บทที่ 5 ครอบครัวปริศนา
หลี่เหว่ยวางเห็ดหลินจือที่กู้เฉินมอบให้ลงในตะกร้าไม้ไผ่แล้วเดินกลับบ้านด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขเมื่อเข้าไปในบ้าน หลี่หยางมองเห็นลูกชายถือตะกร้าในมืออย่างระมัดระวังเดินเข้ามาก็เอ่ยถาม
“เ้าถืออะไรเข้ามา มองแล้วคล้ายกับกลัวว่ามันจะแตกหัก”
หลี่เหว่ยวางตะกร้าลงแล้วตอบ
“ท่านพ่อเข้ามาดูเองเถิดวันนี้ข้าขึ้นเขาไปพร้อมกับกู้เฉิน พอขากลับเขามอบสิ่งนี้ให้ ข้าบอกไม่เอาก็ไม่ฟังแถมยังขู่ว่าหากไม่รับจะไม่มาเรียนหนังสือกับท่านพ่ออีก”
ถ้อยคำคล้ายขบขันไม่เหมือนกับคำฟ้องที่บอกว่าโดนขู่สร้างความสงสัยในใจของหลี่หยาง เขาจึงเดินเข้ามาใกล้แล้วชะโงกดูภายในตะกร้า
“นี่มัน..”
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วเป็คำถาม
“มันคืออะไรหรือท่านพ่อ”
คำถามคล้ายไม่เข้าใจทำให้หลี่หยางไม่อยากจะเชื่อว่าลูกชายผู้ฉลาดเป็เลิศของเขาจะไม่รู้ว่าของข้างในคืออะไร
“อาเหว่ย เ้าไม่รู้จริง ๆ หรือว่าแกล้งไม่รู้”
หลี่เหว่ยหัวเราะเสียงอ่อน
“ข้าไม่แน่ใจ ก็เลยถามท่านพ่อเพราะตอนที่กู้หลินเรียกไปดู มันมีอยู่ถึงสิบดอกข้าเลยลังเลที่จะเชื่อว่ามันคือเห็ดหลินจือที่หายากหรือไม่”
คราวนี้หลี่หยางเป็ฝ่ายที่ลังเล เขาหยิบเห็ด หลินจือดอกใหญ่สีแดงมันวาวออกมาดูอย่างพินิจพิจารณา
“แม้พ่อจะไม่ใช่หมอยา แต่ก็เคยเห็นมันคือเห็ดหลินจือแดงที่หายากแน่นอนแล้วทำไมกู้เฉิงไม่เก็บไว้ขายเพื่อจุนเจือครอบครัวตัวเองเล่า จะมอบให้เ้าทำไม ในเมื่อเขาก็รู้ว่าครอบครัวของเราไม่ได้เดือดร้อนเื่เงินทอง”
หลี่เหว่ยส่ายศีรษะอย่างจนใจ
“พวกเขาเก็บเห็ดได้เกือบสิบดอกเลย้ามอบให้ข้าหนึ่งดอก เพราะเห็นว่าเราขึ้นเขาไปด้วยกัน พอเห็นว่าข้าไม่รับก็อ้างเื่ตอบแทนที่ท่านพ่อสอนหนังสือพวกเขาโดยไม่คิดเงินมาหลายปี”
หลี่หยางหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ
“ไม่เลว พวกเขาช่างกตัญญูไม่เสียแรงที่ข้าสั่งสอนมาหลายปี”
เสียงหัวเราะพ่อลูกประสานกัน จน “ป้าถิง” แม่นมของหลี่เหว่ยซึ่งกำลังยกน้ำชาออกมาถามด้วยความสงสัย
“พ่อลูกมีเื่ยินดีอะไรกันถึงได้หัวเราะดังลั่นบ้าน”
หลี่หยางหันมาบอกแม่นมของหลี่หยางที่อยู่ร่วมชายคามาด้วยกันหลายปีและเลี้ยงดูหลี่หยางมาั้แ่เกิด
“ลูกศิษย์ของข้าขู่มอบของล้ำค่าให้หลี่หยางจนต้องยอมรับไว้ ท่านว่ามันน่าหัวเราะไหมล่ะ”
แม่นมของหลี่เหว่ยขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“ท่านหมายถึงอะไร และลูกศิษย์ที่ไหนกัน”
หลี่เหว่ยจูงมือแม่นมนั่งลงที่เก้าอี้ก่อนจะเล่าเื่ั้แ่ขึ้นเขาจนถึงลงเขาให้นางฟังอย่างละเอียด ซึ่งแม่นมของเขาก็กล่าวชื่นชมเพื่อนของเขาไม่หยุดปาก
“เด็กสองคนนั้นช่างกตัญญูยิ่งนัก คราวนี้ครอบครัวของพวกเขาก็คงไม่ลำบากอีกแล้วไม่รู้ว่าหน้าหนาวที่ผ่านมามีอาหารเลี้ยงปากท้องพอหรือไม่”
เมื่อแม่นมกล่าวถึง่ฤดูหนาวที่ทุกครอบครัวต้องกักตุนอาหารไว้สำหรับระยะเวลายาวนานเพราะไม่สามารถออกไปไหนได้หลี่เหว่ยก็ฉุกคิดได้ว่าใบหน้าของ กู้เฉินและน้องสาวของเขาไม่เหมือนคนที่แร้นแค้นแม้แต่น้อยแถมใบหน้าของกู้หลินที่เคยซีดเซียวก็เต็มไปด้วยเืฝาดอย่างผิดหูผิดตา คล้ายกับมีความเป็อยู่ดีขึ้น
“หรือว่าข้ามองผิดไป นางอาจจะแค่เติบโตขึ้น”
หลี่เหว่ยคิดอยู่ในใจก่อนจะเดินตัวลอยเข้าห้องของตัวเอง ปล่อยให้อาจารย์หลี่กับแม่นมมองตามหลังลูกชาย
“ลูกชายของท่านดูแปลกไปนะเ้าคะ”
เสียงหยอกล้อกันของแม่นมที่กล่าวกับบิดาลับหลังเขาสร้างความฉงนในใจของหลี่เหว่ยเช่นกัน
ชายหนุ่มคิดถึงร่างบางที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่มือของนางเก็บเห็ดหลินจืออย่างระมัดระวัง พร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มเล็กน้อย นั่นคือ “กู้หลิน”น้องสาวของเพื่อนสนิท ก่อนหน้านี้เขาเคยมองเธอเพียงแค่เป็น้องสาวของเพื่อน ความรู้สึกเป็มิตรและห่วงใยมีอยู่แต่ความรู้สึกอื่น ๆ นั้นไม่เคยปรากฏขึ้นมาเลย
แต่ในวันนี้ดูเหมือนกู้หลินเปลี่ยนไปมันเริ่มจากรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ รอยยิ้มที่ดูสดใสกว่าเดิม แววตาที่ฉายแววความคิดที่ลึกซึ้งน้ำเสียงที่ไพเราะและมีเสน่ห์ดึงดูด ท่าทางที่ดูน่าเกรงขามทุกอย่างดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปในตัวกู้หลินทำให้หลี่เหว่ยรู้สึกถึงความแตกต่างนั้นอย่างชัดเจน และความรู้สึกสนใจนี้ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นโดยที่เขาไม่รู้ตัว
ภายในห้องทำงานของอาจารย์หลี่
“ท่านอาจารย์ลูกชายของท่านเติบโตเป็หนุ่มแล้ว ท่านคิดจะปิดบังตัวตนไปอีกนานเท่าใด”
เสียงถามของแม่นมสร้างความหนักใจให้กับ หลี่หยางเขาถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
ภาพความวุ่นวายในเมืองหลวงการแย่งชิงราชสมบัติ และความขัดแย้งของเหล่าองค์ชายยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด เขาเลือกที่จะแสร้งทำเป็ป่วยหนักและ ขอออกมาตามหาหมอเทวดาเพื่อรักษาตัว เพราะไม่้าเข้าข้างฝ่ายใด
แต่ใครจะรู้ว่าในระหว่างทางหลี่หยางได้พบกับ แม่นมถิงที่อุ้มทารกเพศชายไว้ในอ้อมแขนและขอติดตามเดินทางออกจากเมืองหลวงจนมาถึงหมู่บ้านลี้ลับห่างไกลแห่งนี้ ตอนนั้นหลี่หยางรู้ว่าทารกในอ้อมแขนของแม่นม คือใครแต่ก็ยอมช่วยเหลือเมื่อเห็นดวงตาที่มองมาอย่างไร้เดียงสา
“ตอนนี้ข้ายังตัดสินใจไม่ถูกรอให้เขาเติบโตกว่านี้สักหน่อย ข้าจะเล่าความจริงให้ฟังว่าพวกเราเป็ใครหลังจากนั้นก็ให้เขาตัดสินใจอนาคตของเขาเอง”
