ความมืดมิดใต้พิภพไม่เคยมีความปรานี ทั่วทั้งทวีปเอนเกียร์อาจมีกลางวันและกลางคืน มีแสงอาทิตย์สาดส่องและแสงจันทร์นวลตา แต่สำหรับพื้นที่ลึกลงไปใต้เทือกเขาคีรีสูญอันมหึมา ที่นั่นมีเพียงความมืดสนิทที่กัดกินทุกสิ่ง เสียงหยดน้ำจากหินย้อยกระทบโขดหินดังสะท้อนก้องกังวานยาวนาน ทุกหยดน้ำที่ร่วงหล่นคล้ายเป็นเครื่องนับเวลาถอยหลังของชีวิตในซอกหินแคบอันหนาวเหน็บ ชายหนุ่มคนหนึ่งลืมตาขึ้นในความสลัว ดวงตาคู่คมปลาบของเขาแวววาวราวกับตาแมวป่าที่มองเห็นทุกสิ่งในความมืด เขาคือ ‘พิรุณ’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบปีผู้มีผิวสีทองแดงหยาบกร้านจากการเคี่ยวกรำ ร่างกายของเขาอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนไร้ไขมันส่วนเกิน บาดแผลเป็นริ้วสายตามตัวเปรียบเสมือนเหรียญตราแห่งความตายที่เขาได้รับมาจาก ‘องค์กรทมิฬ’ เครือข่ายนักฆ่าใต้ดินที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในทวีปเอนเกียร์พิรุณขยับกายลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงเสื้อผ้าเสียดสี ไม่มีเสียงฝีเท้า กระทั่งเสียงลมหายใจยังแผ่วเบาจนยากจะสังเกต แสงไฟริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันสัตว์อสูรดวงน้อยส่องกระทบใบหน้าคมคายของเขา ชายหนุ่มหยิบกระบี่สั้นคู่กายขึ้นมาตรวจเช็ด ความเงียบรอบตัวทำให้เขานึกถึงอดีตอันยาวนานพิรุณจำความไม่ได้ว่าบิดามารดาของเขาคือใคร หรือเขาเกิดที่หมู่บ้านไหน สิ่งแรกที่สมองของเขาบันทึกไว้ได้คือความเจ็บปวดอันไร้ขีดจำกัดในค่ายฝึกนรกขององค์กรทมิฬ เด็กกำพร้าจำนับพันคนถูกต้อนมารวมกันในหุบเขาลึกใต้ดิน เพื่อผ่านกระบวนการคัดสรรที่โหดเหี้ยมที่สุดการฝึกฝนขององค์กรทมิฬไม่ได้เน้นเพียงแค่ทักษะการต่อสู้ แต่เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์เพื่อสร้างอาวุธมีชีวิต พิรุณในวัยเยาว์ต้องวิ่งฝ่าค่ายกลสายฝนศรอาบยาพิษ ที่ซึ่งลูกธนูนับหมื่นจะพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทาง หากก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียวคือความตาย เขาต้องถูกโยนลงไปในบ่ออสรพิษโบราณเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อพิษร้ายทุกชนิด ยาพิษที่สามารถละลายกระดูกคนธรรมดาได้ในพริบตา กลับทำได้เพียงทำให้เลือดของพิรุณเดือดพล่านเท่านั้นแต่สิ่งที่โหดร้ายที่สุดคือการทดสอบสุดท้าย เด็กทุกคนที่เติบโตมาด้วยกัน กินนอนร่วมกัน ต้องจับอาวุธขึ้นห้ำหั่นกันเองจนกว่าจะเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว พิรุณจำภาพดาบของเขาที่แทงทะลุหัวใจของเพื่อนสนิทค่ายฝึกได้ดี เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของเขาในวันนั้น ชื่อ ‘พิรุณ’ ของเขาไม่ได้มาจากความร่มเย็นของสายฝนธรรมชาติ แต่มาจากหยาดเลือดที่สาดกระเซ็นราวกับพายุฝนฟ้าคะนองทุกครั้งที่เขาลงมือสังหารเป้าหมาย เขาแกร่งขึ้น โหดเหี้ยมขึ้น