอบอกกับเขาว่า “ฉันจะอธิบายให้คุณฟัง การแต่งงานเป็แค่แผนถ่วงเวลา ที่นี่คุยไม่สะดวก อีกสองสามวันฉันจะไปหาคุณแล้วอธิบายให้ชัดเจน” กู้ิเลี่ยงซึ่งมักจะยอมลงให้เธอเสมอจึงยอมกลับไปทั้งน้ำตา
เหวินอินในสภาพหน้าผมจัดเต็มนั่งอยู่คนเดียวในรถ ภาพใบหน้าซีดเผือดและริมฝีปากที่เม้มแน่นของกู้ิเลี่ยงยังวนเวียนอยู่ในหัว ทำให้ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้าใส่ เธอเหยียบเบรกและสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยความรู้สึกที่สับสน
เครื่องยนต์ส่งเสียงคำราม "บรื้นนน—" ยาวเหยียด ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเสียดสีที่รุนแรงจนแสบแก้วหู ราวกับว่ามีใครลากแผ่นพลาสติกครูดไปกับพื้นถนน หลังจากนั้น ไฟเตือนเครื่องยนต์ขัดข้องสีส้มก็วาบขึ้นบนหน้าปัด พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนที่ดัง "ติ๊ด—ติ๊ด—" ไม่หยุด
เส้นประสาทของเหวินอินตึงเครียดขึ้นมาทันที จู่ๆ เธอก็นึกถึงใบหน้าเ็าและสายตาที่แฝงคำเตือนของฉู่เจียงไหลตอนที่เขาปิดประตูใส่หน้าเธอก่อนหน้านี้
.
.
ใน่ท้ายของงานเลี้ยง ฉู่ชิวไป๋เมาจนไม่ได้สติ ปกติเขาเป็คนคอแข็งมาก แต่พอเมาแล้วมักจะทำตัวเหลวไหล กล้าพูดกล้าทำ
แต่ครั้งนี้เขากลับสงบเสงี่ยมผิดปกติ ไม่พูดมาก และไม่เที่ยวเดินไปกอดใครมั่วซั่ว
นั่นเป็เพราะั้แ่ที่เขาเริ่มเมา ฉู่เจียงไหลก็คอยประกบอยู่ตลอด ไม่เพียงช่วยดื่มเครื่องดื่มที่เหลือทั้งหมดแทน แต่ยังกึ่งประคองกึ่งอุ้มเขาขึ้นจากที่นั่งข้างเ้าสาวเพื่อพาไปพักผ่อน
ทางด้านเหวินอิน หลังจากปลีกตัวมาจัดการเพื่อนขี้เมาสองสามคนเรียบร้อยแล้ว เธอก็สั่งให้คนขับรถพาพ่อแม่กลับไปก่อน เพราะมีลางสังหรณ์ว่ายังมี 'ศึกหนัก' รออยู่อีกยก จึงไม่อยากให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่รอให้เสียเวลา
สิบนาทีต่อมา เหวินอินในชุดเ้าสาวปักลายัหงส์ก็เดินเข้ามาในลิฟต์ของโรงแรมพร้อมกับฉู่เจียงไหล ขณะที่ฉู่ชิวไป๋ซบอยู่ในอ้อมแขนของน้องชายโดยที่ไม่รู้สึกตัว
เหวินอินรู้ดีว่าลำพังตัวเธอคงช่วยดูแลฉู่ชิวไป๋ในสภาพนี้ได้ไม่มากนัก แต่ในเมื่อเขาได้ชื่อว่าเป็สามีในนามของเธอ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางใจหรือมารยาททางสังคม เธอก็ควรต้องตามขึ้นไปดูสักหน่อย อย่างน้อยที่สุด... ก็ควรต้องรู้ว่าเขาพักอยู่ห้องไหน
บรรยากาศในลิฟต์อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เหวินอินพยายามพูดอะไรบางอย่างเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ แต่ฉู่เจียงไหลไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย
ความสุภาพนอบน้อมบนโต๊ะอาหารก่อนหน้านี้อันตรธานหายไปพร้อมกับรอยยิ้มของเขาจนหมดสิ้น ฉู่เจียงไหลเ็าจนไม่แม้แต่จะปรายตามองมาที่เธอด้วยซ้ำ
แต่เหวินอินก็แอบมองเขาอยู่หลายครั้งอย่างอดไม่ได้ โครงหน้าด้านข้างของฉู่เจียงไหลดูคมคายและงดงามมาก แต่ยามที่เขาก้มมองคนที่อยู่ในอ้อมกอด สายตานั้นทั้งคมกริบ เ็า และเย้ายวนอย่างน่าประหลาด
สายตานั้นทำให้นึกถึงสำนวนที่เธอเคยอ่านเจอในหนังสือเรียนสมัยมัธยมที่ว่า... 'คนอื่นเป็มีดและเขียง ข้าเป็เนื้อปลา' [1]
เธอรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
ลิฟต์หยุดลงที่ชั้นบนสุดของโรงแรม หลังจากเสียงระบบอัตโนมัติขานบอกเลขชั้นอย่างนุ่มนวลดังขึ้น ประตูก็เลื่อนเปิดออกช้าๆ ในวินาทีนั้น เหวินอินจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ฉู่เจียงไหลจองห้องเพรสซิเดนเชียลสวีท [2] ที่อยู่ชั้นบนสุดเอาไว้!
แม้เหวินอินจะเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ เธอก็ยังรู้สึกว่าค่าห้องเพรสซิเดนเชียลสวีทคืนละหลายแสนนั้นแพงเกินไป โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเตรียมห้องสวีทชั้นผู้บริหาร [3] ที่คุ้มค่ากว่าเพื่อรับรองแขกไว้แล้วถึงสิบห้อง เธอไม่เข้าใจว่าฉู่เจียงไหลจะสิ้นเปลืองเปิดห้องเพิ่มอีกทำไม
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับน้องสามีผู้มีสีหน้าเย็นเยือก เหวินอินก็ไม่กล้าสงสัยหรือถามอะไรออกไป เธอรู้สึกว่าฉู่เจียงไหลเหมือนสัตว์ป่าดุร้ายที่หวงแหนอาณาเขตอย่างรุนแรง ซึ่งกำลังคาบเหยื่อที่ล่ามาได้เดินฝ่าดงไม้ที่มีกลิ่นสาบของสัตว์อื่น เพื่อกลับไปเสพสุขในรังของตนอย่างลำพองใจ
และหากทำได้... เขาคงอยากจะฝากรอยตีตราลงบนร่างของเหยื่ออันล้ำค่าตัวนี้ เพื่อประกาศความเป็เ้าของให้รู้แล้วรู้รอด
เหวินอินนึกขำกับจินตนาการอันบรรเจิดของตัวเอง แต่ยังไม่ทันที่มุมปากของเธอจะได้ยกยิ้ม ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งแตะคีย์การ์ดเปิดประตูห้องก็หันกลับมาอย่างกะทันหัน และเอ่ยปากไล่ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "คุณกลับไปได้แล้ว"
ใบหน้าของเขาช่างสมบูรณ์แบบ คิ้วเข้มรับกับจมูกโด่งเป็สัน ดูหล่อเหลาไร้ที่ติ แต่ทว่าั์ตาคู่นั้นกลับมืดมนราวกับอาชญากรที่ความอดทนใกล้จะถึงขีดจำกัด
เหวินอินถึงกับเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่เธอก็ยังสามารถรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกมาเบาๆ ได้ว่า "แต่ฉันกับชิวไป๋แต่งงานกันแล้วนะคะ"
แม้จะเซ็นใบหย่ากันั้แ่วันจดทะเบียนแล้วก็เถอะ แต่ฉู่ชิวไป๋ย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามบอกเื่นี้กับใคร โดยเฉพาะฉู่เจียงไหล ดังนั้น ก็ไม่น่าจะมีใครรู้แผนการนี้
ฉู่เจียงไหลทำหูทวนลม เขาไม่เพียงปิดประตูใส่หน้า แต่ยังล็อกกลอนประตูเสียงดัง "กริ้ก" ให้เธอได้ยินชัดๆ อีกต่างหาก
เหวินอินในชุดเ้าสาวเต็มยศถูกทิ้งให้ยืนอยู่นอกประตูเพียงลำพัง เธอทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน
ถึงแม้ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาระหว่างเธอกับฉู่ชิวไป๋จะเป็เพียงแค่การร่วมมือกันตามข้อตกลง แต่ในเมื่อเป็ความลับ ฉู่เจียงไหลเองก็ไม่น่าจะรู้ความจริงข้อนี้
เมื่อมองไปที่บานประตูห้องที่ปิดสนิท เหวินอินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทะแม่งๆ
มันมีด้วยเหรอ? ที่เ้าบ่าวถูกน้องชายลักพาตัวไป แล้วทิ้งเ้าสาวให้เฝ้าห้องหออยู่คนเดียว... แบบนี้มันผิดปกติเกินไปไหม?
แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าดีเหมือนกัน เพราะการต้องมาอยู่กับเพศตรงข้ามที่เมาแอ๋เพียงลำพัง ยังไงมันก็ต้องมีความกระอักกระอ่วนใจอยู่ดี
แต่ประเด็นคือ... ทั้งที่ฉู่เจียงไหลเป็คนมาชิงตัวเ้าบ่าวของเธอไปแบบงงๆ ในคืนแต่งงานแท้ๆ แต่ทำไมสายตาที่เขามองมา ถึงได้ดูอาฆาตแค้นราวกับว่าเธอไปฆ่าล้างโคตรเขามาอย่างนั้นล่ะ?
.
.
กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน เหวินอินลองดับเครื่องแล้วสตาร์ทใหม่ แต่ไฟเตือนสีส้มยังคงกะพริบไม่หยุด ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ขณะที่เธอกำลังจะเปิดประตูเพื่อลงไปดูเครื่องยนต์ จู่ๆ ประตูรถทั้งสี่บานก็ล็อกเองอัตโนมัติ!
เหวินอินที่ติดอยู่ในรถตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
เธอเสียเวลาอยู่ที่ลานจอดรถใต้ดินกับกู้ิเลี่ยงไปเกือบชั่วโมง ทำให้ตอนนี้ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ไปแล้ว ครั้นจะโทรเรียกคนขับรถหรือคนดูแลรถก็คงไม่เหมาะนัก หลังไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เหวินอินจึงตัดสินใจกดโทรหากู้ิเลี่ยง
แต่มือถือของเขากลับปิดเครื่อง สงสัยแบตคงหมดเพราะรอเธอมาทั้งวัน
เมื่อหมดหนทาง เหวินอินจึงลองดับเครื่องอีกครั้ง จากนั้นก็กดปุ่มที่กุญแจรีโมตเพื่อหวังจะปลดล็อกประตู แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลว... เพราะทันทีที่เธอกดปุ่ม ตัวรถก็สั่นะเือย่างรุนแรง พวงมาลัยที่เอียงอยู่เล็กน้อยก็หมุนกลับมาตั้งตรงเองโดยอัตโนมัติ พร้อมกับล้อรถที่ล็อกตายทันที
เหวินอินเริ่มสติแตกจนทำอะไรไม่ถูก เธอขับรถไม่แข็งและไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ความหวาดกลัวทำให้เธอตัดสินใจกดโทรแจ้งตำรวจด้วยมือที่สั่นเทา
***
ฉู่ชิวไป๋สะดุ้งตื่นตอนตีสี่เพราะเสียงโทรศัพท์
อาการเมาค้างบวกกับความฝันอันยาวนานทำเอาเขาตาพร่ามัวไปหมด หัวก็ปวดจนแทบะเิ
แต่เสียงโทรศัพท์ยังคงดังไม่หยุด
แม้ร่างกายจะหนักอึ้งและเข่าก็อ่อนปวกเปียกจนยืนแทบไม่อยู่ แต่ฉู่ชิวไป๋ก็จำใจต้องยกมือขึ้นประคองต้นคอที่ปวดเกร็ง พลางยันกายลุกจากเตียง แล้วเดินลากขาไปรับสายอย่างเชื่องช้า
"ฮัลโหล"
เขายังไม่ทันพูดอะไรต่อ โทรศัพท์ก็ถูกแย่งไปจากมือ
"ไม่นอนต่ออีกสักหน่อยเหรอครับ... พี่ชิวไป๋?"
ฉู่เจียงไหลยืนถือหูโทรศัพท์อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำของโรงแรม ผมเผ้าเปียกชื้นเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ
ฉู่ชิวไป๋ที่เพิ่งผ่านความฝันที่ถูกอีกฝ่ายเคี่ยวกรำมาทั้งคืน พอเห็นตัวจริงตรงหน้าแข้งขาอ่อนแรง ร่างกายสั่งให้ถอยหนีตามสัญชาตญาณ จนเขาพลาดท่าไปชนเข้ากับขาเก้าอี้ที่อยู่ด้านหลังเข้าอย่างจัง
อาการเจ็บจี๊ดที่น่องกระชากสติของฉู่ชิวไป๋ให้ตื่นเต็มตา เขาเบี่ยงตัวหลบมือที่ฉู่เจียงไหลยื่นมาช่วยประคอง พลางลูบขาเพื่อบรรเทาความเจ็บแล้วพยักพเยิดหน้าไปที่โทรศัพท์
"ใครโทรมา?"
"อ้อ" ฉู่เจียงไหลทำท่าเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีคนอยู่ในสาย เขายกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอย่างขอไปที ใบหน้าฉายแววเ็าขณะเอ่ยถามเสียงห้วน "มีอะไร?"
เสียงจากโทรศัพท์เบามากจนฟังไม่ได้ศัพท์ ฉู่ชิวไป๋จับได้แค่น้ำเสียงที่ดูร้อนรนของคนปลายสาย แต่สีหน้าของฉู่เจียงไหลกลับเรียบเฉย ไม่มีความรู้สึกรู้สาใดๆ กับความร้อนใจของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
เขาเดาไม่ออกว่าใครกันที่โทรมาตอนตีสี่ และยิ่งไม่รู้ว่าอีกฝ่ายโทรมาเื่อะไร แต่เขามั่นใจว่าสายที่โทรเข้ามาในเวลานี้ ต้องไม่ใช่เื่ดีแน่ๆ
"อืม รู้แล้ว" ฉู่เจียงไหลตอบ
ดูเหมือนปลายสายยังมีเื่ร้องขออีกมากมาย แต่ความอดทนของคุณชายผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้หมดลงแล้ว ฉู่เจียงไหลขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ ก่อนจะทิ้งท้ายห้วนๆ ว่า "เดี๋ยวค่อยคุย" แล้วกดตัดสายทิ้งอย่างไม่ไยดี
ฉู่ชิวไป๋รีบถาม "เกิดอะไรขึ้น?"
"ไม่มีอะไรครับ" ฉู่เจียงไหลตอบเสียงเรียบ "ฟร้อนท์โทรมาถามเื่ไร้สาระน่ะ"
"เวลานี้เนี่ยนะ?" ฉู่ชิวไป๋ไม่เชื่อคำพูดของเขาอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อถูกซักไซ้หนักเข้า คิ้วของฉู่เจียงไหลก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้น เขาเสยผมที่ปรกหน้าอย่างหงุดหงิด "ใช่ ไร้สาระสุดๆ พี่นอนต่อเถอะ เดี๋ยวผมลงไปคุยกับพวกนั้นเอง"
ภายใต้แสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียง ใบหน้าของฉู่เจียงไหลดูอ่อนโยนกว่าในฝันมาก... ถึงแม้เครื่องหน้าจะคมคาย คิ้วเข้มและจมูกโด่งเป็สัน แต่หางตาที่ตกนิดๆ รวมกับริมฝีปากที่เม้มแน่นเพราะหงุดหงิดที่ฉู่ชิวไป๋นอนไม่พอ ทั้งหมดนั้นกลับทำให้เ้าตัวดูเหมือน 'เด็กน้อยเอาแต่ใจ'
ฉู่เจียงไหลที่มีเืเนื้อ มีความรู้สึก และกำลังทำหน้ายุ่งยากใจอยู่ตรงหน้า ทำให้หัวใจที่เต้นรัวเพราะความเครียดของฉู่ชิวไป๋ค่อยๆ สงบลง
กำแพงที่เขาสร้างมาตลอดหลายเดือน พังทลายลงในเวลาตี 4 กับอีก 17 นาที 32 วินาที เพียงเพราะสายตาอบอุ่นที่ฉู่เจียงไหลมองมา
สมองของฉู่ชิวไป๋หยุดทำงาน จะต่อว่าอีกฝ่ายก็ทำไม่ลง เขาไม่ถามด้วยซ้ำว่าทำไมฉู่เจียงไหลถึงมาอยู่ในห้องของเขาในคืนวันแต่งงาน ราวกับว่ามันเป็เื่สมเหตุสมผลที่สุด ที่อีกฝ่ายมาอยู่เคียงข้างเขาที่นี่ หลังจากที่เพิ่งได้รับคำอวยพรในงานวิวาห์มา
.........
*"คนอื่นเป็มีดและเขียง ข้าเป็เนื้อปลา" (人为刀俎,我为鱼肉): สำนวนจีนที่เปรียบเปรยถึงสถานการณ์ที่ตนเองตกเป็รองอย่างสิ้นเชิง ไร้ทางสู้และไร้หนทางหนี ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย โดยชะตากรรมทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอีกฝ่าย (ผู้ถือมีด) ว่าจะ "เชือด" หรือทำอย่างไรกับเราก็ได้ ตรงกับสำนวนไทยว่า "ลูกไก่ในกำมือ" หรือ "เนื้อบนเขียง"