เสียงคุยกันในห้องทำงานของบิดาในเวลาดึกสงัดหลี่เหว่ยซึ่งยังนอนไม่หลับจึงได้ยินทุกคำอย่างชัดเจนภายในใจของเขารู้สึกสงสัยภูมิหลังของครอบครัว
หลังจากเติบโตเป็หนุ่มหลี่เหว่ยเกิดความสงสัยความเป็อยู่ของครอบครัวที่แตกต่างจากชาวบ้านเขามีเพียงบิดาไม่มีมารดา บิดาของเขามีวรยุทธ์ อ่านหนังสือออก และไม่เคยขาดแคลนเงินทอง
ตอนยังเด็กหลี่เหว่ยคิดว่าเพราะบิดาเปิดสำนักศึกษาเล็กๆ ในหมู่บ้านสอนให้กับเด็ก ๆ จึงมีเงินทองไว้ใช้จ่ายแต่ภายหลังถึงได้รู้ว่าลำพังเงินไม่กี่อีแปะจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างไร
แสงแดดอ่อนของเช้าวันใหม่สาดส่องลงบนหลังคากู้เยี่ยลุกแต่เช้าเตรียมอาหารให้ทุกคนรองท้องก่อนจะที่เดินทางเข้าเมืองกู้หลินลุกมาช่วยมารดาั้แ่เช้าตรู่ ภายในใจของหญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เดินทางเข้าเมืองเพราะั้แ่ข้ามภพมาเข้าร่างเล็กนี้ก็ไม่เคยเห็นภายนอกหมู่บ้านแม้แต่ครั้งเดียว
“ท่านแม่ทำข้าวต้มให้ทุกคนรองท้องตอนเช้าก็พอระหว่างทางถ้าหิวข้าจะแอบขอซาลาเปาจากกำไลวิเศษ ท่านจะได้ไม่ต้องลำบากทำอาหารและเมื่อเข้าเมือง พวกเราค่อยไปหาอะไรกินในเมืองดีหรือไม่”
เสียงตื่นเต้นของลูกสาวทำให้กู้เยี่ยยิ้มให้ลูกสาวอย่างอ่อนโยน
“ก็ได้แต่ลูกไม่เคยเดินเท้าเข้าเมืองเลย อาจจะเหนื่อยเอาการ”
กู้หลินอยากจะหัวเราะให้กับความห่วงใยของแม่ถ้าหากนางรู้ว่าภายในร่างเล็กนี้คือแพทย์ทหารหญิงที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึกเพื่อช่วยทหารหรือผู้ประสบภัยในรัศมีหลายสิบกิโลนางคงเป็ลมล้มพับไปตอนนี้
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วงท่านดูข้าตอนนี้สิ ไม่ได้ผอมแห้งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
หญิงสาวทำท่ายกแขนเล่นกล้ามจนผู้เป็แม่ดึงมือลงห้ามเสียงหลง
“หลินเอ๋อร์ทำอะไรมันไม่งามรู้ไหม”
ครอบครัวของกู้หลินออกเดินทางบนเส้นทางลูกรังที่คดเคี้ยวถึงแม้ระยะทางจะไกล แต่ใบหน้าของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความหวัง
บนหลังของกู้เฉินบรรทุกตะกร้าหวายสานอย่างประณีต ภายในบรรจุเห็ดหลินจือแดงขนาดใหญ่สีแดงสด ราวกับเปลวเพลิง เพื่อนำไปขายที่ร้านขายยาในเมืองใหญ่
กู้หลินเดินเคียงข้างแม่และตายายอยู่เบื้องหน้าสายตาของหญิงสาวมองทิวทัศน์ที่สวยงามระหว่างทาง ลำธารใสไหลเย็นและท้องฟ้าสีครามที่กว้างใหญ่ ทำให้จิตใจของกู้หลินรู้สึกเบิกบานและลืมว่าตัวเองไม่ใช่คนของโลกโบราณแห่งนี้
“อากาศช่างบริสุทธิ์อะไรขนาดนี้”
ท่าทางสูดอากาศเข้าเต็มปอดของเด็กสาวสร้างเสียงหัวเราะให้กับครอบครัวไปตลอดทาง
-----