และเย็นชาขึ้นจนกลายเป็นมือสังหารอันดับหนึ่งขององค์กรภารกิจหลักของพิรุณในปัจจุบันตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ที่แปลกประหลาดและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ ‘เมืองไร้ตะวัน’เมืองไร้ตะวันไม่ใช่เมืองธรรมดาที่สร้างด้วยอิฐและปูนบนพื้นดิน แต่เป็นมหานครขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่ลึกลงไปหลายสิบกิโลเมตรใต้เทือกเขาคีรีสูญ ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สูงเสียดฟ้าและทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บรรพบุรุษของผู้หลบหนีและพวกนอกรีตได้ขุดเจาะโพรงถ้ำธรรมชาติขนาดลึกลับนี้มานับพันปี จนกลายเป็นเมืองใต้ดินที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกตที่ไม่มีวันสิ้นสุดตึกรามบ้านช่องและพระราชวังส่วนใหญ่สกัดขึ้นจากผาหินสีดำทมิฬโดยตรง บ้านเรือนสร้างลดหลั่นกันไปตามหน้าผาสูงชัน มีสะพานโซ่เหล็กกล้าขนาดยักษ์พาดผ่านเหวระเบิดอันลึกชัน ลมใต้ดินพัดกรรโชกผ่านช่องว่างระหว่างตึกสร้างเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงร่ำไห้ของวิญญาณเหตุที่เมืองนี้ได้ชื่อว่าเมืองไร้ตะวัน เพราะที่แห่งนี้ไม่เคยมีแสงอาทิตย์ส่องลงมาถึงเลยแม้แต่ไรเดียว ตลอดทั้งปีมีเพียงความมืดมิดครอบคลุม ทว่าเมืองกลับไม่เคยไร้แสงสว่าง มหานครแห่งนี้ถูกเติมเต็มด้วยแสงสีม่วงเรืองรองและสีน้ำเงินเข้มจาก ‘ศิลาดาราราย’ แร่เวทมนตร์วิเศษที่ฝังตัวอยู่ตามเพดานถ้ำหินย้อยโบราณ แสงจากศิลาเหล่านี้ส่องสว่างระยิบระยับ แตกตัวเป็นประกายราวกับดวงดาวนับล้านบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ทำให้เมืองใต้พิภพดูโอ่อ่า สง่างาม และน่าสะพรึงกลัวยิ่งนักเมืองไร้ตะวันทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้มีตัวตนบนผืนแผ่นดินเบื้องบน แสงสว่างบนดินอาจมีความยุติธรรม แต่ความมืดใต้ดินมีความจริง ที่นี่เป็นแหล่งรวมตัวของจอมยุทธ์นอกรีตผู้ทรยศสำนัก พ่อมดมนต์ดำที่ถูกไล่ล่า พ่อค้าของเถื่อนที่ค้าขายอาวุธเวทมนตร์ต้องห้าม และผู้ทรงอิทธิพลจากทั่วทุกมุมโลกพลังปราณและพลังเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในเมืองนี้มีความเข้มข้นสูงมาก เนื่องจากความกดอากาศใต้ดินและพลังงานจากศิลาดาราราย กลิ่นอายของพลังงานกดทับจนคนธรรมดาแทบหายใจไม่ออก ความยิ่งใหญ่ของเมืองไร้ตะวันไม่ได้เกื้อหนุนด้วยกฎหมายของอาณาจักรใดๆ แต่เกื้อหนุนด้วยกฎเกณฑ์ข้อเดียวที่ทุกคนยอมรับ—กฎที่ว่าด้วยความแข็งแกร่งคือความถูกต้อง ใครทรงพลังผู้นั้นคือผู้รอดชีวิต ใครอ่อนแอผู้นั้นคือเหยื่อพิรุณก้าวเดินออกมาจากซอกหิน ยืนอยู่บนชะง่อนผาสูงชันที่สามารถมองเห็นเมืองไร้ตะวันได้ทั้งเมือง เสื้อคลุมสีดำสนิทของเขาสะบัดพริ้วตามแรงลมหนาว สายตาคมดุจเหยี่ยวทอดมองลงไปยังแสงไฟและประกายสีม่วงนับล้านดวงเบื้องล่าง มือของเขากระชับด้ามกระบี่สั้นคู่กายไว้แน่น ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะคงที่ ค่ำคืนนี้มีใบสั่งตายใบใหม่ส่งตรงมาจากเบื้องบน และมันจะเป็นภารกิจที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปตลอดกาล